เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
YLG คาดทองคำใกล้จบรอบปรับฐาน กลับสู่ขาขึ้น ล็อกเป้า 76,500-82,200 บาท
Finance YLG คาดทองคำใกล้จบรอบปรับฐาน กลับสู่ขาขึ้น ล็อกเป้า 76,500-82,200 บาท
อ.ปิติ จุฬาฯ แนะมอง 3 มิติ ตัดสินอนาคตแหล่งปิโตรเลียมปลายอายุ
Biz Movement อ.ปิติ จุฬาฯ แนะมอง 3 มิติ ตัดสินอนาคตแหล่งปิโตรเลียมปลายอายุ
ประเทศจอร์เจีย หรือ จอร์เจีย รัฐอเมริกา ? AI ยิ่งทำให้สับสนมากขึ้น
World ประเทศจอร์เจีย หรือ จอร์เจีย รัฐอเมริกา ? AI ยิ่งทำให้สับสนมากขึ้น
ครบรอบ 1 ปี ข้อตกลงหยุดยิง GBC ไทย-กัมพูชา: เช็กความคืบหน้ามาตรการทหาร-ตัวเลขการค้าชายแดน
Economic ครบรอบ 1 ปี ข้อตกลงหยุดยิง GBC ไทย-กัมพูชา: เช็กความคืบหน้ามาตรการทหาร-ตัวเลขการค้าชายแดน
ราคาทองวันนี้ (7 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 550 บาท ทองรูปพรรณ 68,100 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ส.ค. 69) พุ่งขึ้น 550 บาท ทองรูปพรรณ 68,100 บาท
ดัน “กองทุนเยียวยาภัยออนไลน์” สภาผู้บริโภค บี้แพลตฟอร์ม-แบงก์ รับผิดชอบร่วมเหตุมิจฉาชีพ
News ดัน “กองทุนเยียวยาภัยออนไลน์” สภาผู้บริโภค บี้แพลตฟอร์ม-แบงก์ รับผิดชอบร่วมเหตุมิจฉาชีพ
59 ปีอาเซียน ‘ปานปรีย์’ เปิดแนวทางสร้างภูมิภาคยืดหยุ่น-แข่งขันได้-ยั่งยืน
SD 59 ปีอาเซียน ‘ปานปรีย์’ เปิดแนวทางสร้างภูมิภาคยืดหยุ่น-แข่งขันได้-ยั่งยืน
ธอส. ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ช่วยลูกค้า เสียชีวิต-ทุพพลภาพ จากเหตุกราดยิงโรงเรียนดังนนทบุรี
Finance ธอส. ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ช่วยลูกค้า เสียชีวิต-ทุพพลภาพ จากเหตุกราดยิงโรงเรียนดังนนทบุรี
ไข่ไก่ขึ้นฟองละ 4 บาท พาณิชย์เปิดขายถูกกว่าตลาด 10% ทั่วประเทศ 3.42 ล้านฟอง
Economic ไข่ไก่ขึ้นฟองละ 4 บาท พาณิชย์เปิดขายถูกกว่าตลาด 10% ทั่วประเทศ 3.42 ล้านฟอง
ถอดบทเรียน ‘ยิ้มสู้หนี้’ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคลุยขยายผลต่อ ทั้งจำนวนลูกหนี้และพื้นที่แบบเชิงรุก
Finance ถอดบทเรียน ‘ยิ้มสู้หนี้’ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคลุยขยายผลต่อ ทั้งจำนวนลูกหนี้และพื้นที่แบบเชิงรุก
ดูทั้งหมด

ดัน “กองทุนเยียวยาภัยออนไลน์” สภาผู้บริโภค บี้แพลตฟอร์ม-แบงก์ รับผิดชอบร่วมเหตุมิจฉาชีพ

07 ส.ค. 2569 | 16:18น.

