เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“เอรา วัน” แจงซีพีไม่เคยตั้งเป้ายกเลิกสัญญาไฮสปีด ยังหาทางออกกับรัฐฝ่าอุปสรรคพื้นที่-การเงิน
Economic “เอรา วัน” แจงซีพีไม่เคยตั้งเป้ายกเลิกสัญญาไฮสปีด ยังหาทางออกกับรัฐฝ่าอุปสรรคพื้นที่-การเงิน
คมนาคมเร่งแก้รถติด ปทุมธานี เล็งผุดระบบขนส่งมวลชน เชื่อมโครงข่ายรับ ”สวนสัตว์ใหม่”
Economic คมนาคมเร่งแก้รถติด ปทุมธานี เล็งผุดระบบขนส่งมวลชน เชื่อมโครงข่ายรับ ”สวนสัตว์ใหม่”
SET วันนี้ (10 ก.ค.) ปิดบวก ยืนเหนือ 1,600 จุด Fund Flow หนุน หุ้น “นิคมฯ–พลังงาน” พุ่ง
Finance SET วันนี้ (10 ก.ค.) ปิดบวก ยืนเหนือ 1,600 จุด Fund Flow หนุน หุ้น “นิคมฯ–พลังงาน” พุ่ง
สิริพงศ์ เผย น้ำซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง ย่านวงเวียนใหญ่สถานการณ์ดีขึ้น อีก 2 สัปดาห์หยุดรอยรั่วได้
Economic สิริพงศ์ เผย น้ำซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง ย่านวงเวียนใหญ่สถานการณ์ดีขึ้น อีก 2 สัปดาห์หยุดรอยรั่วได้
Amity ปักหมุดสำนักงาน-ศูนย์วิจัย AI แห่งใหม่ใน ‘สิงคโปร์’
Tech Amity ปักหมุดสำนักงาน-ศูนย์วิจัย AI แห่งใหม่ใน ‘สิงคโปร์’
‘ศุภจี’ เปิดใจชีวิต รมว.หญิง “เน้นงาน ไม่เน้นคอนเทนต์” ดันเกมดีลสหรัฐ-จีน-ยุโรป – เล็ง OCN คุมเกมแพลตฟอร์ม
Economic ‘ศุภจี’ เปิดใจชีวิต รมว.หญิง “เน้นงาน ไม่เน้นคอนเทนต์” ดันเกมดีลสหรัฐ-จีน-ยุโรป – เล็ง OCN คุมเกมแพลตฟอร์ม
ชัชชาติ ประกาศสร้างแน่ สะพานคนเดินข้ามเจ้าพระยา คืนตลาดจตุจักรให้การรถไฟฯ
Economic ชัชชาติ ประกาศสร้างแน่ สะพานคนเดินข้ามเจ้าพระยา คืนตลาดจตุจักรให้การรถไฟฯ
ค่าย “ชิปเอเชีย” ระดมทุนใหญ่ 2 ฟากโลก
Tech ค่าย “ชิปเอเชีย” ระดมทุนใหญ่ 2 ฟากโลก
ศุภจีเดินไปในดาวอังคาร  เจรจาเพื่อชาติ เน้นทำงาน ไม่เน้นพูด
Politics ศุภจีเดินไปในดาวอังคาร  เจรจาเพื่อชาติ เน้นทำงาน ไม่เน้นพูด
ก.ล.ต.-บก.ปอศ. ร่วมสอบปากคำ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ตัวจริง ยันเจ้าตัวให้ความร่วมมือ วันนี้ (10 ก.ค.)
Finance ก.ล.ต.-บก.ปอศ. ร่วมสอบปากคำ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ตัวจริง ยันเจ้าตัวให้ความร่วมมือ วันนี้ (10 ก.ค.)
ดูทั้งหมด

เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย  ดันไทยสู่ฮับลงทุน พร้อมจัดแสดงสินค้าครั้งใหญ่

30 ส.ค. 2566 | 16:15น.

เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย  เดินหน้าจัดงาน “wire & Tube Southeast Asia 2023 – GIFA &METEC Southeast Asia 2023” คาดงานนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 9,000 คน มีเอกชนร่วมแสดงสินค้ากว่า 400 รายจากทั่วโลก พร้อมจับมือสถาบันเหล็กฯ สมาคมวิศวกรฯ ดันไทยเป็นฮับการลงทุนสำคัญในภูมิภาค

