เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
Economic Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
ดูทั้งหมด

ไทยมุ่งคุ้มครองเด็กลี้ภัย ถอนข้อสงวน 22 อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

22 ก.ค. 2567 | 08:19น.

ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กโดยการภาคยานุวัติเมื่อปี พ.ศ. 2535 และได้ตั้งข้อสงวนไว้ 3 ข้อ เพื่อยกเว้นการดำเนินการตามบทบัญญัติของอนุสัญญาฯในข้อนั้น ได้แก่ ข้อ 7 ว่าด้วยสถานะบุคคล ข้อ 22 ว่าด้วยสถานะของเด็กผู้ลี้ภัยและเด็กผู้แสวงหาที่พักพิง และข้อ 29 ว่าด้วยการจัดการศึกษา

ต่อมาประเทศไทยได้ถอนข้อสงวนข้อ 29 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 และข้อ 7 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2553 และล่าสุดมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 9 กรกฎาคม 2567 เห็นชอบให้ประเทศไทยถอนข้อสงวนมาตราที่ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งจะเป็นการขยายความคุ้มครองสิทธิให้ครอบคลุมถึงเด็กผู้ลี้ภัย

สาเหตุของการตั้งข้อสงวน ข้อ 22 ในช่วงปี 2531-2535 เป็นช่วงเวลาที่ประเทศในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป พยายามชักนำรัฐภาคีของอนุสัญญาฯให้เข้าเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 ทำให้เกิดความเข้าใจว่า

หากไม่มีข้อสงวนข้อ 22 จะทำให้ประเทศไทยมีข้อผูกพันในการจัดหาที่พักพิงและการดูแลผู้ลี้ภัยในการตั้งถิ่นฐานถาวรที่ไม่เป็นไปตามการดำเนินการตามกรอบกฎหมายภายในประเทศที่มีอยู่ จึงเป็นเหตุผลให้ประเทศไทยยังคงตั้งข้อสงวนข้อ 22 ของอนุสัญญาฯไว้ และถือเป็นรัฐภาคีประเทศสุดท้ายที่คงข้อสงวนข้อนี้

องค์การยูนิเซฟ คณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ และผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติว่าด้วยความรุนแรงต่อเด็ก ขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับรัฐบาลไทย ที่เห็นชอบการถอนข้อสงวนมาตราที่ 22

นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังแสดงความยินดีกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งมีส่วนสำคัญในการร่วมผลักดันให้เกิดการถอนข้อสงวนครั้งนี้ โดยหลังจากนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการถอนข้อสงวนอย่างเป็นทางการผ่านองค์การสหประชาชาติต่อไป

“คยอนซอน คิม” ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา การพัฒนาความเป็นอยู่และการส่งเสริมสิทธิเด็กมีความก้าวหน้าอย่างมากในประเทศไทย และการถอนข้อสงวนมาตราที่ 22 นี้ถือเป็นการก้าวข้ามอุปสรรคครั้งสำคัญ

เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างเต็มที่ และความเท่าเทียม และยังเป็นการช่วยให้ยูนิเซฟสามารถทำงานร่วมกับรัฐบาลและภาคีเครือข่ายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก ๆ รวมถึงเด็กผู้ลี้ภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่สังคมไทยที่เข้มแข็งและเท่าเทียมยิ่งขึ้นต่อไป

“การถอนข้อสงวนครั้งนี้ยังแสดงถึงเจตจำนงของประเทศไทยต่อหลักสิทธิเด็กและพันธกรณีของรัฐบาลที่มีต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review) ซึ่งเป็นกลไกภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติที่ประเทศสมาชิกเข้าร่วมเพื่อทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศของตน นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 อีกด้วย”

“นาจาต มาลา มะจิด” ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติว่าด้วยความรุนแรงต่อเด็ก กล่าวว่า เด็กผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานเป็นกลุ่มหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญที่สุด พวกเขามีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ การถอนข้อสงวนมาตราที่ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กตามที่ได้หารือกับตัวแทนระดับสูงของรัฐบาลระหว่างการเยือนประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว

ถือเป็นก้าวสำคัญด้านความคุ้มครองเด็กและการส่งเสริมความเป็นอยู่ของเด็ก โดยไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลัง ดังนั้น เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความพยายามอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยในการผลักดันนโยบายและวาระแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กทุกคน

“ความสำเร็จในครั้งนี้มีรัฐบาลไทยเป็นผู้นำ ร่วมกับการผลักดันและสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากยูนิเซฟ ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติด้านความรุนแรงต่อเด็ก คณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ และภาคีเครือข่าย รวมถึงหน่วยงานสหประชาชาติ ภาคประชาสังคม และผู้สนับสนุนระหว่างประเทศ

ในปี 2562 ยูนิเซฟและสหภาพยุโรปได้จัดทำรายงาน ‘ปิดช่องว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของประเทศไทยในการถอนข้อสงวนมาตราที่ 22 แห่งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กในมิติของเด็กผู้ลี้ภัยและเด็กแสวงหาที่พักพิง’ และจากนั้นได้ดำเนินงานร่วมกับกรมกิจการเด็กและเยาวชนเพื่อให้เกิดการถอนข้อสงวนครั้งนี้ต่อเนื่อง”

“แอน สเกลตัน” ประธานคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า ยินดีกับรัฐบาลไทยสำหรับความก้าวหน้าครั้งสำคัญนี้ที่จะนำไปสู่สิทธิเต็มรูปแบบของเด็กทุกคน คณะกรรมการได้สนับสนุนการทำงานขององค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยมาโดยตลอด

ในการแสดงให้เห็นว่าการถอนข้อสงวนมาตราที่ 22 เป็นสิ่งที่ทำได้และสมควรทำ และเป็นที่น่ายินดีที่การดำเนินงานนั้นได้เกิดผลสำเร็จแล้ว เราหวังว่าการถอนข้อสงวนครั้งนี้จะทำให้เด็กทุกคนในประเทศไทยมีชีวิตและอนาคตที่สดใสขึ้นในปัจจุบันและอนาคต

ยูนิเซฟยังตระหนักถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการเดินหน้าคุ้มครองสิทธิของเด็กไร้สัญชาติและเด็กผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งรัฐบาลได้ให้คำมั่นไว้ตามข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยผู้ลี้ภัยในการประชุมระดับโลกว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัยเมื่อปีที่แล้ว ทั้งนี้ ณ เดือนตุลาคม 2566 ประเทศไทยมีเด็กไร้สัญชาติที่ลงทะเบียนไว้จำนวน 171,635 คน ยูนิเซฟยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนรัฐบาลในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กกลุ่มนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ยูนิเซฟ (UNICEF)