คสช.ยันไม่ห่วงวันที่ 1 ส.ค. วันที่ “ปู” แถลงปิดคดีจำนำข้าว ระบุการ ข่าวยังไม่มีแนวโน้มสร้าง ความรุนแรงเชื่อตำรวจเอาอยู่ ย้ำใช้รถรับส่งมวลชนมีความผิด ส่วน”ไก่อู”ฮึ่มฮั่มคนชักชวนปลุกระดม ลั่นคสช.ไม่ปล่อยแน่ ส่วนเพื่อไทยเตือน ยิ่งบีบคั้นคนยิ่งมากันเยอะ อดีตแกนนำนปช.ชี้ห้ามเท่ากับผลักคนไปอยู่ฝั่ง”ยิ่งลักษณ์”มากขึ้น ย้ำไม่จัดตั้งมวลชน ทนายความปูลุ้นศาลปกครองสั่งทุเลายึดทรัพย์ “บุญทรง”โวยเมียถูกอายัดบัญชีเงินฝาก จ่อฟ้องกลับกรมบังคับคดี-กรมการค้าต่างประเทศ รัฐสภาคุมเข้ม วันสปท.ส่งมอบงานนายกฯวันที่ 31 ก.ค.
พท.ไปให้กำลังใจปู-ไม่ได้ชุมนุม
วันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรมว.ศึกษาธิการ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงมาตรการรับมือมวลชนของรัฐบาลคสช. ที่จะเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในการแถลงปิดคดี รับจำนำข้าว ในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ว่า การที่ประชาชนทั่วไปจะไปร่วมให้กำลังใจน.ส. ยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหา เพราะพวกเขาต่างรู้สึกเห็นอกเห็นใจในตัวอดีตนายกฯที่ทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าว ทุกนัดไต่สวนที่ผ่านมามวลชนก็ไปสนับสนุนให้กำลังใจ ร่วมรับฟังการไต่สวนคดีที่ต้องทำอย่างเปิดเผยกันอย่างเรียบร้อย การออกคำสั่งห้ามมวลชนต่างหากที่เป็นเรื่องแปลก เป็นการสร้างเงื่อนไขขึ้นมาทั้งที่ไม่มีความจำเป็นและเงื่อนไขเหล่านี้ก็อาจเป็นการสร้างปัญหา การออกมาให้ข่าวจากทางรัฐบาลว่าการรวมกลุ่มเดินทางไปให้กำลังใจ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ที่ศาลอาญา ทั้งวันแถลงปิดคดีในวันที่ 1 ส.ค. และวันนัดอ่านคำพิพากษาวันที่ 25 ส.ค. อาจเจอกับกฎหมายห้ามชุนนุมและกฎหมายอาญาม.116 นั้น ต้องถามกลับว่ามันเป็นการชุมนุมตรงไหน มวลชนหลักพันคนไม่ได้มากถึงกับสร้างความไม่เรียบร้อยให้กับรัฐบาลเลย
ชี้ยิ่งบีบบังคับคนยิ่งแห่มา
ด้านนายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบล ราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนจะไปให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการแถลงปิดคดีวันที่ 1 ส.ค.เช่นเดิมเหมือนทุกครั้ง เหมือนสมาชิกพรรค อดีตส.ส. รัฐมนตรีรายอื่นๆ คาดว่าจะไปร่วมให้กำลังใจราว 50-60 คน ส่วนประชาชนทั่วไปก็คงจะยังมาร่วมให้กำลังใจไม่น้อยไปกว่าการไต่สวนนัดสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 ก.ค. ราว 1,000 คน ไม่มีการจัดตั้งขนคนมาร่วมแต่เป็นการมาด้วยใจต่างคนต่างมา เพื่อร่วมกันแสดงออกถึงความรู้สึกในความเห็นใจต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ สำหรับมาตรการจากฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาลคสช. ที่อ้างจะนำกฎหมายชุมนุมและกฎหมายอาญาม.116 มาบังคับใช้นั้น เป็นการคิดและสรุปเอาเองว่าการร่วมให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์จะเป็นจลาจล เพราะที่ผ่านมาการไต่สวนทุกนัดที่พี่น้องไปร่วมให้กำลังใจเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ดีไม่มีเหตุรุนแรง ทำไมรัฐบาลถึงไม่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
