ตลาดจับตาดูการประชุมเฟดคืนนี้ นักลงทุนกว่า 95% คาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.00-5.25% เหตุอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐชะลอตัวลงมาบ้างแล้ว
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 14 มิถุนายน 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (14/6) ที่ระดับ 34.61/62 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (13/6) ที่ระดับ 34.55/56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ตลาดจับตารอดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ที่จะมีขึ้นในคืนนี้
โดยข้อมูลจาก FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนกว่า 95% คาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.00-5.25% เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐได้มีการชะลอตัวลงบ้างแล้ว รวมถึงจากตัวเลขจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่แล้วเพิ่มขึ้น รวมถึงการหดตัวลงของดัชนีภาคอุตสาหกรรม
โดยในคืนที่ผ่านมากระทรวงแรงงานสหรัฐได้มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่อาจส่งผลต่อทิศทางการกำหนดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ โดยตัวเลขดัชนี CPI ทั่วไป ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.0% เมื่อเทียบรายปี ชะลอตัวจากระดับ 4.9% ในเดือนเมษายน ซึ่งปรับตัวขึ้นน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 4.1% ซึ่งชะลอตัวลงจากราคาพลังงานที่ลดลง
โดยจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงนั้นบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อของสหรัฐอาจพ้นจุดสูงสุดแล้ว ส่วนทางด้านดัชนี CPI พื้นฐาน ไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงานปรับเพิ่มขึ้น 5.3% ตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ซึ่งชะลอตัวลงจาก 5.5% ในเดือนเมษายน แต่ทางตลาดก็คาดการณ์ว่าการประชุมในเดือนกรกฎาคม เฟดอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25%
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายสักกะภพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาคของ ธปท.คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.6% ในปี 2566 โดยได้รับปัจจัยมาจากภาคการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคครัวเรือน รวมถึงภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งคาดการณ์ว่าปีนี้การส่งออกจะอยู่ที่ -0.1% และในปี 2567 จะอยู่ที่ 3.6% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.59-68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.66/67 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (14/6) ที่ระดับ 1.0794/95 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (13/6) ที่ระดับ 1.0803/04 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
โดยตลาดจับตารอดูการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 15 มิถุนายน 2566 โดยคาดว่า ECB จะยังคงเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อีก 2 ครั้ง เพื่อที่จะกดดันให้เงินเฟ้อปรับตัวลงสู่เป้าหมายที่ 2% ถึงแม้ว่ากลุ่มยูโรโซนจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคแล้ว
ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเดือนมิถุนายนจากสถาบัน ZEW ของยูโรโซน ปรับตัวลดลงจาก -9.4 ในเดือนพฤษภาคม มาอยู่ที่ระดับ -10 ในเดือนมิถุนายน โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0774-1.0804 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0803/04 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (14/6) ที่ระดับ 140.06/07 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (13/6) ที่ 139.53/54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดจับตารอดูการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 15-16 มิถุนายน 2566
โดยทางนายคาซูโอะ อุเอดะ ได้มีการกล่าวไว้ว่า BOJ จะยังคงต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษต่อไป จนกว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะฟื้นตัวอย่างยั่งยืน โดยทางตลาดคาดการณ์ว่า BOJ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1% และคงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นประเภทอายุ 10 ปีไว้ที่ระดับ 0% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 139.89-140.20 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 139.90/91 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนพฤษภาคม (14//6), ดัชนียอดค้าปลีกเดือนพฤษภาคม (14/6)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.9/-10.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -11.9/-10.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