อาเซียนใช้ “รัสเซียซัมมิต” กระชับสัมพันธ์ด้านพลังงาน
ภาพ Alexander Nemenov/Pool via REUTERS
อาเซียนใช้การประชุมสุดยอดกับรัสเซียเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านพลังงาน ขณะที่รัสเซียสามารถแสดงให้เห็นว่าไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่ชาติตะวันตกต้องการ
ผู้นำจากอาเซียนปิดฉากการประชุมสุดยอดแบบพบปะกันครั้งแรกในรอบ 8 ปีกับรัสเซียในการประชุมรัสเซีย-อาเซียนซัมมิตเมื่อ 18 มิ.ย.2026 โดยรัสเซียให้คำมั่นว่าจะกระชับความร่วมมือด้านพลังงานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตอุปทานพลังงานโลกเมื่อเร็วๆ นี้
การประชุมเป็นเวลาสามวันในเมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมอสโกไปทางตะวันออกประมาณ 800 กิโลเมตร เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 35 ปี
รัสเซียกลายเป็นผู้จัดหาพลังงานรายสำคัญของอาเซียน หลังจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซภายหลังสหรัฐ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พึ่งพาอ่าวเปอร์เซียมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในด้านเชื้อเพลิง ปิโตรเคมี และปุ๋ย และประเทศต่างๆ เช่น ฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ได้ใช้ประโยชน์จากความพร้อมของแหล่งพลังงานจากรัสเซียหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร
ผู้เชี่ยวชาญ เช่น มาร์ค มานันตัน นักวิจัยจากศูนย์ความมั่นคงโลกแห่งมหาวิทยาลัยลา โทรบ ในกรุงมะนิลา กล่าวว่าวิกฤตนี้เป็นโอกาสสำหรับทั้งอาเซียนและรัสเซีย “ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นโอกาสสำหรับรัสเซียในการยืนยันบทบาทที่สร้างสรรค์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะเปิดโอกาสในการสำรวจความร่วมมือด้านพลังงานที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” มานันตันกล่าวกับนิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia)
มูลค่าการค้ารวมระหว่างรัสเซียและภูมิภาคนี้ลดลงจาก 18,200 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.9 แสนล้านบาท) ในปี 2019 เหลือ 15,400 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.05 แสนล้านบาท) ในปี 2022 ซึ่งเป็นปีที่ปูตินบุกยูเครน แต่ในปีที่แล้วได้ฟื้นตัวขึ้นเป็น 17,800 ล้านดอลลาร์ (ราว 5.8 แสนล้านบาท)
ความสำคัญของมอสโกในฐานะผู้จัดหาพลังงานให้กับอาเซียนกำลังเพิ่มขึ้น แม้ว่าความสำคัญในฐานะแหล่งจัดหาอาวุธให้กับภูมิภาคจะลดลงก็ตาม จากข้อมูลที่รวบรวมโดยฐานข้อมูลการถ่ายโอนอาวุธของสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์มเมื่อปีที่แล้ว ส่วนแบ่งของรัสเซียในตลาดอาวุธของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงจากระดับสูงสุดที่ 30% ก่อนปี 2014 เหลือต่ำกว่า 10% ตั้งแต่ปี 2018
วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียหารือทวิภาคีกับผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระหว่างการประชุมสุดยอดเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
มาเลเซียกล่าวว่ารัสเซียตกลงที่จะจัดหาน้ำมันเบนซิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติให้ประเทศภายใต้ข้อตกลงระยะยาว อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและปูตินยังได้หารือเกี่ยวกับโอกาสในด้านปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีดิจิทัล การเกษตร และเภสัชกรรม พวกเขายังได้หารือเกี่ยวกับการผ่อนปรนข้อจำกัดด้านวีซ่าและการขยายการค้าทวิภาคีโดยใช้สกุลเงินของทั้งสองประเทศ คือ ริงกิตและรูเบิล
ในการประชุมทวิภาคี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปินส์และปูตินตกลงที่จะสำรวจวิธีการกระชับความร่วมมือในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงการท่องเที่ยว เครื่องสำอาง และการแปรรูปอาหาร
นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีปูติน โดยทั้งสองฝ่ายมองหาแนวทางที่สองประเทศจะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน
อย่างไรก็ตาม อาเซียนและรัสเซียไม่ได้มีความเห็นตรงกันในหลายประเด็นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ได้คว่ำบาตรรัสเซียเนื่องจากการรุกรานยูเครน รวมถึงการจำกัดทางการเงินต่อธนาคารรัสเซียบางแห่งและกิจกรรมระดมทุนที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลรัสเซีย สิงคโปร์กล่าวว่านายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง “ได้พบกับประธานาธิบดีปูตินตามคำขอของรัสเซีย”
“สิงคโปร์มีท่าทีเช่นนี้ต่อยูเครน ไม่ใช่เพราะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เพราะเราเชื่อว่าอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของทุกประเทศต้องได้รับการเคารพ” หว่องเขียนในโพสต์บนหน้าเฟซบุ๊กของเขา “การหารือของเราเน้นย้ำถึงคุณค่าของการเจรจาและการมีส่วนร่วม แม้ว่าประเทศต่างๆ จะไม่ได้เห็นพ้องกันในทุกประเด็นก็ตาม”
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญอย่างมานันตันกล่าวว่า การประชุมสุดยอดที่คาซานนั้น “มีความสำคัญ” เพราะฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญากับสหรัฐกำลังผลักดันความร่วมมือนี้กับรัสเซีย
จูลิโอ อมาดอร์ ซีอีโอของบริษัทวิจัยอมาดอร์ในกรุงมะนิลา กล่าวว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของอาเซียนในการขยายความร่วมมือในระดับนานาชาติ
“อาเซียนเห็นด้วยตนเองว่าจำเป็นต้องกระจายความร่วมมือด้านความมั่นคง ในขณะเดียวกันก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะยังคงมีความสำคัญในฐานะผู้มีบทบาทด้านความมั่นคง มันเป็นการเดิมพันกับความไม่แน่นอน” อมาดอร์กล่าว
” (กลุ่มอาเซียน) กำลังพยายามสร้างพื้นที่ทางการทูตให้กับตนเอง เพื่อที่จะสามารถมีส่วนร่วมกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐ จีน และญี่ปุ่น” อมาดอร์กล่าวเสริม