“คสช.จะตื่นตูมออกมาใช้คำสั่งบีบบังคับประชาชนไปถึงไหน ทุกคนต่างคนต่างมาไม่มีการจัดตั้ง ต่างใช้สิทธิเสรีภาพของตนเองในการตัดสินใจ การขังคุกนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. การออกหมายจับนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โดยหวังห้ามปรามข่มขู่ คิดว่าคนจะกลัวแล้วมากันน้อยนั้นสะท้อนถึงการข่าวและงานความมั่นคงที่ไม่มีประสิทธิ ภาพ คงไม่ได้ผลอะไร หนำซ้ำจะยิ่งมากันเยอะกว่าเก่าเพราะไม่มีมนุษย์คนไหนชอบการบีบบังคับ” นายสมคิดกล่าว
คสช.เชื่อสถานการณ์ไม่รุนแรง
แหล่งข่าวคสช.ระบุถึงการประเมินสถานการณ์ในวันที่ 1 ส.ค. ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะแถลงปิดคดีจำนำข้าว ว่า คสช.ประเมินเอาไว้แล้วว่ายังไม่มีภาพความเคลื่อนไหวอะไรที่นำไปสู่ความรุนแรง เป็นเพียงข้อมูลว่าน่าจะมีมวลชนมาให้กำลังใจแต่เชื่อว่าจะอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยความเรียบร้อย หัวหน้าคสช.เคยเตือนเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าการเคลื่อนย้ายมวลชนและผู้สนับสนุนการใช้รถในการเคลื่อนย้ายมวลชน อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ก็เคยเตือนแล้วว่าให้มวลชนที่จะเดินทางมาให้กำลังใจ ติด ตามข่าวที่บ้าน ซึ่งก็ถือเป็นการเตือนจากผู้ใหญ่ของบ้านเมือง
แหล่งข่าวคสช.ระบุ ช่วงนี้มีเหตุอุทกภัยน้ำท่วมทางภาคเหนือและภาคอีสาน น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ประชาชนต้องดูแลบ้านของตนเอง ส่วนคนที่จะเดินทางมาให้กำลังใจน่าจะเป็นมวลชนที่อยู่ปริมณฑลหรือในกรุงเทพฯ ซึ่งมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดูแลได้อย่างดี ทางศาลก็มีระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว ส่วนบริเวณด้านนอกศาลก็เป็นเรื่องของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้กรอบกฎหมายปกติในการดูแลประชาชน ไม่น่าที่จะมีอะไรที่ไม่เรียบร้อยเกิดขึ้น
วอนอย่ากดดันตำรวจ-ศาล
คสช.ได้ประชาสัมพันธ์และแจ้งข้อมูลข่าวสารไปแล้วว่า ไม่ได้ห้ามแต่สิ่งใดที่ผิดต่อกฎหมายก็ไม่ควรทำ ซึ่งวันนั้นโรงเรียนเปิดรวมถึงสภาพอากาศก็อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งแดดออก บางช่วงก็ฝนตก อาจทำให้เกิดความไม่สะดวกในการจราจรและการเดินทาง แต่การที่จะเดินทางมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ก็ขอความร่วมมือว่าถ้ามาแล้วก็ไม่ใช่มาในลักษณะมวลชน มากดดันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและศาล สิ่งนี้ได้ขอความร่วมมือผ่านสื่อมวลชนอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำความเข้าใจและขอความร่วมมือ
ทั้งนี้แหล่งข่าวคสช. ยังระบุถึงการประเมินสถานการณ์วันที่ 25 ส.ค. ซึ่งเป็นวันอ่านคำพิพากษาคดีจำนำข้าวว่า ต้องประเมินเมื่อสถานการณ์ใกล้เข้ามาอีกครั้ง
วัฒนายันไม่ผิดมาตรา 116