สภาผู้บริโภค ร่วมมือหน่วยงานรัฐ ถกแนวคิดจัดตั้ง “กองทุนเยียวยาความเสียหายเบื้องต้น” เป็นถุงลมนิรภัยช่วยผู้เสียหายภัยไซเบอร์ เผยสถิติ 5 ปี “เฟซบุ๊ก” ครองแชมป์ช่องทางหลอกลวงสูงถึง 60% ด้านตำรวจชี้คดีทะลุ 1 ล้านราย ชูหลักการShared Responsibility บังคับบิ๊กเทคข้ามชาติยกระดับมาตรฐานคุ้มครองคนไทย

ภัยมิจฉาชีพออนไลน์ยังคงสร้างความเสียหายให้ผู้บริโภคไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความเชื่อมั่นในการใช้บริการทางการเงินและแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านเฟซบุ๊กที่ยังคงเป็นช่องทางหลักของการก่อเหตุ ขณะที่ผู้เสียหายจำนวนมากไม่เพียงสูญเสียทรัพย์สิน แต่ยังเผชิญภาวะหนี้สิน ความเครียด และผลกระทบต่อครอบครัว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 สภาผู้บริโภคจึงจัดเวทีนโยบาย “ก้าวต่อไปของการคุ้มครองผู้เสียหายจากภัยมิจฉาชีพ : กองทุนเยียวยาความเสียหายเบื้องต้น” เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ภัยออนไลน์ ติดตามผลของมาตรการที่ดำเนินการที่ผ่านมา ศึกษาแนวทางการเยียวยาผู้เสียหายจากต่างประเทศ และร่วมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงผลักดันการจัดตั้ง “กองทุนเยียวยาความเสียหายเบื้องต้น” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

เฟซบุ๊กยังเป็นช่องทางหลอกลวงอันดับหนึ่ง

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ข้อมูลเรื่องร้องเรียนของสภาผู้บริโภคตั้งแต่ กรกฎาคม 2564 – กรกฎาคม 2569 พบว่า เฟซบุ๊ก ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่พบการหลอกลวงมากที่สุด คิดเป็นเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด รองลงมาคือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ติ๊กต๊อก และไลน์ โดยปัญหาที่พบมากที่สุดคือการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ แม้มูลค่าความเสียหายต่อรายจะไม่สูงเท่าการหลอกลงทุน แต่มีผู้เสียหายจำนวนมาก

นางสาวสารีกล่าวว่า ผลกระทบจากอาชญากรรมออนไลน์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสูญเสียทรัพย์สิน แต่ยังนำไปสู่ปัญหาหนี้สิน ความเครียด การล้มละลาย และบางกรณีถึงขั้นสูญเสียชีวิต จึงไม่อาจผลักภาระให้ผู้บริโภคต้อง “ระมัดระวังตัวเอง” เพียงฝ่ายเดียว แต่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการหลอกลวงต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้ สภาผู้บริโภคจึงผลักดันหลักการ “ความรับผิดชอบร่วม” (Shared Responsibility) โดยเห็นว่า ผู้มีบทบาทตลอดกระบวนการหลอกลวง ทั้งแพลตฟอร์มดิจิทัล ช่องทางการสื่อสาร ผู้ให้บริการร้านค้าแอปพลิเคชัน และสถาบันการเงิน ต้องร่วมป้องกันและรับผิดชอบต่อความเสียหาย ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้บริโภคแบกรับความเสี่ยงเพียงฝ่ายเดียว พร้อมเรียกร้องให้แพลตฟอร์มข้ามชาติยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทยให้เทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้ว

“แพลตฟอร์มต้องปฏิบัติและคุ้มครองคนไทย ไม่น้อยกว่าสิ่งที่ปฏิบัติประเทศอื่น ๆ แม้ว่ากติกาในประเทศไทยอาจจะยังมีข้อจำกัดทางกฎหมายก็ตาม แต่ไม่ควรมีใครในโลกนี้ต้องเป็นพลเมืองชั้นสอง เพียงเพราะกติกาในประเทศยังไล่ตามไม่ทัน” นางสาวสารีกล่าว

