เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผนึก มูลนิธิชัยพัฒนา ต่อยอด ‘น้ำมันเมล็ดคามิเลีย’ สู่ ‘Sustainable Lifestyle’
Biz Movement เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผนึก มูลนิธิชัยพัฒนา ต่อยอด ‘น้ำมันเมล็ดคามิเลีย’ สู่ ‘Sustainable Lifestyle’
เปิดตัว “เตนล์ – เอส” 2 ตัวแทนแคมเปญ “#มากกว่ามหกรรมกีฬา ALL IN ASIAN GAMES”
Biz Movement เปิดตัว “เตนล์ – เอส” 2 ตัวแทนแคมเปญ “#มากกว่ามหกรรมกีฬา ALL IN ASIAN GAMES”
Lenskart โตขึ้น 250% เผยแคมเปญ “วิ่งแลกแว่น” โดนใจไลฟ์สไตล์ผู้คน
Biz Movement Lenskart โตขึ้น 250% เผยแคมเปญ “วิ่งแลกแว่น” โดนใจไลฟ์สไตล์ผู้คน
ปลดล็อกโครงสร้างพื้นฐาน กฟผ. สร้างโอกาสไทยสู่ Regional Digital Hub: Green Digital Infrastructure สำหรับ Data Center ที่ยั่งยืนและเป็นธรรม
Tech ปลดล็อกโครงสร้างพื้นฐาน กฟผ. สร้างโอกาสไทยสู่ Regional Digital Hub: Green Digital Infrastructure สำหรับ Data Center ที่ยั่งยืนและเป็นธรรม
ห่วงสุญญากาศ กสทช. หวั่น 8 ล้านครัวเรือนจอดำ เร่งตั้งทีมเปลี่ยนผ่าน C-Band
Tech ห่วงสุญญากาศ กสทช. หวั่น 8 ล้านครัวเรือนจอดำ เร่งตั้งทีมเปลี่ยนผ่าน C-Band
โพล มช. ชี้ “คนละครึ่ง – ไทยช่วยไทย” สอบผ่านพยุงค่าครองชีพ แต่ไร้กระตุ้นใช้จ่ายใหม่
เศรษฐกิจภูมิภาค โพล มช. ชี้ “คนละครึ่ง – ไทยช่วยไทย” สอบผ่านพยุงค่าครองชีพ แต่ไร้กระตุ้นใช้จ่ายใหม่
แบงก์แห่ขายบ้านมือสองพุ่ง 122.9% บ้านหรูต่ำ 10 ล้านขายไม่ออก “โคราช” โอนคึก “ภูเก็ต” ตลาดชะลอตัว
Real Estate แบงก์แห่ขายบ้านมือสองพุ่ง 122.9% บ้านหรูต่ำ 10 ล้านขายไม่ออก “โคราช” โอนคึก “ภูเก็ต” ตลาดชะลอตัว
ย้ำชัดกลยุทธ์ “One Geely” มุ่งผสาน 2 โมเดลธุรกิจเพิ่มความแข็งแกร่งในไทย
Automotive ย้ำชัดกลยุทธ์ “One Geely” มุ่งผสาน 2 โมเดลธุรกิจเพิ่มความแข็งแกร่งในไทย
นักวิชาการ มธ. ถอดเคสต่างประเทศ ชี้เข้า OECD ต้องแก้ ‘คอร์รัปชัน-นิติธรรม’ ไม่ใช่แค่ยื่นเอกสาร
News นักวิชาการ มธ. ถอดเคสต่างประเทศ ชี้เข้า OECD ต้องแก้ ‘คอร์รัปชัน-นิติธรรม’ ไม่ใช่แค่ยื่นเอกสาร
ราคาทองวันนี้ (21 ก.ย. 69) ร่วงลง 450 บาท ทองรูปพรรณ 69,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (21 ก.ย. 69) ร่วงลง 450 บาท ทองรูปพรรณ 69,400 บาท
ดูทั้งหมด

สินทรัพย์จับต้องได้ 4 บิ๊กเทคสหรัฐ รวมแตะ 1.46 ล้านล. ทัดเทียมยักษ์น้ำมัน

07 ส.ค. 2569 | 15:43น.

ข้อมูลสินทรัพย์ที่จับต้องได้ประเภทที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (PPE) ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2026 เผยให้เห็นว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่าสินทรัพย์ PPE ของ 4 บริษัทเทคโนโลยีใหญ่สัญชาติสหรัฐ คือ Amazon, Alphabet, Microsoft, และ Meta มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1.46 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 50.81 ล้านล้านบาท) เนื่องจากดีมานด์ดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับเอไอพุ่งสูงขึ้น

นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่ารวมของสินทรัพย์จับต้องได้ (Physical Assets) ประเภทที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ (PPE) ของบริษัทใหญ่ด้านเทคโนโลยีสัญชาติสหรัฐ 4 แห่ง เพิ่มขึ้น 140% อยู่ที่ 1.46 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 50.81 ล้านล้านบาท) เนื่องจากการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เปลี่ยนให้ธุรกิจซอฟต์แวร์ที่มีสินทรัพย์ถาวรน้อย กลายเป็นบริษัทที่มีโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ทัดเทียมบริษัทด้านพลังงาน

ข้อมูลจาก QUICK Factset ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลการเงิน ระบุว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2026 มูลค่ารวมของสินทรัพย์ถาวรประเภท PPE ของบริษัทแอมะซอน (Amazon), แอลฟาเบต (Alphabet), ไมโครซอฟท์ (Microsoft), และเมต้า (Meta) เพิ่มขึ้น 48% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

