คอลัมน์ : สัมภาษณ์
อำเภอท่าศาลา ถือเป็นแหล่งปลูกโกโก้สำคัญของภาคใต้ ที่ผ่านมาเกษตรกรเจ้าของสวนโกโก้ส่วนหนึ่งได้ผันตัวเองมาทำธุรกิจแปรรูปครบวงจรขนาดเล็ก “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “ธวัชชัย เสพย์ธรรม” เจ้าของสวนโกโก้ ต.สระแก้ว อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ถึงแผนการปรับตัว การทำตลาด และก้าวต่อไปในอนาคต
พ่อค้ากดราคาซื้อต่ำกว่าทุน
โดยธวัชชัย เล่าว่า อ.ท่าศาลา ถือเป็นแหล่งปลูกโกโก้สำคัญของภาคใต้ นับตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปัจจุบัน ได้มุ่งพัฒนาสวนโกโก้กว่า 60 ไร่ ให้ได้ผลสดตามมาตรฐาน มุ่งเน้นส่งเข้าโรงงานแปรรูปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดชุมพร ต่อมาโรงงานปิดตัวลง ไม่มีการซื้อขายกว่า 1 ปี ชาวบ้านใกล้เคียงต่างโค่นต้นโกโก้ทิ้ง จนเหลือแต่สวนของตนเอง
ต่อมาตลาดโกโก้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการขยายพันธุ์ไปทั่วประเทศ การซื้อ-ขายต่างถึงจุดอิ่มตัว ราคาที่ขายได้ไม่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต เราได้เปิดเสนอราคารับซื้อเมล็ดแห้งอยู่ที่กิโลกรัมละ 180 บาท ซึ่งมองว่าราคาจริงควรไม่ต่ำกว่า 160 บาท/กก. ทำให้ไม่มีพ่อค้าคนกลางรับซื้อ โดยราคาที่พ่อค้าคนกลางรับซื้อ อิงจากราคาของตลาดโลก แต่ด้วยประเทศไทยมีข้อจำกัดด้านต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า ทั้งค่าแรง ค่าปุ๋ย ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ ดังนั้นจึงทำให้เราไม่สามารถอิงราคาขายกับตลาดโลกได้

หันแปรรูปผลิตภัณฑ์
ธวัชชัยบอกว่า จนกระทั่งปี 2563 การเน้นขายเพียงเมล็ดแห้งผ่านพ่อค้าคนกลางไม่ตอบโจทย์เหมือนเดิม เมื่อพบว่าราคาที่ได้มันไม่สมดุลกับต้นทุนการผลิต และตลาดโกโก้ที่มีไม่สัมพันธ์กับปริมาณผลผลิตในสวน จึงได้มุ่งแปรรูปโกโก้จากผลสดให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยทำเองทั้งหมด ภายใต้แบรนด์ “ท่าหลาโกโก้ (TALA COCOA)” ทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ไอศกรีม เค้ก และชาเพื่อสุขภาพ ไม่แต่งสารเจือปน ปลอดภัยต่อผู้บริโภค 100%
มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยดูแล ทั้งด้านการคำนวณต้นทุน การแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้า การขอขึ้นทะเบียน อย. และการขอเครื่องหมายรับรองฮาลาล เป็นต้น
นอกจากนี้ การสร้างโรงตากเมล็ดโกโก้ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีความชื้นสูงกว่า 80-90% โดยใช้มาตรฐานเดียวกับเมล็ดกาแฟ เป็นลักษณะห้องปิดมิดชิด โดยเพิ่มอุณหภูมิ ลดความชื้นให้ได้มากที่สุด