สถิติสะท้อนวิกฤต ตำรวจชี้ผู้เสียหายต้องการ “เงินคืน” มากกว่าจับผู้ร้าย

ด้าน พ.ต.อ.อมรชัย ลีลาขจรจิตร รองผู้บังคับการศูนย์ฝึกอบรม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่าตั้งแต่ปี 2565 ถึงกลางปี 2569 ไทยมีการแจ้งความคดีออนไลน์แล้วมากกว่า 1 ล้านคดี สะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมแบบเดิมไม่สามารถรองรับคดีจำนวนมหาศาลได้อีกต่อไป ขณะที่สิ่งที่ผู้เสียหายต้องการมากที่สุดไม่ใช่การจับกุมผู้กระทำผิด แต่คือการได้รับเงินคืนโดยเร็ว

แม้ภาครัฐจะอายัดทรัพย์สินของขบวนการมิจฉาชีพได้เพิ่มขึ้น แต่การคืนเงินยังทำได้ในสัดส่วนต่ำ เนื่องจาก ระเบียบและขั้นตอนของ ปปง. ทำให้ไม่สามารถเฉลี่ยคืนเงินได้ทันทีหากเส้นทางการเงินไม่ชัดเจน ประกอบกับรูปแบบอาชญากรรมที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ

เสนอ “กองทุนเยียวยาความเสียหายเบื้องต้น” เปรียบถุงลมนิรภัย

รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ หัวหน้าโครงการพัฒนามาตรการรับมือกับอาชญากรรมออนไลน์ ได้นำเสนอแนวคิดและรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดตั้ง “กองทุนเยียวยาผู้เสียหายเบื้องต้น” โดยเปรียบเสมือน “ถุงลมนิรภัย” ที่ช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายเมื่อเกิดเหตุ ทั้งลดภาระหนี้สิน ความเครียด และผลกระทบด้านสุขภาพจิตของผู้เสียหาย

รศ.ดร.นวลน้อย ยกตัวอย่างว่า หลายประเทศมีระบบลักษณะนี้แล้ว เช่น สหราชอาณาจักรที่ให้ธนาคารร่วมรับผิดชอบคดีหลอกโอนเงิน และออสเตรเลียที่มีระบบจ่ายเงินช่วยเหลือก่อนแล้วจึงติดตามเรียกคืนภายหลัง

สำหรับประเทศไทย เสนอให้กองทุนจ่ายเงินเยียวยาเพียงบางส่วน ไม่ใช่เต็มจำนวน เพื่อไม่ให้เกิดแรงจูงใจที่ไม่เหมาะสม พร้อมกำหนดเพดานการช่วยเหลือและใช้ข้อมูลจากผู้เสียหายมาวิเคราะห์ช่องโหว่ของระบบเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ

ด้านแหล่งเงินทุน เสนอให้เป็นความรับผิดชอบร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งเงินที่ยึดคืนจากมิจฉาชีพ เงินสมทบจากสถาบันการเงินและแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงค่าปรับจากกรณีข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล เพื่อให้กองทุนสามารถช่วยเหลือผู้เสียหาย สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบดิจิทัล และลดภาระของกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว

หน่วยงานยกระดับมาตรการป้องกัน แต่ยังมีช่องโหว่

นอกจากนี้ ในเวทีเสวนา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยจะยกระดับมาตรการรับมือภัยมิจฉาชีพออนไลน์อย่างต่อเนื่อง แต่การเยียวยาผู้เสียหายยังเป็นความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข

นายพงศธร วรรณสุคนธ ผู้แทนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า การเปิดศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ ศูนย์ AOC 1441 ช่วยให้การประสานธนาคารเพื่อระงับธุรกรรมต้องสงสัยทำได้รวดเร็วขึ้น โดยรับแจ้งเหตุเฉลี่ยกว่า 5,000 สายต่อวัน และระงับธุรกรรมได้ประมาณ 1,000 – 2,000 กรณีต่อวัน อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่รู้จักสายด่วน 1441 และผู้เสียหายจำนวนมากแจ้งเหตุล่าช้า ทำให้ไม่สามารถระงับเงินได้ทันเวลา

ขณะที่นางชโนทัย ประวิทย์ธนา ผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ได้ผลักดันหลักการความรับผิดชอบร่วม กำหนดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการชำระเงินต้องร่วมรับผิดชอบหากมาตรการป้องกันไม่เพียงพอ พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโมบายแบงก์กิ้ง และระบบบริหารจัดการภัยทุจริตดิจิทัล ขณะเดียวกันยังต้องปรับมาตรการรับมือภัยรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการนำเยาวชนมาเปิดบัญชีม้า จึงเตรียมลดวงเงินการทำธุรกรรมของผู้ใช้กลุ่มเยาวชนผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อจำกัดความเสี่ยงในการถูกนำบัญชีไปใช้ก่ออาชญากรรม