ทั้ง 4 บริษัทติดใน 7 อันดับแรกของบริษัทนอกภาคการเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อพิจารณาจากสินทรัพย์ประเภท PPE รวมถึงสัญญาเช่าดำเนินงาน โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2026 สินทรัพย์ PPE ของแอมะซอน เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อ 3 ปีก่อน อยู่ที่ 5.38 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18.72 ล้านล้านบาท) แซงหน้าบริษัทน้ำมันซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) ไปราว 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.48 ล้านล้านบาท)

ขณะที่อันดับ 3 แอลฟาเบตซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล (Google) และอันดับ 4 ไมโครซอฟท์ ต่างก็มีสินทรัพย์ประเภท PPE เกิน 3.30 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11.48 ล้านล้านบาท) แซงหน้าบริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างเอ็กซอนโมบิล (Exxon Mobil) ของสหรัฐ และปิโตรไชน่า (PetroChina) ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี

แม้ว่าเมต้าจะอยู่ในอันดับที่ 7 แต่ในปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์ประเภท PPE คิดเป็นมูลค่ามากกว่าสองเท่าของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อย่างโตโยต้า (Toyota) ซึ่งเป็นบริษัทอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่นในด้านมูลค่าสินทรัพย์ประเภท PPE

สินทรัพย์ทางกายภาพของบริษัทด้านเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับเอไอ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมากกว่า 70% ของสินทรัพย์ PPE ของแอลฟาเบต ล้วนอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี รวมถึงเครื่องเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์เครือข่าย และที่ดินและอาคารสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์

บริษัทเทคโนโลยีทั้ง 4 กำลังแข่งขันกันขยายกำลังการผลิตดาต้าเซ็นเตอร์ โดยแผนการใช้จ่ายเงินทุนทั้งปี 2026 ของทั้ง 4 บริษัทรวมกัน อาจสูงถึง 7.60 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26.45 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 85% จากปีก่อนหน้า หรือเทียบเท่ากับงบประมาณของรัฐบาลญี่ปุ่น

การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทยังชี้ให้เห็นถึงการขยายตัวเพิ่มเติมในอนาคตด้วย โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน มูลค่าหนี้สินของบริษัทเหล่านี้ที่ยังไม่ได้บันทึกในงบดุล รวมถึงสัญญาซื้ออุปกรณ์ระยะยาวและภาระผูกพันการเช่า เพิ่มสูงขึ้น 4.3 เท่าจากปี 2025 อยู่ที่ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 80.04 ล้านล้านบาท)

หนี้สินเหล่านี้ซึ่งบางครั้งเรียกว่าหนี้ซ่อนเร้น (Hidden Debt) คาดว่าจะกลายเป็นสินทรัพย์ทางกายภาพในอนาคต โดยในเวลาหนึ่งปี หนี้ซ่อนเร้นของแอลฟาเบตเพิ่มขึ้น 9 เท่า ขณะที่เมต้าเพิ่มขึ้น 8 เท่า

ก่อนหน้านี้ บริษัทเทคโนโลยีต่างก็ประสบความสำเร็จในโมเดลธุรกิจสินทรัพย์เบา (Asset Light) ซึ่งถือครองสินทรัพย์ถาวรน้อย ด้วยการใช้ซอฟต์แวร์ของตนเข้าถึงผู้ใช้จำนวนมาก และสร้างผลกำไรที่แข็งแกร่งได้โดยไม่ต้องลงทุนด้านกำลังการผลิตมาก

อย่างไรก็ดี การเกิดขึ้นของเอไอทำให้สมการเหล่านั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อความต้องการความสามารถในการประมวลผลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานเอไอ แซงหน้ากลุ่มบริษัทดั้งเดิมที่มีการสร้างสินทรัพย์ถาวรจำนวนมากอย่างบริษัทพลังงาน โทรคมนาคม และการผลิต

ดีมานด์ของเอไอยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำลังการประมวลผลยังคงขาดแคลน แม้ว่าจะคาดกันว่า เมื่อเปิดใช้งานแล้วดาต้าเซ็นเตอร์จะสร้างกระแสเงินสดจำนวนมาก แต่การที่มีสินทรัพย์ทางกายภาพเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ก็เพิ่มต้นทุนค่าเสื่อมราคาด้วยเช่นกัน

จากงบกระแสเงินสดของทั้ง 4 บริษัทในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ค่าเสื่อมราคาของทั้ง 4 บริษัทรวมกันอยู่ที่ 4.45 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.55 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของกำไรจากการดำเนินงานทั้งหมด โดยบริษัทเมต้าซึ่งรายงานผลกำไรจากการดำเนินงานลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ระบุว่าค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญของกำไรที่ลดลง

จากการคาดการณ์ของตลาด เชื่อว่า ภายในปี 2028 ค่าเสื่อมราคาของทั้ง 4 บริษัทรวมกันจะสูงถึง 3.60 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 12.53 ล้านล้านบาท) ต่อปี หรือคิดเป็นสองเท่าของตัวเลขที่คาดการณ์ไว้สำหรับปี 2026

ทั้งนี้ เครื่องเซิร์ฟเวอร์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ต่างก็มีต้นทุนสูงเป็นพิเศษ เนื่องจากมีอายุการใช้งานโดยทั่วไปเพียงประมาณ 5 ปีเท่านั้น หมายความว่า เมื่อเวลาผ่านไป ต้นทุนค่าเสื่อมราคาจะมีผลกระทบต่อกำไรรายไตรมาสมากขึ้นเรื่อย ๆ