ดอลลาร์อ่อนค่า เทียบสกุลหลัก พาวเวลล์ย้ำ ขึ้นดอกเบี้ยตามความเหมาะสม
เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เทียบสกุลเงินหลัก “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด ย้ำขึ้นดอกเบี้ยตามความเหมาะสม มุ่งมั่นควบคุมเงินเฟ้อให้ลดลงสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% และมองว่าการที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปนั้นเหมาะสม
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน 2566 ว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (22/6) ที่ระดับ 34.81/82 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (21/6) ที่ระดับ 34.84/85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าเทียบสกุลหลัก หลังจากเมื่อคืนนี้ (21/6) นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ทำการแถลงมุมมองเศรษฐกิจและนโยบายการเงินต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎร สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาดและไม่แตกต่างจากถ้อยแถลงหลังการประชุมเฟดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
โดยนายพาวเวลล์ได้กล่าวว่า เฟดยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะควบคุมเงินเฟ้อให้ลดลงสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% และมองว่าการที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปนั้นเหมาะสม หากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐยังคงอยู่ในทิศทางเหมือนปัจจุบัน อีกทั้งยังย้ำว่าการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เฟดได้รับในการประชุมแต่ละรอบมากกว่าที่จะมีการกำหนดแนวทางไว้ล่วงหน้า
พร้อมเสริมว่าตลาดแรงงานยังคงตึงตัวแม้มีสัญญาณบ่งชี้ภาวะที่ผ่อนคลายลง โดยประชนชนในวัย 25-54 ปี ได้เข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น ขณะที่ค่าจ้างชะลอตัวลง
นอกจากนี้ นายพาวเวลล์ได้กล่าวถึงภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นในภาคธนาคารเมื่อช่วงต้นปีนี้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวยังกดดันให้เฟดจำเป็นต้องมีการออกกฎระเบียบและกำกับดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งนี้นักลงทุนจับตาการแถลงของนายพาวเวลล์ในวันที่ 2 ซึ่งจะแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในคืนวันนี้ (22/6) เวลา 21.00 น. ตามเวลาไทย
ในระหว่างวันมีแรงซื้อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับการปรับตัวลงของราคาทองคำ ส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่ายืนเหนือระดับ 35.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.76-35.04 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.01/03 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (22/6) ที่ระดับ 1.0992/96 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (21/6) ที่ระดับ 1.0920/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรได้รับแรงหนุนจากปัจจัยด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB)
โดยเจ้าหน้าที่ ECB หลายท่านยังคงออกมาให้สัมภาษณ์และได้ความคิดเห็นว่า มีความเหมาะสมที่ ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมในครั้งถัดไปในเดือนกรกฎาคม และเดือนกันยายน เนื่องจาก ECB ก็ได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเป้าหมาย จากปัจจัยนี้เองทำให้ค่าเงินยูโรปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องด้วย ECB มีความชัดเจนกับนโยบายในอนาคตระยะสั้นนี้มากกว่าทางเฟด
ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0978-1.1003 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0999/03 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (22/6) ที่ระดับ 141.76/77 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (22/6) ที่ 141.89/92 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ สำนักงานคณะรัฐมนตรีได้เปิดเผยรายงานประจำเดือนมิถุนายน โดยได้กล่าวถึงสถานการณ์การจ้างงานในที่สุดเป็นครั้งแรกในรอบ 11 เดือน ระบุว่า แนวโน้มการจ้างงานเริ่มดีขึ้น เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวได้ในระดับปานกลาง แต่ยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นและความผันผวนของตลาดโลก
ส่วนการบริโภคภาคเอกชนและรายจ่ายภาคการลงทุนเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น กำไรภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 141.05-142.05 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 141.88/89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (22/6), ผลการประชุมนโยบายการเงินธนาคารกลางสหราชอาณาจักร (BOE) (22/6), ยอดขายบ้านมือสองของสหรัฐเดือนพฤษภาคม (22/6), สต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐ (22/6), ตัวเลขส่งออกและนำเข้าของไทย (23/6),
อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่น เดือนพฤษภาคม (23/6), ยอดค้าปลีกของสหราชอาณาจักร เดือนพฤษภาคม (23/6), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการของเยอรมนี เดือนมิถุนายน (23/6), ดัชนีผู้จัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการของสหรัฐเดือนมิถุนายน (23/6)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.5/-10.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -10.3/-8.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