นางประภารัตน์ ไชยยศ ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ระบุว่า ได้ดูแลปัญหาการซื้อขายสินค้าออนไลน์ผ่านสายด่วน 1212 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีมูลค่าไม่สูงแต่มีจำนวนมาก พร้อมกำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัลต้องยืนยันตัวตนผู้ขายและผู้ลงโฆษณา รวมถึงมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การประสานงานกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างชาติยังเป็นอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากการตอบสนองต่อคำร้องขอของหน่วยงานไทยยังไม่รวดเร็วเท่าที่ควร

นายสุธีระ พึ่งธรรม ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินมาตรการระงับซิมม้าและเบอร์โทรศัพท์ที่มีพฤติกรรมผิดปกติ รวมถึงคัดกรองลิงก์ในข้อความเอสเอ็มเอส ก่อนส่งถึงผู้ใช้ โดยพบว่ากว่า 95% ของหมายเลขที่ถูกระงับไม่กลับมาแสดงตัวตนอีก อย่างไรก็ตาม การควบคุมสัญญาณบริเวณชายแดนยังมีข้อจำกัดทางเทคนิค ขณะที่ในปีหน้าจะเริ่มใช้ระบบลงทะเบียนชื่อผู้ส่งข้อความ (Sender Name) เพื่อป้องกันการปลอมแปลงชื่อหน่วยงานและบริษัทเอกชนในการส่งเอสเอ็มเอสหลอกลวง

นายวนิช หงภัทรคีร ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์กำกับดูแลธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลให้ครอบคลุมผู้ประกอบการที่ไม่มีใบอนุญาต และกำหนดให้มีการหน่วงเวลาการถอนสินทรัพย์ดิจิทัล 24 ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถอายัดทรัพย์ได้ทันหากพบความผิดปกติ พร้อมเตรียมบังคับใช้หลักเกณฑ์การรับส่งข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล (Travel Rule) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามเส้นทางการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามประเทศ

นายกิตติพงศ์ ศรีมานนท์ ผู้แทนจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ระบุว่า ได้ปรับปรุงกระบวนการคืนเงินให้ผู้เสียหาย โดยเปิดทางให้คณะกรรมการธุรกรรมสามารถสั่งคืนเงินได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล และขยายระยะเวลาการยื่นคำขอคุ้มครองสิทธิจาก 30 วัน เป็น 90 วัน นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับแนวคิดการจัดตั้ง กองทุนเยียวยาความเสียหายเบื้องต้น เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเร่งด่วน ก่อนที่กองทุนจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเรียกคืนจากผู้กระทำผิดหรือผู้ที่ต้องร่วมรับผิดชอบในภายหลัง

เดินหน้าศึกษากองทุนเยียวยา แต่ต้องออกแบบกลไกให้ชัดเจน

ช่วงท้ายของเวทีเสวนา หน่วยงานที่เข้าร่วมส่วนใหญ่เห็นพ้องว่า ประเทศไทยควรมีกลไกกองทุนเยียวยาความเสียหายเบื้องต้น เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระการรอกระบวนการทางกฎหมาย และช่วยให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาตั้งหลักได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายเห็นว่าการจัดตั้งกองทุนจำเป็นต้องออกแบบกลไกให้รอบด้าน ทั้งฐานกฎหมาย แหล่งเงินทุน รูปแบบการบริหาร และการเชื่อมโยงกับระบบที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและไม่ซ้ำซ้อน พร้อมเสนอให้กองทุนทำหน้าที่จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น โดยเฉพาะแก่กลุ่มเปราะบาง ก่อนรับช่วงสิทธิ์ไปดำเนินการเรียกคืนจากผู้กระทำผิดหรือผู้ที่ต้องร่วมรับผิดชอบตามกฎหมาย