Skip to content

ธปท.ชี้ เศรษฐกิจส.ค.ทรงตัว แม้ส่งออกโต 3.6% แต่ภาคท่องเที่ยว-ลงทุนชะลอ

30 ก.ย. 2567 | 17:04น.
ธปท.ชี้ เศรษฐกิจส.ค.ทรงตัว แม้ส่งออกโต 3.6% แต่ภาคท่องเที่ยว-ลงทุนชะลอ

ธปท.เผยเศรษฐกิจเดือนสิงหาคมทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า ชี้จำนวนนักท่องเที่ยวชะลอลง 6.7% และการลงทุนลดลง 3.3% ด้านส่งออกขยายตัว 3.6% การบริโภคขยายตัวเล็กน้อย 0.5% เกาะติดภาคผลิตอุตสาหกรรม-ส่งออก มองเป็นปัจจัยชั่วคราว

วันที่ 30 กันยายน 2567 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจเดือนสิงหาคม 2567 ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยจำนวนนักท่องเที่ยวปรับลดลง 6.7% ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ลดลง ได้แก่ มาเลเซีย และจีน หลังจากเร่งไปก่อนหน้านี้ แต่มีบางกลุ่มที่ปรับเพิ่มขึ้น เช่น ญี่ปุ่น และอินเดีย ขณะที่รายรับทรงตัว -0.1% เทียบเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายต่อวันปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ภาพรวมรายรับจากท่องเที่ยวทรงตัว

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปรับลดลง 3.3% ตามเครื่องจักรและอุปกรณ์ ซึ่งลดลงตามมอเตอร์ไฟฟ้า ด้านสินค้าทุน ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ เครื่องจักร และยอดขายรถยนต์กระบะ และรถเชิงพาณิชย์ 7 ที่นั่ง ส่วนภาคก่อสร้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามการจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง สะท้อนผ่านความเชื่อมั่นด้านการลงทุนปรับลดลง โดยเฉพาะภาคผลิตอุตสาหกรรมปรับลดลง 3% ส่วนหนึ่งมาจากสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง และหมวดยานยนต์ที่ปรับลดลงชัดเจน

ส่วนภาคการส่งออก (ไม่รวมทองคำ) ปรับเพิ่มขึ้น 3.6% มาจากการส่งออกสินค้าเกษตร และเกษตรแปรรูป ส่วนภาคการบริโภคปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.5% ตามการใช้จ่ายสินค้าไม่คงทน อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังปรับลดลงต่อเนื่องจากความกังวลด้านค่าครองชีพ สถานการณ์น้ำท่วม และปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ส่วนปัจจัยสนับสนุน คือความชัดเจนทางการเมือง

ด้านตลาดแรงงานปรับดีขึ้น โดยผู้ประกันตามมาตรา 33 เพิ่มขึ้นทุกสาขา ภาคผลิต อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ผู้ขอรับสิทธิว่างงานรายใหม่ปรับดีขึ้น มีคนขอรับสิทธิน้อยลง ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐปรับดีขึ้น ทั้งในส่วนการใช้จ่ายประจำ และการลงทุนตามการเบิกจ่ายลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และชลประทาน

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนสิงหาคมปรับลดลงมาอยู่ที่ 0.35% จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 0.83% เป็นผลของฐานปีก่อน และราคาน้ำมันที่ปรับราคาลดลงตามตลาดโลก และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับจาก 0.52% มาอยู่ที่ 0.62% เพิ่มขึ้นตามราคาอาหารสำเร็จรูปที่ส่งผ่านต้นทุนจากผู้ประกอบการ

ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์ ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนเกินดุล 0.1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเกินดุลตามดุลการค้าจากการนำเข้าที่ปรับลดลง ส่วนดุลบริการและเงินโอนลดลงมาจากค่าใช้จ่ายด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้จ่ายอยู่แล้ว

”มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงเกื้อหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและบริการ อย่างไรก็ดี ต้องติดตามการฟื้นตัวของภาคการผลิต และการส่งออก เนื่องจากตัวเลขที่ปรับดีขึ้นเกินคาด 2 เดือนเป็นผลมาจากปัจจัยชั่วคราว รวมถึงติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลงทุนของภาครัฐ และสถานการณ์น้ำท่วมและความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์“