วันเดียวกัน นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุที่ พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. มอบหมายให้ตำรวจสันติบาลแจ้งความต่อกอง ปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับตนข้อหาความ ผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 กล่าวหาว่าได้โพสต์เฟซบุ๊กลักษณะยุยงให้เกิดความปั่นป่วน อีกทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์ คสช. นั้น ข้อความที่โพสต์คือการแสดงความเห็นว่าการไปให้กำลังน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถือเป็นเสรีภาพ ส่วนที่มีการเชิญชวนประชาชนก็ไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้ชวนมาเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือล้มรัฐบาล หรือสร้างความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่อง หรือทำผิดกฎหมาย แต่เป็นการชวนมาเพื่อให้กำลังใจ ซึ่งเป็นกิจกรรมตามประเพณีอันเป็นข้อยกเว้นของกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ และที่อ้างว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ คสช.ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นต่อการทำงานของบุคคลสาธารณะที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ถือเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นกัน จึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 116 ตามที่กล่าวหา
“สิ่งที่ผมทำไม่เป็นความผิดจึงขอบอกประชาชนอีกครั้งว่าวันที่ 1 ส.ค. และ 25 ส.ค. ใครประสงค์จะไปให้กำลังใจนายกฯยิ่งลักษณ์ ก็ไปได้ไม่ผิดกฎหมาย ผมจะไปทั้งสองวันยกเว้นถูกจับและไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวก็จะส่งกำลังใจจากห้องขัง” นายวัฒนา กล่าว
นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีตส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวจะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ วันที่ 25 ส.ค.ที่จะมีการพิพากษาคดีจำนำข้าว ว่า ตนเดินทางไปให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการร่วมพิจารณาคดีหลายครั้ง มีประชาชนมาให้กำลังใจทุกครั้ง จากการพูดคุยประชาชนมีทั้งที่รวมกลุ่มกันมาและเดินทางมาเอง ทุกคนต่างมาด้วยใจ เพราะคนเหล่านี้เลือก น.ส.ยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลจึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ที่รัฐบาลกังวลถึงความสงบเรียบร้อยนั้นถือเป็นหน้าที่ที่จะรักษาความปลอดภัย แต่อยากให้เข้าใจประชาชนมากันหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งก็สงบเรียบร้อยดี ทำตามข้อปฏิบัติ ส่วนที่มีข่าวเรื่องส่งเจ้าหน้าที่ไปทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้เดินทางมานั้น ส่วนตัวคิดว่าสุดท้ายถ้าเขาจะมาก็คงหาวิธีมาจนได้ ในเมื่อใจอยากจะมา
นปช.ย้ำไม่จัดตั้งมวลชน
นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษานปช. กล่าวกรณีฝ่ายความมั่นคงเตือนมวลชนที่จะไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในวันที่ 25 ส.ค. ซึ่งศาลจะพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าวว่า ท่าทีของฝ่ายความมั่นคงจะทำให้คนกลุ่มหนึ่งรู้สึกกลัวแต่อีกกลุ่มหนึ่งรู้สึกโกรธ โมโห ตนเชื่อว่ายิ่งห้ามมากเท่าไรมวลชนก็จะเห็นด้วยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มากเท่านั้น แม้ก่อนหน้านี้บางส่วนจะไม่เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าวแต่เมื่อเห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกกระทำ คะแนนนิยมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก วันนี้เสมือนว่าคสช.ได้นำแท่นมาให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยืนอย่างโดดเด่นขึ้นในสายตาชาวโลก ทางที่ดีฝ่ายความมั่นคงไม่ควรห้ามเพราะที่แล้วมาคนที่ไปให้กำลังใจไม่ถือว่ามากเกินไป และขอยืนยันว่าจะไม่มีการจัดตั้งมวลชนเพื่อไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างแน่นอน