ในช่วงแรกที่ก้าวขาออกมา ก็กล้า ๆ กลัว ๆ เพราะเราไม่รู้เลยว่าคนจะตอบรับความเป็นธรรมชาติ (Natural) หรือวัตถุดิบที่ไม่มีแต่งเติมแบบนี้มากน้อยเพียงใด ดังนั้นเกษตรกรทุกคนจำเป็นต้องมีความรู้ด้านการคำนวณต้นทุนให้บาลานซ์กับราคาขาย เพราะถ้าหากสุดท้ายแล้วเกษตรกรอยู่ไม่ได้ ก็ต้องเกิดการโค่นทิ้ง
ที่ผ่านมามีแบรนด์ช็อกโกแลตแบรนด์หนึ่งได้นำผลโกโก้ไปแปรรูปส่งต่างประเทศจนได้รางวัล ทำให้โกโก้ท่าศาลา นครศรีธรรมราช กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง จึงอาศัยจังหวะนี้ออกตลาดให้ทุกคนรับรู้ว่า ภายใต้แบรนด์ “ท่าหลาโกโก้ เรามีที่มาที่ไปที่ชัดเจน เรามีแหล่งปลูกจริง ๆ แล้วต้นโกโก้มีอายุเก่าแก่ที่ยังเหลืออยู่ที่ควรจะอนุรักษ์เอาไว้ เราไม่จำหน่ายต้นพันธุ์ เนื่องจากพื้นที่ท่าศาลา เป็นแหล่งปลูกแล้ว หากมีการปลูกบูมทั่วประเทศแบบในอดีต เกรงว่าจะไม่มีคนรับซื้อที่เพียงพอ รวมถึงตนไม่มีกําลังพอไปรับซื้อจากคนที่ขายต้นพันธุ์ให้
จีน-อินเดียจีบซื้อผลผลิต
ในปีที่ผ่านมา เก็บผลสดได้ถึง 15 ตัน มีเมล็ดแห้งที่พร้อมแปรรูป กว่า 2 ตัน นอกจากนี้ยังได้ร่วมรับซื้อผลสดของญาติพี่น้องมาร่วมผลิต เฉลี่ยปีละ 5-6 ตันเท่านั้น เน้นการแปรรูปจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในจังหวัด ถึงแม้จะมีตลาดอินเดีย และจีน เข้ามาเสนอรับซื้อเมล็ดโกโก้ 120/กก. รวมถึงมีบริษัทพยายามเข้ามาขอให้รับจ้างผลิต (OEM) กว่า 3 ราย แต่ด้วยปัจจัยด้านกำลังการผลิตที่มีจำกัดจึงไม่สามารถทำได้
กลุ่มโกโก้แปลงใหญ่สระแก้ว เป็นกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ ต.สระแก้ว อ.ท่าศาลา ได้รวมกลุ่มกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ช่วยกันพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ รวมถึงมีการรับซื้อผลสดกันภายในกลุ่ม โดยผลโกโก้ที่ได้มาตรฐานจะอยู่ที่ 3-4 ลูก/กก. ขณะนี้ราคาผลสดตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 8-10 บาท/กก. ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรยังพอได้กำไร ถ้าหากเป็นต้นที่เก่าแก่ พื้นที่อุดมสมบูรณ์ จะได้ผลผลิตตามมาตรฐาน

จี้รัฐส่งเสริมผลิต-หาตลาด
ปัจจุบันโกโก้ของไทยยังค่อนข้างน้อย ส่วนหนึ่งเพราะดีมานด์ และซัพพลายในประเทศยังน้อย จึงต้องใช้เมล็ดโกโก้จากต่างประเทศ ตลาดโกโก้ในไทยไม่ได้เปิดกว้างแบบตลาดกาแฟ ถึงแม้จะมีการปลูกมา 30-40 ปี แต่ยังเสียเปรียบเรื่องปริมาณการผลิต เพราะขาดการพัฒนาด้านเทคโนโลยี
ขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างเป็นเจ้าแห่งวงการโกโก้ที่มีผลผลิตมากที่สุดในเอเชีย ซึ่งจะต้องรอดูอีก 3-4 ปีว่าตลาดจะเป็นอย่างไรต่อไป ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ในขณะนี้คือต้องการให้รัฐส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องกระบวนการผลิตและการวางแผนตลาดที่ถูกต้อง รวมถึงการปรับปรุงคุณภาพให้พร้อมออกสู่ตลาด

ความเป็นจริงแล้ว เกษตรกรไม่ได้อยากแปรรูปหรือการทำตลาดเอง แต่ต้องการเพียงการขายผลสดในราคาที่ไม่ขาดทุนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจำเป็นต้องมีเป้าหมายในเรื่องสินค้าเกษตรที่ชัดเจน ทั้งเรื่องราคาและตลาดที่แน่นอน เพราะขณะนี้ยังไม่มีใครมารับประกันเรื่องเหล่านี้ได้ รวมถึงความรู้ด้านเทคโนโลยียังคงเป็นสิ่งสำคัญที่เกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้กันต่อไป