สภาอุตฯปรับเป้าการผลิตรถยนต์ปี 2567 ในไทยจาก 1.9 ล้านคันเหลือ 1.7 ล้านคัน เพื่อให้สอดรับกับยอดขายในประเทศที่ลดลงจากหนี้ครัวเรือนแตะ 90% ของ GDP ลูกค้ากู้ไม่ผ่านเพียบ ระบุขายรถ 6 เดือนได้แค่ 3 แสนคัน ร่วง 24% ปิกอัพหดตัวกว่า 40%
วันที่ 25 กรกฎาคม 2567 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ตัวเลขประมาณการการผลิตรถยนต์ของสมาชิกกลุ่มยานยนต์ในปี พ.ศ. 2567 ลงจากเดิม 2 แสนคันเหลือทั้งปีแค่ 1.7 ล้านคัน
“เดิมเป้าผลิตรถยนต์ปี 2567 ตั้งไว้ 1.9 ล้านคัน ตอนนี้คาดว่าทั้งปีน่าจะผลิตได้แค่ 1.7 ล้านคัน ซึ่งยอดขายในประเทศที่ลดลงเป็นปัจจัยหลัก ตัวเลขการผลิตรถยนต์ครึ่งปีแรกที่ผ่านมาทำได้แค่ 7.6 แสนคัน แบ่งสัดส่วนเป็นส่งออกสูงถึง 68% ขายในประเทศ 32% ซึ่งผิดไปจากปกติที่ส่งออกกับขายในประเทศจะห่างกันไม่มากหรือราว 54% กับ 46% ตามลำดับ”

นายสุรพงษ์กล่าวถึงปัจจัยลบของการปรับยอดผลิตใน 2567 ประกอบด้วย
- หนี้ครัวเรือนสูงถึง 90% ของ GDP ประเทศ ในขณะที่รายได้ครัวเรือนยังต่ำจากเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ
- การลงทุนจากต่างประเทศรวมทั้งดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังลดลงมาหลายเดือนแล้ว คนงานมีรายได้ลดลง ประชาชนระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น
- หน่วยงานเศรษฐกิจหลายแห่งลดการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยลง
- สถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์โดยเฉพาะรถกระบะ
- จำนวนแรงงานวัยทำงานน้อยกว่าเพื่อนบ้านจากอัตราการเกิดต่ำ จะทำให้นักลงทุนลังเลในการลงทุนเพราะเป็นสังคมสูงอายุ

ส่วนยอดขายรถยนต์ 6 เดือนปี 2567 (มกราคม-มิถุนายน) ประเทศไทยขายรถยนต์ได้แค่ 308,027 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2566 ราว ๆ 24.16% แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่ง (ICE) 82,660 คัน ลดลง 36.45%
- รถยนต์นั่ง (BEV) 33,508 คัน เพิ่มขึ้น 6.91%
- รถยนต์นั่ง (PHEV) 1,203 คัน ลดลง 8.93%
- รถยนต์นั่ง (HEV) 67,110 คัน เพิ่มขึ้น 69.64%
- รถกระบะ 1 ตัน 89,581 คัน ลดลง 40.15%
- รถ PPV 18,856 คัน ลดลง 43.32%
- รถบรรทุก 5-10 ตัน 8,339 คัน ลดลง 36.47%
- และรถประเภทอื่น ๆ 6,770 คัน ลดลง 12.70%