นางธิดากล่าวว่า ถึงวันนี้ในสายตาของผู้สนับสนุนมอง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปลี่ยนสถานะจากนักการเมืองเป็นนักต่อสู้เพื่อหลักนิติธรรม ซึ่งจะเป็นแกนหลักในการนำมวลชนที่สนับ สนุนประชาธิปไตยและความเป็นธรรมให้โดดเด่นขึ้น อยากฝากไปถึงมวลชนว่าการสนับสนุนนักการเมืองไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามถือว่าเป็นสิทธิ์ และขอให้ใช้ความระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น เพราะฝ่ายความมั่นคงได้ขู่แล้วการมาให้กำลังใจมากๆ ได้ แต่ขอให้แสดงพลังแบบปัจเจกบุคคล ไม่ควรแสดงออกด้วยการรวมกลุ่ม ไม่ควรใช้ไมไครโฟน และควรระวังคำพูดอย่าให้กลายเป็นการชุมนุมทางการเมือง
รัฐบาลฮึ่มไม่ปล่อยคนชักชวน
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีนายวัฒนาโพสต์เฟซบุ๊กย้ำว่าการเชิญ ชวนประชาชนไปให้กำลังใจน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ผิดกฎหมาย เพราะไม่ได้เชิญชวนมา ล้มรัฐบาล ว่า เรื่องนี้ต้องไปถามคสช.ว่าผิดกฎหมายหรือไม่ แต่สิ่งที่รัฐบาลอยากจะบอกกับประชาชนที่รักชอบนักการเมืองว่าถือเป็นสิทธิ แต่อยากขอให้อยู่ที่บ้านเพื่อให้กำลังใจเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของศาล ผิดก็ คือผิด ถูกก็คือถูก ต้องแยกอารมณ์ความรัก ความชอบ ไม่เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง เพราะถ้าเป็นแบบนี้จะเกิดความขัดแย้งไม่รู้จบ
“ฝากเตือนประชาชนอย่าปล่อยให้นักการเมืองชักจูงทำให้บ้านเมืองไม่สงบ รวมถึงอยากฝากเตือนคนชักชวนคนไปให้กำลังใจว่า เชื่อมั่นว่าคสช.จะไม่ปล่อยให้ทำอย่างนั้น เพราะจะทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย” พล.ท. สรรเสริญกล่าว
เตรียมพร้อมแถลงปิดคดี
นายนรวิทย์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงการเตรียมการก่อนศาลพิพากษาคดีรับจำนำข้าวว่า ได้เตรียม 2 ส่วนก่อนถึงวันพิพากษา 1.การแถลงปิดคดีด้วยวาจาในวันที่ 1 ส.ค.ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์จะแถลงปิดคดีด้วยตัวเอง ขณะนี้กำลังเตรียมข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อแถลงปิดคดี 2.การแถลงปิดคดีด้วยลายลักษณ์อักษร ขณะนี้ทีมกฎหมายกำลังรวบรวมข้อมูลต่างๆ โดยเป็นข้อมูลการแก้ข้อกล่าวหาที่โจทก์ได้กล่าวหาเกี่ยวกับการดำเนินการโครงการ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้เตรียมการภายหลังศาลมีคำพิพากษาเพราะต้องรอฟังคำพิพากษาก่อน จึงจะรู้ว่าควรดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่าพร้อมต่อสู้คดีตามกระบวนการที่มีอยู่แม้รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ ไม่ได้รับความเป็นธรรมแต่ก็พร้อมต่อสู้ ส่วนที่กรมบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์ในระหว่างที่ศาลจะมีคำพิพากษา ทำให้เกิดคำถามว่าความเหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่
“ปู”ลุ้นศาลปค.ทุเลาอายัดทรัพย์
นายนพดล หลาวทอง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองให้ทุเลาการยึดทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า ขณะนี้ศาลปกครองได้รับคำร้องขอให้ทุเลาการยึดทรัพย์แล้ว โดยยังอยู่ในการพิจารณาของศาล หากศาลมีคำสั่งทุเลาการยึดและอายัดทรัพย์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องหยุดทั้งหมด แต่หากศาลยกคำร้องฝ่ายกฎหมายของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ก็จะหาช่องทางอื่นเพื่อดำเนินการต่อไป โดยต้องดูข้อมูล หลักการและเหตุผลประกอบกัน
บุญทรงฟ้องกลับ-ยึดทรัพย์เมีย
นายนพดลกล่าวว่า เชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากศาลเนื่องจากศาลเคยวินิจฉัยแล้วว่าคำสั่งลักษณะนี้เป็นโดยมิชอบ แต่เนื่องจากการยื่นคำร้องขอทุเลาครั้งที่แล้วกรมบังคับคดียังไม่ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์ศาลจึงไม่รับคำร้อง ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ของศาลมีอยู่ว่าการชะลอยึดทรัพย์จะมีผลต่อการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ ขณะเดียวกับเราก็มองว่าการยึดและอายัดทรัพย์จะทำให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เสมือนบุคคลล้มละลายก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา มีผลต่อเกียรติและศักดิ์ศรีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างมาก
นายนพดลกล่าวว่า เชื่อว่าการยึดทรัพย์หรือไม่ในระหว่างการพิจารณาคดีไม่มีผลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เนื่องจากไม่ใช่ทรัพย์สินที่มากจนไม่สามารถนำไปใช้จ่ายเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดินหรือทำให้ประเทศเกิดปัญหา น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นกังวลเพราะได้รับความเดือดร้อน และเงินที่ต้องใช้จ่ายถูกยึดไป ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ากระบวนการยึดนั้นจะไปถึงไหน ซึ่งแน่นอนสภาพจะต้องแร้นแค้นและจะเอาเงินที่ไหนไปสู้คดี มองดูจะเห็นว่าไม่มีความชอบธรรมในการดำเนินการ เพราะนับตั้งแต่ปี 2539 ที่พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดประกาศใช้ จะเห็นว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีการยึดทรัพย์เจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องพึ่งคำพิพากษาของศาล กระบวนการนี้ความน่าเชื่อถือของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องหมดไป
แจงสิทธิอุทธรณ์จำนำข้าว
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สนช. หรือวิปสนช. กล่าวถึงการบังคับใช้ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ตามขั้นตอนต้องรอไว้ 5 วันหลังจากผ่านที่ประชุมใหญ่สนช.ว่าจะมีผู้ยื่นร้องคัดค้านหรือไม่ เท่าที่ติดตามจากข่าว กรธ.มีมติไม่คัดค้านเนื้อหาไปแล้ว กรณีนี้ถือว่าครบกำหนดแล้วจึงเป็นอำนาจของนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ที่จะใช้ดุลพินิจลงนามเพื่อส่งร่างกฎหมายไปยังนายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ตามขั้นตอนปกติต่อไป
