เงินบาทอ่อนค่าหนัก ตามดอลลาร์แข็งค่า-เยนอ่อนค่า
เงินบาท
เงินบาทอ่อนค่าหนัก ตามดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ส่วนเยนอ่อนค่า ขณะที่ปัจจัยในประเทศ แบงก์ชาติเปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการเงินเดือน ก.ค. 67 ชี้เศรษฐกิจไทยโดยรวมปรับตัวดีขึ้น
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (2/9) ที่ระดับ 34.04/15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (30/8) ที่ระดับ 33.87/89 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (30/8) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายส่วนบุคคลของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือน ก.ค. สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ จากระดับ 0.3% ในเดือน มิ.ย. ส่วนรายได้ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือน มิ.ย. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 0.2% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือน มิ.ย.
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.5% YOY ในเดือน ก.ค.ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 2.6% จากระดับ 2.5% ในเดือน มิ.ย. และดัชนี PCE ทั่วไปปรับตัวขึ้น 0.2% MOM ในเดือน ก.ค. สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ จากระดับ 0.1% ในเดือน มิ.ย.
ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 2.6% YOY ในเดือน ก.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 2.7% จากระดับ 2.6% ในเดือน มิ.ย. และดัชนี PCE พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.2% MOM ในเดือน ก.ค. สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ จากระดับ 0.2% ในเดือน มิ.ย.
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ โดยศุกร์ที่ผ่านมา (30/8) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการเปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการเงินเดือน ก.ค. 67 ว่าเศรษฐกิจไทยโดยรวมปรับดีขึ้นหลังชะลอลงในเดือนก่อน (มิ.ย. 67) ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ต่างประเทศ โดยการส่งออกสินค้า และรายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมและบริการที่เกี่ยวเนื่องขยายตัว ส่วนด้านการลงทุนภาคเอกชนกลับมาขยายตัวจากเดือนก่อน
ทั้งนี้ ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 34.04-34.24 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 34.21/22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (2/9) ที่ระดับ 1.1052/53 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (30/8) ที่ระดับ 1.1075/76 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ผลสำรวจล่าสุดเผยในวันนี้ (2/9) ว่า ภาคการผลิตของเยอรมนี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ยังคงหดตัวลงอย่างต่อเนื่องในเดือน ส.ค. 2567
โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของเยอรมนีจากฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (HCOB) ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 42.4 ในเดือน ส.ค. จากระดับ 43.2 ในเดือน ก.ค. แต่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์เบื้องต้นที่ระดับ 42.1
และรายงานล่าสุดในวันนี้ (2/9) เผยว่า ภาคการผลิตในยูโรโซนยังคงหดตัวต่อเนื่องในเดือน ส.ค. 2567 สอดคล้องกับอุปสงค์ที่ลดลงอย่างรวดเร็วที่สุดในรอบปี ส่งผลให้ความหวังในการฟื้นตัวในระยะอันใกล้นี้ริบหรี่ลง โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของยูโรโซนจากฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (HCOB) ซึ่งรวบรวมโดยเอสแอนด์พี โกลบอล อยู่ที่ระดับ 45.8 ในเดือน ส.ค. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์เบื้องต้นเล็กน้อยที่ระดับ 45.6
ทั้งนี้ในระหว่างวัน ยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1043-1.1077 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1065/66 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (2/9) ที่ระดับ 146.18/19 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (30/8) ที่ระดับ 145.18/19 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (2/9) ว่า การใช้จ่ายด้านทุนของบริษัทญี่ปุ่นในช่วงเดือน เม.ย.ปีนี้ ปรับตัวขึ้น 7.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทญี่ปุ่นได้พยายามกระตุ้นกำลังการผลิต ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว
ทั้งนี้ การลงทุนโดยบริษัทในทุกภาคส่วนยกเว้นภาคการเงิน เพื่อวัตถุประสงค์ในด้านต่าง ๆ เช่น การสร้างโรงงานและเพิ่มอุปกรณ์นั้น คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 11.92 ล้านล้านเยน (8.14 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 13 ไตรมาส โดยกำไรก่อนหักภาษีของบริษัทญี่ปุ่นปรับตัวขึ้น 13.2% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ะดับ 35.77 ล้านล้านเยน โดยได้แรงหนุนจากยอดขายในต่างประเทศที่แข็งแกร่ง รวมทั้งการอ่อนค่าของเงินเยนซึ่งช่วยให้กำไรในต่างประเทศของกลุ่มผู้ส่งออกปรับตัวสูงขึ้นเมื่อมีการส่งเม็ดเงินดังกล่าวกลับสู่ประเทศ
ส่วนยอดขายปรับตัวขึ้น 3.5% แตะระดับ 368.96 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับไตรมาสเดือน เม.ย.-มิ.ย. และในวันนี้ ดัชนีผ้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของญี่ปุ่นจาก au Jibun Bank ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 49.8 ในเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้นจากระดับ 49.1 ในเดือน ก.ค. สูงกว่าตัวเลขเบื้องต้นที่ระดับ 49.5 แม้ดัชนียังคงต่ำกว่าระดับ 50 ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง
แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มปรากฏสัญญาณบวก เมื่อผลสำรวจภาคเอกชนชี้ว่าภาคการผลิตหดตัวในอัตราที่ชะลอลงในเดือน ส.ค. 2567 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของผลผลิตและคำสั่งซื้อใหม่ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 145.78-146.84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 146.68/69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือน ส.ค. จาก S&P Global (3/9), ดัชนีภาคการผลิตเดือน ส.ค. จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) (3/9), ยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือน ก.ค. (4/9), ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือน ก.คง (4/9), ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือน ก.ค. (4/9),
รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) (4/9), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (5/9), ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน ส.ค. จาก ADP (5/9), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือ ส.ค. จาก S&P Global (5/9), ดัชนีภาคบริการเดือน ส.ค. จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) (5/9), สต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) (5/9), ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ส.ค. (6/9)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.5/-8.35 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7/-6 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