หลังจาก “แจ็ก หม่า” ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้งกลุ่มอาลีบาบา ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจภายใต้กรอบความร่วมมือ Smart Digital Hub and Digital Transformation Strategic Partnership เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
หนึ่งในนั้นคือความร่วมมือกับ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” หรือ ททท. ในการจัดทำ Thailand Tourism Platform สำหรับไทยโดยเฉพาะ รวมถึงความร่วมมือกันในด้านการใช้ข้อมูลทางการท่องเที่ยวและส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรองและระดับชุมชนของรัฐบาล
“ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.เคยดำเนินแผนความร่วมมือกับ “ฟลิกกี้” (Fliggy) เมื่อ 2 ปีก่อน เมื่อครั้งยังใช้ชื่อ “อาลีทริป” (Alitrip) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนำเที่ยวต่าง ๆ ให้เกิดภาพการเดินทางท่องเที่ยวแบบคุณภาพมากขึ้น
โดยหลังจาก “แจ็ก หม่า” ได้ลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลไทย สิ่งที่จะทำงานร่วมกันคือการใช้ tourism big data เพื่อเจาะลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ฐานข้อมูล “เซซามิ เครดิต” ซึ่งเป็นโซเชียลเครดิตของอาลีบาบากรุ๊ป เพื่อเข้าถึงกลุ่มชาวจีนที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง และดึงให้มาเที่ยวและใช้จ่ายในไทยมากขึ้น
“อีกจุดที่เราจะทำงานร่วมกับฟลิกกี้คือ เร่งเจียระไนแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรองของไทย เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนให้ไปเที่ยวมากขึ้น หวังกระจายการเดินทางจากเมืองท่องเที่ยวหลัก”
“เสี่ยวจู” จ่อเปิดตัว Q3
นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มให้บริการที่พักแบ่งเช่า (house-sharing) ที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วของจีนอีกรายหนึ่งที่เข้ามาจับมือกับกลุ่มผู้ประกอบการคนไทย คือ “เสี่ยวจู” เพื่อทำตลาดในประเทศไทยและในอาเซียน รองรับนักท่องเที่ยวจีนและต่างชาติรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง
“ไมเคิล ซุน” รองประธานกรรมการ บริษัท เสี่ยวจู จำกัด บอกว่า เสี่ยวจูมีแผนผลักดันความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อรุกขยายธุรกิจออกไปทั่วโลก เพราะเล็งเห็นโอกาสจากการท่องเที่ยวทั้งขาเข้าและขาออกของชาวจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ พบว่าหลังจากที่ “เสี่ยวจู” เปิดตัวธุรกิจในต่างประเทศเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ทำให้มีรายการที่พักสำหรับให้บริการนักท่องเที่ยวครอบคลุมแล้วกว่า 100 เมืองทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่กระแสโฮมสเตย์กำลังมาแรงและได้รับความนิยม เช่น ญี่ปุ่น ไทย เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยนั้น คาดว่า “เสี่ยวจู” จะดำเนินการได้เต็มรูปแบบในช่วงไตรมาส 3 ปี 2561 นี้ โดยคาดว่าในปี 2561 ซึ่งเป็นปีแรกของการดำเนินการในประเทศไทยจะมีจำนวนเครือข่ายห้องพักที่ประมาณ 5,000 ห้องพัก และเพิ่มเป็นประมาณ 20,000 ห้องพักในปี 2562
“รูบิกทริปส์” ชูหลากหลาย