นพ.เจตน์กล่าวว่า ส่วนกรณีหลายฝ่ายจับตามองสิทธิการยื่นอุทธรณ์ในคดีรับจำนวนข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตกเป็นจำเลย หากวันที่ 25 ส.ค.ที่ศาลนัดฟังคำพิพากษา ร่างพ.ร.บ.คดีอาญาของผู้ตำแหน่งทางการเมืองมีผลบังคับใช้แล้ว ตามกฎหมายคู่ความมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน นับแต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา โดยที่ประชุมใหญ่ฎีกา จะตั้งองค์คณะขึ้นมาอีกชุดหนึ่งจำนวน 9 คน ขึ้นทำหน้าที่พิจารณาคดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป แต่หากวันนั้นร่างพ.ร.บ.คดีอาญานักการเมืองยังไม่มีผลบังคับใช้ คู่ความก็สามารถยื่นอุทธรณ์ได้อยู่แล้วเพราะถือว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการขอทุเลาการยึดทรัพย์คดีโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) ว่า เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ตนให้ทนายไปยื่นคำร้องขอทุเลาการยึดทรัพย์ต่อศาลปกครองรอบใหม่แล้ว อยู่ระหว่างรอศาลมีคำสั่ง หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากการขอทุเลาการยึดทรัพย์ครั้งนี้ เพราะก่อนหน้ายังไม่สามารถทำได้เนื่องจากยังไม่มีคำสั่งยึดทรัพย์มา ขณะนี้ตนถูกอายัดบัญชีธนาคารทั้งสิ้น 8 บัญชี โดยนำเงินส่งให้กรมบังคับคดีทั้งหมด นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังอายัดบัญชีเงินฝากของภรรยาตนด้วยซึ่งเรื่องนี้ทำไม่ได้เพราะดำเนินการเกินอำนาจหน้าที่ สัปดาห์นี้ตนจะฟ้องอาญาต่อกรมบังคับคดีและกรมการค้าต่างประเทศ คนที่มาชี้ทรัพย์และยึดทรัพย์ของภรรยา
นายบุญทรงกล่าวกรณีนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม พาดพิงนายบุญทรงถอนเงินจากบัญชี รวมถึงขายนาฬิกาเพื่อเลี่ยงการอายัดทรัพย์ว่า นพ.วรงค์ไม่รู้เรื่องอะไร และไม่ทราบไปเอาเรื่องจากไหนมาพูด อยากให้ นพ.วรงค์ อยู่เฉยๆ ดีกว่า ถ้าไม่รู้อะไรจริง ระหว่างนี้ตนขอมีสมาธิกับการยื่นคำแถลงปิดคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลให้ส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนวันที่ 15 ส.ค. และนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค.นี้
พณ.โต้8โกดัง-ไม่ระงับขายข้าว
วันที่ 29 ก.ค. นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เผยกรณีโกดังข้าว 8 แห่ง เรียกร้องรัฐบาลระงับการระบายข้าวโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/2557 ว่า การระบายข้าวในสต๊อกรัฐตลอดกว่า 3 ปี ยึดวิธีการ หลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เห็นชอบมาตลอด ใช้หลักปฏิบัติเดียวกันกับทุกรายด้วย ความโปร่งใส แต่ก็ยังทำได้ไม่เร็วเท่าที่ควรเพราะตลาดข้าวทั่วไปมีขีดจำกัดในการรองรับปริมาณข้าว และข้าวแต่ละคลังมีรายละเอียดของชนิดและคุณภาพแตกต่างกัน นบข.จึงทบทวนหลักเกณฑ์การระบายมาเป็นระยะตามสถานการณ์ โดยต้นปี 2560 มีมติทบทวนและ ปรับแนวทางการระบาย มีการจัดกลุ่มข้าวเพื่อการระบายออกเป็น 3 กลุ่ม ตามเกณฑ์คุณภาพของข้าว กลุ่มที่ 1 ข้าวทั่วไปเพื่อการบริโภค กลุ่มที่ 2 ข้าวระบายเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคน และกลุ่มที่ 3 ข้าวระบายเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคนและสัตว์
