เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ จับตาถ้อยแถลงพาวเวลล์คืนนี้
เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ จับตาถ้อยแถลงพาวเวลล์คืนนี้ ในงานเสวนา 24th Jacques Polak Research Conference ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในหัวข้อ “ความท้าทายของนโยบายการเงินในเศรษฐกิจโลก”
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (9/11) ที่ระดับ 35.53/54 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (8/11) ที่ระดับ 35.56/57 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบหลังขาดปัจจัยใหม่สนับสนุน โดยในการประชุมวาระครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งแผนกสถิติและวิจัยของเฟดในคืนที่ผ่านมา นายพาวเวลล์เพียงแสดงความเห็นให้กระบวนการคาดการณ์เศรษฐกิจของเฟดมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ไม่มีการเอ่ยถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเงิน หรือแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐแต่อย่างใด
นักลงทุนจึงหันไปให้ความสนใจต่อถ้อยแถลงของนายพาวเวลล์คืนนี้ ในงานเสวนา 24th Jacques Polak Research Conference ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในหัวข้อ “ความท้าทายของนโยบายการเงินในเศรษฐกิจโลก” ซึ่งในช่วงท้ายของงานเสวนาจะเป็นช่วงถาม-ตอบ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่านายพาวเวลล์จะตอบคำถามเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟดจากผู้เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว
สำหรับปัจจัยในประเทศ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่รายงานทบทวนภาวะเศรษฐกิจของไทยประจำปี 2566 (IMF Article IV Consultation) โดยคงการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2566 ที่ 2.7% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ 2.6% และคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อไทยยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
สำหรับปี 2567 คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.6% เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อช่วงกลางเดือน ต.ค. ที่ 3.2% โดยระบุว่าถึงแม้เศรษฐกิจไทยอาจมีการหดตัวด้านการลงทุนและการส่งออกสินค้าจากผลพวงของอุปสงค์ต่างประเทศที่ชะลอตัวลง แต่ภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวจะช่วยสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน ต.ค. 66 อยู่ที่ระดับ 60.2 ปรับตัวดีขึ้นจากในเดือน ก.ย. ที่ 58.7 นับเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และถือเป็นการปรับตัวสูงสุดในรอบ 44 เดือน นับตั้งแต่ มี.ค. 62 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชน เช่น การปรับลดค่าไฟฟ้า ลดราคาดีเซล เบนซิน และแรงหนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทยมากขึ้นหลังการเปิดประเทศ
ทั้งนี้ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 35.41-35.57 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.54/55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปัจจัยในภูมิภาค สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวลง 0.2% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี หดตัวลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าอาจลดลง 0.1% หลังจากทรงตัวที่ 0.0% ในเดือน ก.ย. ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ลดลง 2.6% ในเดือน ต.ค. ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน และลดลงมากกว่าในเดือน ก.ย.ที่ลดลง 2.5% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าอาจลดลง 2.7% โดยดัชนี PPI ของจีนปรับตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 13
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการฟื้นตัวหลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ถึงแม้ว่ารัฐบาลจีนได้ประกาศใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การออกพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 1 ล้านล้านหยวน และให้โควตาแก่รัฐบาลท้องถิ่นในการออกพันธบัตรปี 2567 แต่จีนยังคงเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ในภาคอสังหาริมทรัพย์และความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายการเงินที่สวนทางกับประเทศตะวันตก
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (9/11) ที่ระดับ 1.0701/03 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (8/11) ที่ระดับ 1.0663/65 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยนายแกเบรียล มาคห์ลูฟ สมาชิกสภาบริหารธนาคารกลางยุโรปแสดงความเห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะเริ่มหารือเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางยุโรป และเร็วเกินไปเช่นกันที่จะตัดโอกาสเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยอีก
ดังนั้น ต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลในช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนการประชุมนโยบาย เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดซ้ำรอยในอดีต ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ที่ประกาศชัยชนะเรื่องอัตราเงินเฟ้อเร็วเกินไป โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0692-1.0715 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0701/03 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (9/11) ที่ระดับ 159.93/95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (8/11) ที่ 150.97/99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยกระทรวงการคลังญี่ปุ่นเผยดุลบัญชีเดินสะพัดประจำเดือนกันยายนเกินดุลเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันที่ 2,723.6 พันล้านเยน เพิ่มขึ้นจาก 2,279.7 ในเดือนก่อนหน้า
นอกจากนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่นเผยรายงานการประชุมนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 30-31 ต.ค.ที่ผ่านมา กรรมการบางส่วนออกความเห็นว่าญี่ปุ่นอาจจำเป็นต้องเริ่มทยอยถอนมาตรการกระตุ้นเศรษบกิจผ่านการยกเลิกอัตราดอกเบี้ยนโยบายระดับต่ำเป็นพิเศษ โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 150.76-151.09 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 151.03/04 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (9/11), จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงาน (9/11), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นสหรัฐ ประจำเดือนพฤศจิกายนจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (10/11), ถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (10/11)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.90/-8.50 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -10.25/-9.20 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