เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจับกุมพระเถระชั้นผู้ใหญ่เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา จะกระเทือนวงการสงฆ์หรือไม่ ว่า ไม่ทราบจะกระเทือนไปถึงไหน แต่กระเทือนวงการสงฆ์แน่นอน เป็นเรื่องธรรมดา กระเทือนความรู้สึกพุทธศาสนิกชนบางคนบางกลุ่ม แต่คงไม่กระเทือนพระพุทธศาสนา เพราะยังมั่นคงดีอยู่ หากมีอะไรเป็นเหตุเภทภัยเข้ามากระทบ ถ้าสามารถลิดรอนหรือกำจัดออกไปได้ก็จะทำให้พระพุทธศาสนาบริสุทธิ์มากขึ้น ส่วนการดำเนินการว่าใครถูกหรือผิดนั้น ไม่ทราบ ไม่มีใครรู้ มีเพียงเจ้าหน้าที่ที่รู้และต้องดำเนินการตามกฎหมาย จะไม่ดำเนินการก็ไม่ได้ ต้องมีการต่อสู้คดีกันไป ถ้าพ้นภัยพ้นปัญหาไปทุกอย่างก็จะกลับมาได้อย่างเดิม แต่ถ้าไม่สามารถต่อสู้ให้พ้นไปได้ คดีก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไปสู่ศาล
“คดีทั้งหมดที่กล่าวหานั้นเข้าใจว่าเป็นการกล่าวหาในทางโลก จึงเป็นเรื่องที่ทางโลกต้องไปจัดการ ถ้ามีเรื่องกระทบในทางธรรมหรือทางศาสนา ทางศาสนาก็ต้องเข้าไปจัดการ ทางศาสนาในที่นี้หมายถึงกรณีที่กระทบต่ออธิกรณ์หรือวินัยสงฆ์ อย่างไรก็ตามกฎหมายคณะสงฆ์ต้องอยู่กึ่งกลางระหว่างทางโลกกับทางธรรม ซึ่งได้บอกไว้ชัดเจนแล้วว่าในกรณีที่ภิกษุต้องคดีอาญาจะต้องดำเนินการอย่างไร หลักการคือเราจะไม่พยายามเอาพระนุ่งห่มผ้าเหลืองใส่คุกใส่ตะรางหรือขึ้นศาล มีคำหนึ่งที่เข้ามาคือให้สละสมณเพศ ซึ่งเป็นคนละคำกับคำว่าสึกและคนละคำกับคำว่าสมัครใจลาสิกขา เพราะให้สละสมณเพศคือทางต้องสละแม้ว่าจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม ทั้งหมดมีวิธีปฏิบัติอยู่แล้ว ไม่ซับซ้อนอะไร” นายวิษณุกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนี้จะทำให้ประชาชนตั้งคำถามหรือไม่ว่าจะสามารถนับถือพระสงฆ์ได้หรือไม่ เพราะแม้แต่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ยังมีคดีเช่นนี้เกิดขึ้น นายวิษณุกล่าวว่า เหมือนที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ และนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลเรื่องนี้พูดเมื่อวานนี้ใครๆ ก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้มีมานานแล้ว มีเสมอในทุกศาสนา แต่หากเราไปสะดุ้งสะเทือนหมดอาลัยตายอยากเลิกนับถือพระพุทธศาสนาด้วยเหตุแบบนี้ บรรพบุรุษของเราก็คงไม่สามารถรักษาศาสนาได้มาจนถึงปัจจุบัน แต่เพราะบรรพบุรุษไม่คิดแบบนั้น เหตุเกิดที่ไหนก็จัดการตรงนั้นให้จบ บ้านช่องไม่สะอาดก็ปัดกวาดเสีย ถ้าบ้านช่องไม่สะอาดถึงขนาดรื้อบ้านก็คงไม่คุ้ม
เมื่อถามว่า ครั้งนี้ถึงขั้นต้องสังคายนาวงการสงฆ์หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า อย่าไปพูดว่าสังคายนา เพราะคำนี้เป็นคำพิเศษ ที่หมายความถึงกรณีที่ต้องมีการประชุมพระสงฆ์ เพื่อตรวจสอบพระไตรปิฎกว่ามีความฟั่นเฟือนวิปริตหรือไม่อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำยาก แต่อาจทำคล้ายๆ สังคายนาได้คือประชุมตรวจสอบตกลงกติกาวิธีปฏิบัติ คิดว่าเรื่องนี้มหาเถรสมาคม (มส.) น่าจะนำไปดำเนินการได้
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะมีแนวทางดูแลเรื่องพุทธพาณิชย์อย่างไร นายวิษณุกล่าวว่า พุทธพาณิชย์เป็นคำเรียกกันในความหมายว่าได้มีการนำเอาศาสนา ศาสนวัตถุหรือศาสนบุคคลมาค้าขายหากำไร เป็นเรื่องที่สะเทือนใจชาวพุทธและต้องจัดการกันต่อไป บางเรื่องมีกฎเกณฑ์ที่ควบคุมอยู่แล้วแต่บางเรื่องอาจไม่มี บางเรื่องที่มีกฎเกณฑ์ควบคุมอยู่ก็อาจมีช่องว่างให้หลีกเลี่ยงออกไปได้ แต่ถ้าเราเข้มงวดหน่อยก็สามารถทำได้ คิดว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีในการทำอะไรให้บริสุทธิ์ผุดผ่องมากขึ้น
เมื่อถามว่าต่างประเทศจะเข้าใจระบบการดำเนินการในครั้งนี้ของประเทศไทย หรือไม่เพราะเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องใหม่ แต่ถ้าเขาสงสัยก็สามารถชี้แจงได้ว่า 1.เรื่องนี้มีการกลั่นแกล้งหรือไม่ 2.กระทบสิทธิมนุษยชนหรือไม่ หรือ 3.ล่วงล้ำเสรีภาพในการนับถือศาสนาหรือไม่ ซึ่งฝรั่งเขาถือเรื่องนี้ ถ้าอธิบาย 3 ข้อนี้ได้ก็ไม่มีปัญหาสำหรับต่างประเทศ เมื่อถามว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนแก่วงการสงฆ์หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า เป็นบทเรียนที่ควรตระหนัก สังวรณ์ และระมัดระวัง พระผู้ใหญ่บางรูปก็ระมัดระวังดีอยู่แล้ว ให้ไปดูจริยวัตรของพระสังฆราชที่สวยสดงดงาม ท่านเตือนอะไรก็เป็นปิยวาจา
ที่มา : มติชนออนไลน์