รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข “ไฟเซอร์” ติวเข้มผู้สูงวัยให้มีคุณภาพ
ในช่วง 30 ปีผ่านมา โครงสร้างประชากรของไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ซึ่งมีสาเหตุมาจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการที่ผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวขึ้น โดยปัจจุบันสัดส่วนประชากรกลุ่มผู้สูงอายุคิดเป็นเกือบร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 30 ภายใน 15 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุมากเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน ทั้งยังก่อให้เกิดเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (super aged society) ในที่สุด
จากการประเมินผลการดำเนินงานตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2564) โดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2555 พบว่าประเทศไทยยังไม่ประสบความสำเร็จในยุทธศาสตร์ด้านการเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ กล่าวคือดำเนินการสัมฤทธิผลเพียงร้อยละ 28.6 เท่านั้น
อีกทั้งผลการศึกษายังสอดคล้องกับข้อคิดเห็น และคำแนะนำของหลาย ๆ ภาคส่วนที่ว่าการเตรียมสังคมให้ไปสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ ควรเริ่มดำเนินการตั้งแต่วัยก่อนเกษียณ ทั้งในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตลอดจนถึงการวางแผนด้านเศรษฐกิจ
โดยหัวใจสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสุขภาพดี มีคุณภาพ คือการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และพฤติกรรมสุขภาพ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมทางการเงินให้ “กายฟิต จิตดี มีออม” ตั้งแต่ก่อนจะถึงวัยสูงอายุนั่นเอง
ทั้งนี้ จากแนวคิดและปัจจัยดังกล่าว จึงทำให้มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย ร่วมกับสถาบันคีนันแห่งเอเซีย เล็งเห็นความสำคัญของการเตรียมตัว และการพัฒนาสังคมไทยให้ก้าวสู่ความเป็นสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ด้วยการสานต่อโครงการ “ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข (Pfizer Healthy Aging Society)” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ในการให้ความรู้ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อนำไปสู่ “กายฟิต-จิตดี-มีออม”
“ภญ.ศิริวรรณ ชื่นชมสกุล” กรรมการ และเลขานุการ มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันอัตราผู้สูงอายุของประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และคุณภาพชีวิต ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันในการเตรียมความพร้อม จะรอให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้
“โดยปี 2564 ประเทศไทยจะมีประชากรที่อายุเกิน 60 ปี มากกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (complete aged society) และการที่จะทำให้ผู้สูงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ต้องมีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย จึงให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ทุกช่วงวัยของชีวิต เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมการเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ”
“เราจึงร่วมกับสถาบันคีนันแห่งเอเซีย ดำเนินโครงการไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข ในการรณรงค์เตรียมความพร้อมของวัยก่อนสูงอายุ โดยเน้นการทำงานแบบต่อเนื่อง ทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development goals-SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ในเป้าหมายที่ 3 คือการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคนในทุกช่วงอายุ (good health and well-being) ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของโครงการจึงเน้นเรื่องการส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพความรู้ความเข้าใจเชิงสุขภาพสำหรับกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญ”
“โดยเฉพาะประชากรกลุ่มวัยก่อนสูงอายุ ให้เป็นผู้นำ และบริหารการเปลี่ยนแปลง (change agents) เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ และพฤติกรรมสุขภาพ ให้เป็นพฤติกรรมสุขภาพเชิงบวก สร้างรูปแบบการเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุแบบองค์รวมที่มีความยั่งยืน และสามารถประยุกต์และปรับใช้กับบริบทของสังคมไทยได้ ทั้งนี้ ในการทำงานของโครงการ เราจะเชื่อมโยงการทำงาน ทั้งในระดับประเทศ และชุมชน เพื่อเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.), ประชากรก่อนวัยสูงอายุ และวัยสูงอายุ ทั้งความรู้เรื่องสุขภาพ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การรณรงค์ การสร้างความตระหนักในเรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพดี รวมถึงส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและวิถีชีวิต ตลอดจนการติดตามประเมินผลโครงการและการถอดบทเรียนไปใช้”
“ศิริวรรณ อรุณทิพย์ไพฑูรย์” ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และที่ปรึกษาโครงการไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุขกล่าวเสริมว่า การที่ประเทศไทยจะเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ที่มีคุณภาพนั้น จะต้องไม่มีปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (noncommunicable diseases : NCDs) และประชากรของประเทศควรได้รับการเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนสูงวัย ตั้งแต่อายุ 45 ขึ้นไป ให้มีความพร้อมตั้งแต่ด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ
“แต่จากการสำรวจข้อมูลด้านสุขภาพของประชากรก่อนสูงอายุ ของกลุ่มตัวอย่างในกรุงเทพมหานคร ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาพบว่า ยังมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อโรค NCDs ถึงร้อยละ 86 เพราะชอบรับประทานเนื้อติดมันและเครื่องใน และร้อยละ 51 ติดเครื่องดื่มรสหวาน ขณะที่ร้อยละ 74 ขาดความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 52 ขาดความรู้เรื่องโรคหัวใจ และร้อยละ 30เป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งจากข้อมูลทำให้ตระหนักได้ว่า ความรู้ เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ทุกคนเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ จึงออกแบบโครงการให้เป็น knowledge-based project สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักที่อายุระหว่าง 45-59 ปี”
“สำหรับการดำเนินโครงการไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข ในระยะแรก เราดำเนินการในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในเขตคลองเตย และบางขุนเทียน โดยความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และชุมชน ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งทั้งในระดับประเทศ ท้องถิ่น ส่วนการดำเนินการในระยะที่สอง เราเลือกพื้นที่ จ.อุบลราชธานี อ.เมือง และ อ.วารินชำราบ เพราะมีความเข้มแข็งในเรื่องของเครือข่ายผู้สูงอายุ”
“โดยเราทำการเก็บข้อมูลด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจของกลุ่มเป้าหมาย ก่อนจัดกิจกรรมเตรียมความพร้อม ด้วยการเน้นรูปแบบการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม สำหรับประชากรก่อนวัยสูงอายุ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในการให้ความรู้ด้านสุขภาพ สร้างพันธมิตร เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อก่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายและนำไปสู่การปฏิบัติ”
กุญแจสำคัญที่ทำให้โครงการบรรลุเป้าหมาย คือ การเพิ่มศักยภาพของระบบสาธารณสุข และโรงเรียน สร้างการมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มโครงการ และพัฒนาแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ หรือกายฟิต-จิตดี-มีออม
ขณะที่ “สุภาพร มหาพลตระกูล” ผู้จัดการโครงการไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข สถาบันคีนันแห่งเอเซีย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมอบรมเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ ไฟเซอร์ รู้-เฒ่า(เท่า)-ทัน-สุข ที่ จ.อุบลราชธานี ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มีความสำคัญ โดยมีกลุ่ม change agents ซึ่งเป็นกลุ่มจิตอาสาที่มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานพัฒนาชุมชน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชุมชน และมีอิทธิพลทางความคิดต่อชุมชน
“ผู้เข้าอบรมทั้งหมดได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับสุขภาพองค์รวม และสุขภาพทางการเงิน เพื่อสร้างเสริมทัศนคติและปรับพฤติกรรมสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความพร้อมที่จะสูงวัยอย่างอยู่ดี มีสุข โดยหวังจะเกิดการส่งผ่านความรู้ความเข้าใจดังกล่าวไปสู่ชุมชนของตน”
อันเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมคนไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพต่อไป