ส่องห้องเรียน 4.0 ครู Hi-tech เด็ก Hi-quality
ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันสื่อออนไลน์ และสื่อดิจิทัล ต่างเข้ามามีบทบาทในสังคมไทย และสังคมโลกมากขึ้น ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็ก และเยาวชนให้รู้เท่าทันสื่อ เพื่อให้สามารถใช้สื่อต่าง ๆ อย่างปลอดภัย และสร้างสรรค์จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
ผลเช่นนี้ จึงทำให้เกิดโครงการพัฒนาศักยภาพครู ศึกษานิเทศก์ แกนนำเด็กและเยาวชน ในการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ และพัฒนาความเป็นพลเมือง “อ่านสื่อรู้ ดูสื่อเป็น เห็นสื่อต่าง สร้างสื่อได้ (Teacher Training for Digital and Literacy-TT)” โดยมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
“ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช” ผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ในฐานะผู้จัดการโครงการ TT กล่าวว่า การรับสมัครครูเข้าร่วมกิจกรรม ทางโครงการมีเงื่อนไขว่าต้องมีหนังสืออนุญาตจากผู้บริหารโรงเรียนให้ครูเข้าร่วมกิจกรรมครบทุกครั้งตามหลักสูตร เพื่อให้ครูสามารถขยายผล และเป็นแกนนำให้ครูอื่น ๆ ได้จริง
“ครูแกนนำจะต้องพัฒนาแกนนำเด็ก และเยาวชน เพื่อขยายผลไปสู่กลุ่มเพื่อน หรือรุ่นพี่รุ่นน้องในโรงเรียน ขณะเดียวกัน ต้องขยายผลไปสู่ครูโรงเรียนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งไม่เพียงการรู้เท่าทันสื่อ และใช้สื่ออย่างปลอดภัย และสร้างสรรค์แล้ว เรายังมุ่งหวังให้ครูสามารถใช้สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน”
“นอกจากเครื่องมือที่ทางโครงการ TT นำเสนอ ครูที่เข้าร่วมโครงการยังต้องค้นหาเครื่องมือใหม่ ๆ และนำมาแบ่งปันในกลุ่มเพื่อนครูด้วยกันเอง หรือโรงเรียนบางแห่ง นักเรียนเป็นผู้สอนให้ครูได้ใช้เครื่องมือหรือสื่อใหม่ ๆ ในการเรียนการสอน ซึ่งหากขยายผลครอบคลุมทุกโรงเรียน จะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และเด็กไทยสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“ชไมพร สุธรรม” โรงเรียนดงเจนวิทยาคม จ.พะเยา เล่าบรรยากาศการเรียนการสอนหลังจากที่เข้าร่วมโครงการให้ฟังว่า ได้นำความรู้ที่ได้ไปขยายผลต่อในโรงเรียนให้กับครูและนักเรียน ซึ่งระยะแรกมีเพียงกลุ่มครูที่อายุยังน้อยเข้าร่วมโครงการ ครูอาวุโสไม่สนใจ จึงใช้วิธีโพสต์กิจกรรม หรือการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ลงในกลุ่มไลน์ของครูในโรงเรียน
“ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชั่น Zip grade ซึ่งใช้สำหรับการตรวจข้อสอบ จากเดิมเคยตรวจข้อสอบเด็กนักเรียนหนึ่งห้อง ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่พอมีเครื่องมือเราใช้เวลาเพียง 10 นาที ทั้งยังสามารถตรวจแบบ Real-time และต่อจอโปรเจ็กเตอร์แสดงผลให้เด็ก ๆ ได้ลุ้นผลคะแนนของตนเองในห้องเรียนอีกด้วย ตรงนี้จึงทำให้เด็ก ๆ เกิดการตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น”
“พอเราโพสต์ลงในไลน์ของกลุ่มครูโรงเรียน ก็เริ่มมีครูที่เคยปฏิเสธการเข้าอบรม หรือคิดว่าเทคโนโลยีต่างๆเป็นเรื่องยาก เข้ามาสอบถามว่าโปรแกรมดังกล่าวใช้อย่างไร ทั้งยังขอให้สอนใช้เครื่องมือ เราจึงใช้วิธีการจับคู่ครูวัยรุ่นกับคู่กับครูสูงวัย คล้าย ๆ กับเป็นพี่เลี้ยงเพื่อให้เกิดการแบ่งปันความรู้กันและกัน นอกจากจะเลือกสื่อดิจิทัลมาสอนเด็ก ๆ แล้ว ครูยังใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการทำงานอีกด้วย”
“สิทธินันท์ จันทมล” นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเลยอนุกูลวิทยา สะท้อนมุมมองให้ฟังว่า การนำสื่อดิจิทัลมาใช้ในการเรียนการสอนทำให้บรรยากาศในชั้นเรียนสนุกขึ้น เพราะครูมีเครื่องมือในการเรียนการสอน ทำให้ห้องเรียนไม่น่าเบื่อ และยังทำให้นักเรียนกับครูใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วย
“บางครั้งครูก็มาสอบถามถึงวิธีใช้แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ จากนักเรียน และกลุ่มนักเรียนแกนนำในโรงเรียนยังได้ร่วมกับครูในการนำความรู้ที่ได้จากโครงการ TT ไปขยายผลให้กับครูโรงเรียนอื่น ๆ อีกด้วย”
ดังนั้น ห้องเรียนในยุค 4.0 จึงเป็นสถานที่ที่คุณครูสามารถหยิบจับสื่อดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนอย่างเข้าใจ และทันสมัย ทำให้สังคมไทยมีเด็ก และเยาวชน ที่อ่านสื่อรู้ ดูสื่อเป็น เห็นสื่อต่าง สร้างสื่อได้ อย่างแท้จริง