ด้าน “ธีรพล อัศวธิตานนท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจนโทเชีย จำกัด ประเทศไทย เจ้าของแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์สัญชาติไทย “RubikTrips” ซึ่งมีเป้าหมายรุกตลาดตัวแทนขายสินค้าท่องเที่ยวออนไลน์ (online travel agent : OTA) ในจีน เล่าว่า ภาพรวมของตลาด OTA ในประเทศจีนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางด้วยตัวเองมากขึ้น โดยปัจจุบันผู้เล่นหลักคือ “ซีทริป” (Ctrip) กินส่วนแบ่งตลาดใหญ่สุดที่ 60-70% รองลงมาคือ “อาลีทริป” ที่เพิ่งเปลี่ยนชื่อเป็น “ฟลิกกี้”
สำหรับ “รูบิกทริปส์” ได้วางกลยุทธ์ด้วยการดึงผู้ประกอบการท่องเที่ยวด้านต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มให้เลือกหลากหลาย เพื่อช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในเซ็กเมนต์ใหม่ ๆ ซึ่งมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เพราะไทยมีจุดขายที่หลากหลายกว่าแค่สายการบินและโรงแรม
โดยวางตัวเองเป็นทั้ง medical hub, retirement & rehabilitation มีบริการด้าน wellness ในระดับโลก มีอาหารที่อร่อย ทั้ง 5 ดาวจนไปถึง street food มีจุดท่องเที่ยว unseen ต่างจากแพลตฟอร์มการจองสินค้าท่องเที่ยวอื่น ๆที่จะเจาะลึกแต่ละด้าน เช่น ห้องพัก หรือตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น
“ตลาดนักท่องเที่ยวจีนมาไทยมีแต่จะเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากภาพรวมปีที่แล้วมีถึง 9.7 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 3.6 แสนล้านบาท โดยในปี 2561 ซึ่งเปิดให้บริการเป็นปีแรก คาดมีรายได้สะพัดไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท และมีรายได้สะพัดบนแพลตฟอร์มเพิ่มเป็น 3,600 ล้านบาทในปี 2563 หรือปีที่ 3 ของการเปิดให้บริการ”
ย้ำ “จีน” ตลาดใหญ่-เติบโตสูง
ขณะที่ “พิมพ์ปวีณ์ นพกิจกำจร” ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารตลาด เอ็กซ์พีเดีย ลอดจ์จิ้ง พาร์ทเนอร์ เซอร์วิส ของเอ็กซ์พีเดียกรุ๊ป กล่าวว่า จากภาพรวมการเติบโตของท่องเที่ยวออนไลน์ทั่วโลก พบว่าจีนเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก เมื่อปีที่แล้วเติบโตถึง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน
นอกจากนี้ จีนยังติดอันดับ 9 ใน 10 ประเทศที่ใช้อินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวมากที่สุด ครอบคลุมทั้งการซื้อสินค้าท่องเที่ยวออนไลน์ อ่านข้อมูลรีวิว การค้นหากิจกรรมท่องเที่ ยว และเปรียบเทียบราคา มากกว่า 50%และด้วยขนาดประชากรที่มีมากกว่า 1 พันล้านคน แต่มีจำนวนผู้ถือหนังสือเดินทางเพียง 7% เท่านั้น ทำให้ยังมี “ช่องว่าง” ในการเติบโตอีกมากสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปต่างประเทศ
“พิมพ์ปวีณ์” ยังบอกอีกว่า เมื่อดูเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทยแล้ว พบว่าครองสัดส่วนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของตลาดต่างชาติเที่ยวไทยที่ 25-28% ขึ้นอยู่กับแต่ละเดือน และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมีแต่เติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ยังไม่เห็นแนวโน้มว่าจะหยุดเติบโตหรือมีจำนวนคงที่
โดยเอ็กซ์พีเดียให้ความสำคัญกับตลาดนักท่องเที่ยวจีนอย่างมาก เพราะเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตสูงสุด แม้จะไม่มีแบรนด์ของเอ็กซ์พีเดียในตลาด OTA จีน แต่ก็ได้จับมือกับพันธมิตรที่แข็งแรงในจีน และปัจจุบัน “เอ็กซ์พีเดีย” มีลูกค้านักท่องเที่ยวจีนมาไทยมากเป็นอันดับ 6 รองจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร