มาม่ากางแผนรับมือครึ่งปีหลัง บุกละตินอเมริกา-ปลุกตลาดไซส์ 7 บาท
มาม่า
มาม่าหันบูมตลาดส่งออก เล็งส่งมาม่าโอเค-ซองใหญ่บุกยุโรป พร้อมเฟ้นหาพาร์ตเนอร์บุกเบิกตลาดอเมริกากลาง/ใต้-แอฟริกา หลังฟีดแบ็ก Thaifex ชี้รสชาติไทย ๆ ยังแรงคู่กระแสฮิตบริโภคซองใหญ่ ด้านในไทยเตรียมขนสินค้าใหม่ปลุกตลาด 7 บาท ตอบโจทย์กำลังซื้อ มั่นใจยื้อยอดขายเท่าปี’68 แม้เศรษฐกิจท้าทาย
นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา “มาม่า” กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้ ต้องจับตาปัจจัยสำคัญอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและต้นทุนธุรกิจทั่วโลก รวมถึงมีการพลิกผันหลายครั้ง จนคาดเดาและวางแผนล่วงหน้าได้ยาก
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหลังจากนี้จะไม่มีการโจมตีแหล่งพลังงานอีก เนื่องจากทุกฝ่ายน่าจะรับรู้ถึงความรุนแรงของผลกระทบจากช่วงที่ผ่านมาแล้ว
ซองใหญ่-รสไทยมาแรง
นอกจากนี้สำหรับตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังมีเทรนด์ที่สามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจได้อย่างแนวโน้มการบริโภคบะหมี่ซองใหญ่ขึ้น คาดว่าเนื่องจากผู้บริโภคต้องการทานให้อิ่มเป็นมื้อ
ขณะเดียวกัน รสชาติแบบไทย ๆ ยังคงได้รับความสนใจและความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการทั่วโลก สะท้อนจากฟีดแบ็กของงาน Thaifex เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม’69 ซึ่งบูทมาม่าได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการชาวต่างชาติอย่างคึกคักทั้งภูมิภาค-ประเทศที่ทำตลาดอยู่แล้ว และตลาดใหม่ ๆ
“โดยรวมต้องบอกว่าปี 2569 นี้เหนื่อยมากและยากมาก หากสามารถทำรายได้เท่าปี’68 ก็นับว่าดีแล้ว และหากสินค้าพื้นฐานราคาจับต้องได้อย่างมาม่ายังลำบาก ก็เชื่อว่าธุรกิจอื่นน่าจะลำบากยิ่งกว่าเราแน่”
เล็งส่งมาม่าโอเคบุกยุโรป
นายพันธ์กล่าวต่อไปว่า เพื่อรับมือความท้าทายและสร้างการเติบโตสวนกระแสตลาด ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้มาม่าจึงต้องโฟกัสกับการส่งออก เพื่อสร้างรายได้เสริมกับการขายในประเทศ โดยมุ่งแก้โจทย์อย่างการหาตลาดใหม่ ๆ ทดแทนตลาดเดิมที่ห่างหายไป พร้อมกับเพิ่มดีกรีการทำธุรกิจในตลาดเดิม
ตัวอย่างเช่น ในตลาดยุโรปจะผลักดันสินค้าเข้าสู่ช่องทางโมเดิร์นเทรดอย่างห้างสรรพสินค้า พร้อมเพิ่มความหลากหลายของสินค้าให้กว้างขึ้น อาทิ มาม่า โอเค ซีรีส์ และมาม่าซองใหญ่ โดยอาศัยจุดเด่นอย่างรสชาติแบบไทย ๆ และการถอดบทเรียนความสำเร็จจากการทำตลาดมาม่า โอเค ซีรีส์และมาม่าซองใหญ่ในไทย รวมถึงตอบรับเทรนด์การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองใหญ่
พร้อมกันนี้จะเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าซองใหญ่ให้มากขึ้นอีก เช่นเดียวกับที่เน้นมาตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
“จนถึงตอนนี้บริษัทส่งมาม่าแบบธรรมดาออกทำตลาดทั่วโลกมานานกว่า 40 ปีแล้ว จึงอาจจะมีช่องว่างสำหรับโมเดลและรสชาติใหม่ ๆ เช่นเดียวกับที่มาม่า โอเค ซีรีส์ประสบความสำเร็จในไทยช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา”
เฟ้นคู่ค้าอเมริกากลาง-ใต้