นางดวงพร กล่าวว่า คลังข้าวทั้ง 8 แห่ง เมื่อจัดกลุ่มตามมติ นบข. มี 5 คลังที่เป็นข้าวกลุ่มที่ 2 เนื่องจากมีสัดส่วนข้าวผิดมาตรฐานมากปนอยู่เกิน 20% ได้แก่ คลังวรโชติ จ.อ่างทอง คลังถาวรโชคชัย จ.สระบุรี คลัง บจก.โรงสีไฟแสงไพฑูรย์ (2000) จ.นนทบุรี คลังกิจเจริญทรัพย์ จ.ลพบุรี หลัง 1/1 และ คลังกิจเจริญทรัพย์ จ.ลพบุรี หลัง 2 และมี 3 คลังจัดเป็นข้าวกลุ่มที่ 3 กำหนดสัดส่วนข้าวผิดมาตรฐานมากปนอยู่เกิน 80% และเป็นข้าวที่มีอายุการเก็บรักษาเกินกว่า 5 ปี ได้แก่ คลังกิจเจริญทรัพย์ จ.ลพบุรี หลัง 1 คลังกิจเจริญทรัพย์ จ.ลพบุรี หลัง 3 และ คลังโรงสีไฟเจริญประภา หลัง 2 จ.ลพบุรี
นางดวงพร กล่าวว่า คลังดังกล่าวถูก อคส.และ อ.ต.ก.ฟ้องดำเนินคดีเรื่องข้าวไม่ได้คุณภาพ และกระบวนการระบายข้าวในคลังดังกล่าวดำเนินการตามมติ นบข.เสร็จสิ้นแล้ว เจ้าของคลังมีสิทธิโต้แย้งแสดงข้อเท็จจริงต่อสู้ตามกฎหมายและกระบวนการพิจารณาในชั้นศาลต่อไป แต่ไม่มีสิทธิมายับยั้งไม่ให้รัฐขายข้าวของรัฐ เพราะหากไม่ระบายออกไปก็จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ
สภาคุมเข้ม-สปท.ส่งมอบงาน
วันที่ 29 ก.ค. นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สปท. กล่าวถึงกิจกรรมส่งมอบงานของ สปท.ให้นายกรัฐมนตรีในวันที่ 31 ก.ค. ที่รัฐสภาว่า มีการเตรียมความพร้อมรับรองแม่น้ำ 5 สาย อย่างรัดกุมทุกด้าน ทั้งงานเอกสารและความปลอดภัย ผ่านการร่วมมือกัน 3 ฝ่ายหลักคือ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. มอบหมายให้นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 กำกับดูแลด้านความปลอดภัย พร้อมทั้งมีการประชุมร่วม 7 หน่วยงานความมั่นคง เช่น ตำรวจ ทหาร และกทม. เพื่อวางแผนรับมืออย่างรัดกุม ตรวจสอบอุปกรณ์ กล้องซีซีทีวี เครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดและอาวุธที่อยู่ในสภาพใช้การได้ทุกตัว ขณะเดียวกันจัดตั้งศูนย์อำนวยการร่วมบูรณาการดูแลงานอย่างรัดกุม โดยระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดนี้ เป็นเรื่องปกติที่ใช้ในการรับรองการประชุมแม่น้ำ 5 สายทุกครั้ง นับตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎฯ ผู้จัดงานจะตรวจความพร้อมด้านความปลอดภัยโดยรอบอาคารรัฐสภาอีกครั้งในวันที่ 30 ก.ค. เวลา 15.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตราการรักษาความปลอดภัยเพื่อรับรองแม่น้ำ 5 สาย ที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบงาน จำนวน 960 คน นางนงนุช เศรษฐบุตร ผอ.สำนักบริหารงานกลาง ได้ทำบันทึกข้อความถึงข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างของสำนัก เพื่อขอความร่วมมือให้ปฏิบัติ 3 ข้อดังนี้ 1.ห้ามนำรถยนต์เข้าจอดบริเวณเขาดิน (เนื่องจากต้องใช้เป็นที่จอดรถผู้เข้าร่วมส่งมอบงาน) 2. อนุญาตให้เฉพาะข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบงานเท่านั้นที่เข้าอาคารรัฐสภาได้ และ 3.ในวันงานดังกล่าวให้งดจำหน่ายอาหารทั้งสโมสรใหญ่และสโมสรเล็ก
ทั้งนี้ในข้อ 3 มีเสียงวิจารณ์จากผู้ค้าขายภายในรัฐสภาว่ามาตราการความปลอดภัยเข้มงวดเกินไปหรือไม่ ที่ผ่านมาแม้นายกฯจะมาร่วมประชุมที่รัฐสภา ก็ยังไม่เคยขอความร่วมมือห้ามขายของแบบนี้ เสียโอกาสในการสร้างรายได้ หากมีคำสั่งห้ามแบบนี้ทางรัฐสภาก็ควรสร้างความเป็นธรรมด้วยการงดเก็บค่าเช่าของทุกร้าน 1 วัน
ที่มา ข่าวสดออนไลน์