เงินบาท ธนบัตรไทย
เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 3 เดือน ยืนเหนือระดับ 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวในแนวอ่อนค่าตามภูมิภาค ขณะที่ตลาดจับตาดูสถานการณ์การเมืองในประเทศ หลังกกต.ประกาศรับรองส.ส.500 คน
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 19-23 มิถุนายน 2566 ว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (19/6) ที่ระดับ 34.71/73 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/6) ที่ระดับ 34.66/68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลหลัก หลังจากที่มีการเปิดเผยผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนซึ่งระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 63.9 ในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 60.0 จากระดับ 59.2 ในเดือน พ.ค. โดยดัชนีความเชื่อมั่นได้รับแรงหนุนจากการที่ผู้บริโภคคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และวิกฤตเพดานหนี้สหรัฐ
นอกจากนี้ดัชนีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและในช่วง 6 เดือนข้างหน้าต่างดีดตัวขึ้น โดยผู้บริโภคคาดการณ์ว่า เงินเฟ้อระยะ 1 ปีจะลดลงสู่ระดับ 3.3% จาก 4.2% ในการสำรวจครั้งก่อน และการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะกลาง-ระยะยาวลดลงสู่ 3.0% จาก 3.1% ในการสำรวจครั้งก่อน
ขณะที่กระทรวงแรงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกอยู่ที่ระดับ 264,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2564
เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวน
โดยค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในทิศทางอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ จากท่าทีเชิงสายเหยี่ยวต่อเนื่องของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดและธนาคารกลางชั้นนำอื่น ๆ ทำให้เกิดความวิตกว่า ความพยายามควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นจะทำให้เกิดภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ
ในถ้อยแถลง ประธานธนาคารกลางสหรัฐ แถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาว่า เป็นเรื่องเหมาะสมที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปในปีนี้ หากเศรษฐกิจปรับตัวตามที่คาดการณ์ไว้
พร้อมเสริมว่า เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่คิดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อีก 2 ครั้งภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดอยู่ในกรอบ 5.50-5.75% หลังเสร็จสิ้นการแถลงวันที่ 2 ของประธานธนาคารกลางสหรัฐ นักลงทุนให้น้ำหนัก 77% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมระหว่างวันที่ 25-26 ก.ค.
สำหรับปัจจัยในประเทศ ค่าเงินบาทปรับตัวในแนวอ่อนค่าตามภูมิภาค ขณะที่ตลาดจับตาดูสถานการณ์การเมืองในประเทศ โดยล่าสุดเมื่อวันจันทร์ (19/6) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ครบ 500 คน (แบบแบ่งเขต 400 เขต และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน)
อย่างไรก็ดี นักลงทุนต่างชาติยังคงทยอยเทขายสุทธิหุ้นไทยออกมาอย่างต่อเนื่อง จากการที่ยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 34.59-35.28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดวันศุกร์ (23/6) ที่ระดับ 35.25/27 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
เงินเฟ้อในยูโรเสี่ยงพุ่งสูงขึ้น
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (19/6) ที่ระดับ 1.0934/38 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/6) ที่ระดับ 1.0947/51 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในวันศุกร์ (16/6) โดยได้รับแรงกดดันหลังจากดอลลาร์สหรัฐที่ปรับตัวขึ้น หลังจากการเปิดเผยข้อมูลดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในเดือน มิ.ย.
อย่างไรก็ดี ค่าเงินยูโรยังคงแกว่งตัวเหนือระดับ 1.09 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากที่อิซาเบล ชนาเบล สมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวในวันจันทร์ (19/9) ว่า มีความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนจะพุ่งขึ้นสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่เพิ่งได้รับการปรับขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
และเธอกล่าวเสริมว่า อีซีบีควรเสี่ยงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากเกินไป แทนที่จะเสี่ยงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยน้อยเกินไป ถ้อยแถลงของชนาเบลสอดคล้องกับถ้อยแถลงของนายปีเตอร์ คาชิมีร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางสโลวาเกีย
ทั้งนี้ อีซีบีปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาแล้วติดต่อกัน 8 ครั้ง และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมกัน 4.00% ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยอีซีบีมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมวันที่ 27 ก.ค. ในขณะที่อีซีบีคาดการณ์ในวันพฤหัสบดี (15/6) ที่แล้วว่า อัตราเงินเฟ้อของประเทศสมาชิกยูโรโซน 20 ประเทศจะยังคงอยู่สูงกว่าระดับเป้าหมายที่ 2% ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2025 โดยล่าสุดอัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนอยู่ที่ระดับ 6.1% ในเดือน พ.ค.
สำหรับปัจจัยในภูมิภาค ธนาคารกลางอังกฤษ หรือบีโออี มีมติ 7-2 ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% สู่ระดับ 5.00% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 ในการประชุมวันพฤหัสบดี (22/6) ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่า บีโออีจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25%
โดยนักลงทุนคาดการณ์ในขณะนี้ว่า อัตราดอกเบี้ยของอังกฤษจะอยู่ที่ระดับ 6.05% ในเดือน ก.พ. ส่งผลให้ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบในวันพฤหัสบดี (22/6) หลังร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ในระหว่างวัน หลังจากธนาคารกลางอังกฤษปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากเกินคาด
ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0852-1.1101 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (23/6) ที่ระดับ 1.0865/67 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
ญี่ปุ่นใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินแบบพิเศษต่อ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (19/6) ที่ระดับ 141.84/88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (16/6) ที่ระดับ 141.01/05 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนอ่อนค่าเหนือระดับ 142 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ตัดสินใจคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากเป็นพิเศษไว้ตามเดิมในการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว
ในวันพุธ (21/6) บีโอเจเปิดเผยรายงานการประชุมของเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ผู้กำหนดนโยบายของบีโอเจตกลงที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำเป็นพิเศษต่อไป ทั้งนี้สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายคาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการบีโอเจเป็นประธานการประชุมดังกล่าวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง
ในรายงานระบุว่า ขณะที่ญี่ปุ่นขยับเข้าใกล้เป้าหมายเงินเฟ้อของบีโอเจที่ 2% สมาชิกคณะกรรมการทั้ง 9 รายเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินแบบพิเศษ (Ultra-loose Policy) ต่อไป เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มค่าแรงนั้นมีความไม่แน่นอน
อย่างไรก็ดี กรรมการรายหนึ่งกล่าวว่า บีโอเจต้องไม่รอที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนานจนเกินไป เนื่องจากเริ่มมีสัญญาณแล้วว่าค่าแรงและอัตราเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มเร็วขึ้น ขณะที่กรรมการบางรายกล่าวว่า บีโอเจต้องหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่บังคับให้ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างกะทันหัน เนื่องจากการทำเช่นนั้นจะสร้างความปั่นป่วนอย่างใหญ่หลวงต่อภาคธุรกิจที่เคยชินกับภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม กรรมการรายหนึ่งกล่าวว่า ผู้มีส่วนร่วมในตลาดหลายรายระบุตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) ยังมีประสิทธิภาพโดยรวมในระดับต่ำ บีโอเจจึงควรพิจารณาปรับ YCC แต่ก็เป็นเรื่องเหมาะสมเช่นกันที่จะรอดูสถานการณ์ตลาดการเงินโลกไปก่อน ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 139.83-143.45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (23/6) ที่ระดับ 142.86/91 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