Skip to content

“3 ธนาคารรัฐ” ปูพรมสินเชื่อบ้าน สบจังหวะแบงก์พาณิชย์ชะลอปล่อยกู้

28 ก.ย. 2567 | 09:34น.
“3 ธนาคารรัฐ” ปูพรมสินเชื่อบ้าน สบจังหวะแบงก์พาณิชย์ชะลอปล่อยกู้

ช่วงนี้สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยไม่ค่อยดีนัก สะท้อนจากสินเชื่อบ้านตามข้อมูลของ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ที่รายงานว่า สินเชื่อบ้านในระบบสถาบันการเงินไทยยังชะลอตัวสอดคล้องกับภาวะอ่อนแอของตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวม ทั้งนี้ หากมองเฉพาะในระบบแบงก์ สินเชื่อบ้านระบบแบงก์เติบโตเพียง 0.8% ต่อปี (YOY) ในไตรมาส 2/2567 ทำให้ภาพรวมในปี 2567 อาจเติบโตไม่เกิน 1.2% นับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 23 ปี

อย่างไรก็ดี ในภาวะที่แบงก์พาณิชย์พากันชะลอปล่อยสินเชื่อบ้านนั้น จึงเป็นจังหวะของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ที่ช่วงนี้จะเห็นถึงการออกโปรโมชั่นสินเชื่อบ้านอย่างต่อเนื่อง ทั้งธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่มีหน้าที่ปล่อยสินเชื่อบ้านโดยตรงอยู่แล้ว ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

เริ่มจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่มีทั้ง “สินเชื่อบ้าน 71 ปี ธอส.” วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำ 6 เดือนแรก เพียง 0.71% ต่อปี, เดือนที่ 7-24 เท่ากับ 2.71% ต่อปี, ปีที่ 3 เท่ากับ 3.71% ต่อปี (เฉลี่ย 3 ปีแรก 2.71%) ผ่อนชำระนานสูงสุด 40 ปี กรณีกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนเริ่มต้นเพียง 2,400 บาท/เดือน

โดย “กมลภพ วีระพละ” กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่า มีลูกค้าให้ความสนใจยื่นขอสินเชื่อแล้วกว่า 27,600 ล้านบาท ขอสินเชื่อได้จนถึง 30 ธ.ค. 2567

อีกโครงการ “สินเชื่อบ้าน DD (ดี๊ดีย์)” วงเงิน 50,000 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจากผู้ประกอบการโครงการจัดสรร (Developer) ที่มีข้อตกลงร่วมกับธนาคาร อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ 1.90%, ปีที่ 2 เท่ากับ 2.90% และปีที่ 3 เท่ากับ 3.60% (เฉลี่ย 3 ปีแรก 2.80%) ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี กรณีกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระเงินงวดเริ่มต้น 3,000 บาทต่อเดือน ระยะเวลายื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมถึงวันที่ 30 ธ.ค.นี้

ล่าสุด ธอส.ได้ร่วมมือกับสำนักงานประกันสังคม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ประกันตน พ.ศ. 2567” โดยได้จัดกรอบวงเงิน 10,000 ล้านบาท ปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ 5 ปีแรก เพียง 1.59% ต่อปี, ปีที่ 6-8 เท่ากับ MRR -2.00% ต่อปี และปีที่ 9 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR -0.50% ต่อปี ให้กับผู้ประกันตนตามมาตรา 33, 39 หรือ 40 ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนจะต้องลงทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคม ผ่านทาง Application SSO PLUS เพื่อขอหนังสือรับรองสถานะความเป็นผู้ประกันตน และลงลำดับคิวเพื่อรับสิทธิเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2567 พร้อมนำเอกสารส่วนตัว เอกสารแสดงรายได้ และเอกสารหลักประกัน มายื่นขอสินเชื่อได้ที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. 2567-30 ธ.ค. 2568

ขณะที่ธนาคารออมสินได้ออกโครงการ “สินเชื่อบ้านออมสินเพื่อคนไทย” สำหรับบุคคลทั่วไป เพื่อซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ห้องชุด หรือปลูกสร้างที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

“วิทัย รัตนากร” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า สินเชื่อบ้านออมสินเพื่อคนไทย จะคิดดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 1.95% เฉลี่ย 3 ปี 2.95% พร้อมทางเลือกเงินงวดผ่อนชำระปีที่ 1 ล้านละ 2,500 บาทต่อเดือน ปีที่ 2 ล้านละ 3,500 บาทต่อเดือน และปีที่ 3 ล้านละ 4,500 บาทต่อเดือน หลังจากนั้น 8,200 บาทต่อเดือน สำหรับกรณีผู้กู้ประสงค์ทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองวงเงินสินเชื่อ โดยวงเงินกู้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด

ขณะเดียวกัน ออมสินยังมี “สินเชื่อเคหะดอกเบี้ยต่ำ” ผ่อนสบาย อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเคหะ กลุ่มลูกค้าทั่วไป ที่มีรายได้ประจำ (ไม่จำกัดรายได้) หรือรายได้อิสระ ที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป สำหรับกลุ่มวิชาชีพเฉพาะ/กลุ่มลูกค้าที่สังกัดหน่วยงานที่มีข้อตกลงกับธนาคาร (MOU) และวงเงินกู้สินเชื่อเคหะตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีต่ำสุดอยู่ที่ 3.09% สามารถยื่นคำขอกู้กับธนาคารออมสินได้ถึงวันที่ 15 พ.ย. 2567 นี้

นอกจากนี้ ออมสินยังมี “สินเชื่อเคหะ Refinance” ที่คิดดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.99% ต่อปี โดยเปิดให้ยื่นกู้จนถึงวันที่ 15 พ.ย. 2567 นี้

ด้านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดตัว “สินเชื่อเคหะ เพื่อที่อยู่อาศัย BAAC Housing Loans” ฉลองวันครบรอบสถาปนา ธ.ก.ส. คนที่กู้ได้ คือ เกษตรกรและบุคคลในครอบครัว บุคลากรภาครัฐ หรือพนักงานองค์กร คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ 5 ปีแรก เพียง 2.99% ต่อปีเท่านั้น ผ่อนชำระได้นานสูงสุด 40 ปี โดยจะเริ่มให้กู้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้

“ฉัตรชัย ศิริไล” กรรมการผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธนาคารออกสินเชื่อเคหะ ซึ่งเป็นสินเชื่อนอกภาคการเกษตร ไม่ได้มุ่งเรื่องการแข่งขัน แต่เพื่อเป็นการ Secure Port (ทำให้พอร์ตสินเชื่อมั่นคงปลอดภัย) เป็นสำคัญ

จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ธนาคารพาณิชย์พากันแตะเบรกชะลอปล่อยสินเชื่อบ้าน แบงก์รัฐจะมีบทบาทในการเข้ามาทำหน้าที่เติมในส่วนที่ขาดหายไปมากขึ้น