นักลงทุนเสียวสงครามการค้า แห่ซื้อทองคำดันราคาขาขึ้น
หวั่นสงครามการค้าทำเศรษฐกิจโลกไร้เสถียรภาพ ตลาดหุ้นผันผวนรอดูความชัดเจนระหว่างสหรัฐ-จีน ส่งผลนักลงทุนหันถือครองทองคำเป็นสินทรัพย์มากขึ้น ด้านโบรกเกอร์ค้าทองเชื่อทิศทางราคาทองขาขึ้นต่อเนื่องระยะยาว หากผ่านแนวต้านที่ 1,365 เหรียญไปได้
นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงรายงานการประมาณการเศรษฐกิจมหภาคเกี่ยวกับสถานการณ์ที่สหรัฐออกมาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีน เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าจีน ซึ่งขณะนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยการเก็บภาษีดังกล่าวคาดว่าจะมีสินค้า 1,300 รายการเข้าข่าย คิดเป็นมูลค่ารวม 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
เบื้องต้นกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า ในระยะสั้น เศรษฐกิจโลกอาจเกิดความไม่มีเสถียรภาพในช่วงที่ยังไม่ชัดเจนว่า สหรัฐ-จีนจะตอบโต้กันอย่างไรบ้าง ส่วนค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ตลาดทุนมีแนวโน้มชะลอตัวเพื่อรอความชัดเจน ที่สำคัญ ประเด็นนี้จะทำให้ราคาทองคำ-น้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่า และความต้องการลงทุนในน้ำมันเพิ่มขึ้นในภาวะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯมีความเสี่ยง แต่จะต้องติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดมากขึ้น รวมทั้งมาตรการใหม่ ๆ ที่สหรัฐอาจจะประกาศเพิ่มเติมออกมา
ประเมินทองยังไปต่ออีก
นายกฤชรัตน์ หิรัญศิริ ประธานกรรมการ บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด กล่าวถึงทิศทางราคาทองคำแต่ต้นปีว่า ทองคำในตลาดโลกปรับขึ้นไป 45-50 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ หรือจากราคา 1,310 เหรียญ/ออนซ์ เป็น 1,352 เหรียญ/ออนซ์ จากการที่ทั่วโลกกังวลถึงปัญหาสงครามการค้า (trade war) ระหว่างสหรัฐ-จีน การขึ้นภาษีเหล็ก-อะลูมิเนียม ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ดาวโจนส์ร่วงลง อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์อ่อนค่า 0.3-0.4 ต่อวัน จนมาอยู่ในระดับ 88.7 ในดอลลาร์อินเด็กซ์ ซึ่งถือว่า “เป็นการอ่อนค่าในระดับนิวไฮ” ปัจจัยเรื่องสงครามการค้าเป็นปัจจัยหลังที่มีผลเชื่อมโยงมายังราคาทอง ส่วนปัจจัยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นปัจจัยที่คาดการณ์ไว้แล้ว “ราคาทองคำในตลาดโลกช่วง 3-4 วันมานี้ปรับขึ้น 27 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ทำให้ราคาขณะนี้อยู่ที่ 1,352 เหรียญ/ออนซ์ คาดการณ์แนวโน้มราคาทองคำโลกยังคงมีทิศทางขาขึ้นต่อเนื่องไปในระยะยาวพอสมควรประเมินว่าแนวต้านแรกมีจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,365 เหรียญ/ออนซ์”
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวถึงราคาทองปรับขึ้นต่อเนื่องไปอีกจะต้องมาจากปัจจัยที่สร้างความ “เซอร์ไพรส์” ให้กับตลาดเงิน เช่น การออกนโยบายกีดกันทางการค้าเพิ่ม มติเก็บภาษีการค้าจากจีนชัดเจน หรือการสั่งปลดตำแหน่งสำคัญ ๆ ของรัฐบาลทรัมป์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยหนุนให้นักลงทุนทิ้งดอลลาร์และกลับไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทอง มากขึ้น ทำให้ราคาทองในระยะข้างหน้าอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นชนแนวต้านสำคัญ (1,365 เหรียญ) ซึ่งหากผ่านไปได้ ราคาทองจะทำสถิติใหม่ไปแนวต้านถัดไปที่ 1,380-1,400 เหรียญ/ออนซ์
“การซื้อขายทองของรายย่อยในไทยพบว่า ปัจจุบันยังเห็นแรงขายทองค่อนข้างน้อย เพราะค่าเงินบาทค่อนข้างแข็งค่า ทำให้เวลาขายอาจทำให้กำไรลดลง จึงยังไม่เห็นการขายทองออกมาคึกคักเหมือนปีก่อน”
นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง กล่าวว่า สุดท้ายแล้วสงครามการค้าจะไม่มีใครได้ผลประโยชน์และจะกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐเองด้วยซ้ำ รวมทั้งกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในระยะยาวให้ชะลอตัวลง โดยเฉพาะสหรัฐที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการใช้นโยบายการคลัง ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงต้นปีนี้ปรับขึ้นแรงกันทั่วหน้า จากประเด็นความไม่แน่นอนในเรื่องสงครามการค้า ทำให้มีแรงเทขายในตลาดหุ้น ขณะที่เป็นปัจจัยหนุนต่อราคาทองคำ
“การปรับขึ้นของราคาทองคำอาจยังมีกรอบที่จำกัด ความคาดหวังว่าตลาดหุ้นสหรัฐจะปรับลงแรงและมีเม็ดเงินไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐมายังตลาดทองคำอาจจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากคาดการณ์ว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐจะมีการซื้อหุ้นของบริษัทตนเองจากการที่มีเงินสดในมือเหลือ ซึ่งเป็นผลมาจากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลของสหรัฐจาก 35% เหลือ 21%”
สศค.วิเคราะห์ผลกระทบ
ด้าน นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จับตาผลกระทบจากกรณีสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยทำให้ชะลอตัวลง โดยให้วิเคราะห์ผลกระทบออกมา อย่างไรก็ดียอมรับว่า ปัญหาการค้าโลกอาจจะส่งผลทางจิตวิทยาให้ประเทศคู่ค้าลังเลการสั่งซื้อสินค้าได้ แต่ก็เชื่อว่าในด้านปริมาณสินค้าส่งออกของไทยจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ในขณะนี้ เพราะสินค้าและการบริการของไทยมีมาตรฐานเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอยู่
“ส่วนตัวมองว่าสงครามการค้าครั้งนี้คาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นาน เนื่องจากแต่ละประเทศได้รับผลกระทบเหมือนกัน รวมถึงประเทศรอบข้างก็ได้รับผลกระทบด้วย ฉะนั้นคงจะต้องมีคนกลางเข้าไปไกล่เกลี่ย และคาดว่าจีนกับสหรัฐก็น่าจะรับรู้ว่า ไม่ได้มีผลดีกับประเทศใดเลย”