นอกจากยุโรปแล้ว ภูมิภาคอเมริกากลาง อเมริกาใต้ รวมถึงแอฟริกาเป็นอีกกลุ่มที่มีศักยภาพ เนื่องจากเป็นตลาดเกิดใหม่และอัตราการทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อคนต่อปียังไม่สูง ตัวอย่างเช่นประเทศโมร็อกโกในแอฟริกาเหนือ อัตราการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเฉลี่ยอยู่ที่ 4-5 ซอง/คน/ปี นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับไทยที่มีอัตราบริโภคเฉลี่ย 55 ซอง/คน/ปี จึงมีช่องว่างให้กระตุ้นการบริโภคเพิ่มได้อีก
รวมถึงยังไม่มีคู่แข่งมากรายเท่าภูมิภาคอื่น ๆ อย่างอินเดียหรือจีน โดยมีเพียงผู้เล่นรายหลักสัญชาติญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และยุโรปทำตลาดอยู่ก่อน
ลุยปลุกตลาด 7 บาท
นายพันธ์เสริมว่า สำหรับตลาดในไทยนั้นช่วงครึ่งหลังของปี’69 นี้มีสินค้าใหม่ในไปป์ไลน์อีกหลายตัวเตรียมส่งเข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มราคา 7 บาท ซึ่งปัจจุบันไม่มีผู้เล่นเปิดตัวสินค้าใหม่มาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากสัดส่วนกำไรต่ำมาก แต่ละรายจึงหันไปทำตลาดราคา 10-15 บาทขึ้นไป
แต่มาม่าจะปลุกเซ็กเมนต์นี้ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกใหม่ ๆ ในราคาที่จับต้องง่ายที่สุด และตอบโจทย์ด้านกำลังซื้อที่ยังท้าทาย
“แม้สินค้าราคา 7 บาทอาจจะไม่มีกำไร แต่เรามองว่าในสถานการณ์ปัจจุบันยากที่จะคาดเดาได้ว่าผู้บริโภคจะมีกำลังซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปราคา 10-15 บาทไปได้อีกนานแค่ไหน จึงน่าจะต้องมีตัวเลือกใหม่ในกลุ่มราคา 7 บาทเพิ่มขึ้นบ้างเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค”
จับตากลยุทธ์ขาว-ดำ
ด้านสถานการณ์วัตถุดิบ โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกนั้นปัจจุบันไม่เกิดภาวะขาดแคลนแล้วแต่ราคายังคงสูง สำหรับการทำบรรจุภัณฑ์เป็นขาวดำแบบที่ผู้เล่นในวงการขนมขบเคี้ยวของญี่ปุ่นเริ่มนำมาใช้นั้นนับเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ แต่ยังต้องจับตาผลตอบรับของผู้บริโภค เพราะแม้สามารถลดการใช้หมึกพิมพ์ลงได้ประมาณ 40% แต่ก็ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกน่าทานหรือการจดจำสินค้า ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุที่แบรนด์ญี่ปุ่นเลือกทำบรรจุภัณฑ์ขาวดำเฉพาะในสินค้าบางตัวเท่านั้น
ด้านมาม่ามีการศึกษากลยุทธ์นี้เอาไว้แล้วเช่นกัน เพียงแต่สถานการณ์ในไทยยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำมาใช้ เพียงแต่ต้องศึกษากระบวนการเอาไว้ล่วงหน้าเท่านั้น
เป้ายื้อรักษายอดเท่าปี’68
สำหรับเป้าหมายในปี’69 นี้บริษัทวางไว้ที่การรักษายอดขายเท่ากับปี’68 หรือหดตัวเล็กน้อย เนื่องจากช่วงครึ่งปีแรกมีฐานเปรียบเทียบสูง เพราะปี’68 ช่วงครึ่งแรกของปีสถานการณ์ค่อนข้างดี ก่อนจะเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนในช่วงครึ่งหลัง ขณะที่ปี’69 นี้สถานการณ์ท้าทายมากตั้งแต่ต้นปี
ทั้งนี้แม้จะมีโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่คาดว่าจะส่งผลบวกต่อบริษัทไม่มากนัก เพราะผู้บริโภคจะเฉลี่ยการจับจ่ายไปในหลายกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และข้อจำกัดการใช้เฉพาะร้านค้ารายย่อย