วันที่ 30 สิงหาคม 2566  มร.เกอร์นอท ริงลิ่ง กรรมการผู้จัดการ เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย  กล่าวว่า เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย เตรียมจัดงาน “wire & Tube Southeast Asia 2023 – GIFA & METEC Southeast Asia 2023” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 20 – 22 กันยายน 2566 นี้ ณ ไบเทคบางนา ซึ่งได้เพิ่มพื้นที่จัดงานถึง 40% และงานนี้คาดว่าจะมีผู้ประกอบการ เข้าร่วมมากกว่า 400 ราย จาก 30 ประเทศทั่วโลก

อาทิ ออสเตรีย จีน เยอรมัน อิตาลี ไต้หวัน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา และ ผู้สนใจเข้าร่วมงานมากกว่า 9,000 คน มากกว่าการจัดงานครั้งที่ผ่านมาอยู่ที่ 5,000 คน โดยปีนี้ประเทศที่ให้ความสนใจเข้าร่วม เช่น มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา เป็นต้น เชื่อว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เติบโตโดยเฉพาะภาคการก่อสร้าง

สำหรับงานที่จัดขึ้น เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสำคัญด้านอุตสาหกรรม สินค้า และนวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รวม 4 มหกรรมด้านอุตสาหกรรมสุดยิ่งใหญ่ไว้ด้วยกัน ซึ่งจะเป็นการรวมตัวผู้ผลิตซัพพลายเออร์ รวมถึงผู้ให้บริการโซลูชันที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม อาทิ สายไฟ เส้นลวด สายเคเบิล ท่อและท่อร้อยสาย ฯลฯ

อีกทั้งภายในงาน ยังมีการจับคู่ทางธุรกิจ รวมถึงการประชุมและสัมมนาเชิงวิชาการที่น่าสนใจโดยผู้เชี่ยวชาญ ตอบโจทย์ความต้องการครอบคลุมทั้งธุรกิจก่อสร้าง ยานยนต์ พลังงาน ก๊าซ ไปจนถึงโรงงานผลิต-ขึ้นรูปโลหะ และเหล็กกล้า ที่จะเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันภาคอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้สามารถเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดรับการขยายตัวของภาคธุรกิจที่จะเกิดขึ้นตลอดจนกระตุ้นการตัดสินใจลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อันเป็นฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจในอนาคต

นางสาวเบียทริส โฮ ผู้อำนวยการ บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย  กล่าวว่า สถานการณ์การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว รวมถึงการสานต่อโครงการก่อสร้างที่ล่าช้าไปในช่วงการระบาดของโควิด-19

ทำให้คาดการณ์ว่าภาคอุตสาหกรรมที่จะมีการเติบโตในปีนี้ ได้แก่การก่อสร้าง งานวิศวกรรมโยธา การผลิตพลังงาน การขนส่ง รวมถึงการผลิตบรรจุภัณฑ์เหล็กและโลหะ ซึ่งมีเหล็กโครงสร้างเป็นองค์ประกอบสำคัญ ส่งผลให้ความต้องการเทคโนโลยีโลหะวิทยาและการหล่อโลหะมีความต้องการสูงเป็นพิเศษในภูมิภาคดังกล่าว

นอกจากนี้ การที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ได้ยกให้การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ งานปรับปรุงทางด่วนแห่งชาติ ทางหลวง สนามบิน โครงการระบบขนส่งมวลชน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง

ตลอดจนงานสาธารณสุขและเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูล ขึ้นเป็นวาระสำคัญของการประชุมระดับชาติ จะส่งผลให้มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้มีการคาดการณ์ถึงการขยายตัวของตลาดสายไฟและสายเคเบิลในระดับภูมิภาคอีกด้วย

ขณะเดียวกัน เพื่อตอบสนองต่อการเติบโตที่รวดเร็วและความต้องการพลังงานที่สูงขึ้น หลายประเทศภายในภูมิภาคจึงมีการปรับลดแหล่งพลังงานที่ไม่หมุนเวียนและเพิ่มการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม รวมถึงโอกาสการจ้างงานใหม่ ๆ ตลอดจนส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านภูมิภาคสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายวิโรจน์ โรจน์วัฒนชัย ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยบริโภคเหล็กเฉลี่ยปีละ 18 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าราวปีละ 450,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินมหาศาล การสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กจึงถือเป็นนโยบายสำคัญ นอกจากนี้ เหล็กยังเป็นวัสดุสำคัญที่นำมาผลิตสินค้าต่าง ๆ ในวงการอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง ซึ่งในทศวรรษหน้าการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงแนวโน้มที่ดี อันเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดการผลิตสินค้านวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและสาธารณูปโภค

สืบเนื่องจากเทรนด์การดำเนินอุตสาหกรรมเพื่อความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมล่าสุด การผลิตและบริโภคเหล็กจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก เพราะนอกจากจะช่วยลดแรงงานและระยะเวลาในการก่อสร้างแล้ว เหล็กยังเป็นวัสดุที่รีไซเคิลได้ 100% สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ โดยโรงงานผลิตเหล็ก ท่อ และลวด เริ่มปรับปรุงให้มีการประหยัดพลังงานเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกมากยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกันผู้บริโภคเริ่มยอมรับการใช้เหล็กหรือวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ในการก่อสร้างและผลิตสินค้าต่าง ๆ ส่งผลให้ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ในตลาดโลกล้วนมีนโยบายในการคิดค้นเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งประเทศไทยนับว่ามีการปล่อยคาร์บอนในการผลิตเหล็กต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก เนื่องจากเหล็กส่วนใหญ่ผลิตจากกระบวนการรีไซเคิลและเทคโนโลยีควบคุมกระบวนการผลิตที่ช่วยให้กระบวนการผลิตสะอาด ลดการใช้พลังงาน และทำให้สินค้าเหล็กที่ผลิตขึ้นมาในปัจจุบันเป็นสินค้าที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและเป็นที่น่าเชื่อถือต่อผู้บริโภค

“อีกทั้งผู้ผลิตเหล็กและสินค้าเหล็กมีนวัตกรรมใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น เช่นเหล็กที่มีความแข็งแรงมากขึ้นในขณะที่มีน้ำหนักเบาลง เมื่อนำมาผลิตเป็นสินค้าก็จะมีสินค้าที่แข็งแรงทนทานและน้ำหนักเบา เมื่อผลิตเป็นรถยนต์ก็ได้รถที่มีความแข็งแรงแต่น้ำหนักเบาช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและพลังงาน เป็นต้น ดังนั้นการติดตามเทคโนโลยีทางด้านวัสดุศาสตร์นี้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและเป็นโอกาสในทางธุรกิจในอนาคต” นายวิโรจน์ กล่าว

นายอมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวถึงอุตสาหกรรมการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยปีนี้เผชิญความท้าทายหลายประการ อาทิ ปัญหาราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปูนซีเมนต์และเหล็กซึ่งเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก ส่งผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการ

รวมถึงปัญหาขาดแคลนแรงงานหลังโควิด-19 อันเป็นอุปสรรคให้โครงการก่อสร้างมีความล่าช้า แต่ในขณะเดียวกัน จากแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงสามารถผลักดันให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมและการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยเติบโตตามไปด้วย

พร้อมกันนี้ อานิสงส์จากภาคการท่องเที่ยวยังได้ส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์เอกชนมีการฟื้นตัว สะท้อนจากการเปิดตัวโครงการใหม่ ๆ ทั้งโครงการที่อยู่อาศัยในแนวราบและโครงการที่อยู่อาศัยในแนวสูง รวมถึงพื้นที่ค้าปลีก ศูนย์การค้า และโรงแรมในเมืองท่องเที่ยว ยิ่งไปกว่านั้น

ยังมีโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นการวางระบบกลุ่มสถานที่ อาคารสำนักงาน ระบบสุขาภิบาล การปรับปรุงทางด่วนแห่งชาติ ทางหลวง สนามบิน โครงการขนส่งมวลชน ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ที่ภาครัฐเตรียมลงทุนในอนาคตอันใกล้อีกด้วย

โดยจากปัจจัยแวดล้อมดังกล่าว ทำให้เชื่อมั่นว่าจะได้เห็นแผนการผลักดันและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะได้เห็นแนวโน้มดังกล่าวเพิ่มขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ดี โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มีความเสี่ยงและอันตรายในทุกขั้นตอน การทำงานจึงต้องยึดความปลอดภัยของสาธารณะเป็นสำคัญ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้แก่โครงการที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

ดังนั้น ภาครัฐจึงควรร่วมมือกับภาควิชาชีพ เพื่อสร้างกลไกการตรวจสอบโครงการก่อสร้างอย่างจริงจังและเคร่งครัด เช่น การจัดให้มีคณะผู้ตรวจอิสระ ที่มีความรู้และอำนาจในการเข้าตรวจสอบโครงการก่อสร้างต่าง ๆ โดยเฉพาะโครงการที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน และต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างเข้มงวด

“ด้วยความสำคัญของมาตรฐานความปลอดภัยในปัจจุบัน เทคโนโลยีทางวิศวกรรมจึงเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ทั้งในเชิงการวางแผนการก่อสร้างเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นขณะปฏิบัติงาน อีกทั้งยังช่วยอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ เช่น ต้นทุน เวลา การลดภาระงาน รวมถึงสามารถควบคุมมาตรฐานการก่อสร้างประสิทธิภาพสูงได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย” ศ.ดร.อมร กล่าวสรุป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กระตุ้นเศรษฐกิจ