เกาหลีใต้แซงอินเดีย ขึ้นแท่นตลาดหุ้นใหญ่อันดับ 6 ของโลก
เกาหลีใต้ ได้รับแรงหนุนจากลงทุนในตลาดเอไอ ขึ้นเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 6 ของโลก โดยมีมูลค่าตลาดรวมที่ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าตลาดอินเดียซึ่งมีมูลค่าตลาดรวม 4.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ตลาดหุ้นเกาหลีใต้แซงหน้าตลาดหุ้นอินเดียขึ้นมาเป็นอันดับที่ 6 ของโลก โดยได้รับแรงหนุนจากบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ในประเทศ ซึ่งขับเคลื่อนการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ทั่วโลก
ในปี 2026 นี้ มูลค่าตลาดรวมของบริษัทจดทะเบียนในเกาหลีใต้พุ่งสูงขึ้น 86% อยู่ที่ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 162.8 ล้านล้านบาท) ขณะที่ของอินเดียลดลงเหลือ 4.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 156.3 ล้านล้านบาท) โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งสูงขึ้น เกิดจากบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และ เอสเค ไฮนิกซ์ ที่เพิ่งเข้าสู่กลุ่มบริษัทที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.5 ล้านล้านบาท)
จุดเปลี่ยนสำคัญของเกาหลีใต้ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนกำลังมุ่งไปที่การลงทุนในตลาดเอไอและซัพพลายเออร์ที่เกี่ยวข้องกับเอไอ
ทั้งเกาหลีใต้และไต้หวัน สองประเทศเอเชียซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตชิป กำลังเปลี่ยนแปลงอันดับตลาดหุ้นโลก ด้วยการดึงดูดความสนใจนักลงทุนผ่านอิทธิพลมหาศาลในเศรษฐกิจเอไอ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของตลาดที่ร้อนแรงเกินไป
เจอรัลด์ กัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Reed Capital Partners ซึ่งเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์สัญชาติสิงคโปร์ กล่าวว่า การที่ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น เน้นย้ำถึงความสำคัญต่อเนื่องของบริษัทเทคโนโลยีเกาหลีใต้ ในกระแสคลื่นนวัฒกรรมเทคโนโลยีลูกใหม่
“นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงเงินทุนไหลเวียนทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจเอเชีย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกบดบังด้วยตลาดตะวันตก แต่ในปัจจุบันกำลังมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้นในการกำหนดอนาคตของเทคโนโลยีและการเติบโต” กันกล่าว
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้รับประโยชน์จากแรงหนุนสองทาง โดยนโยบายปฏิรูปองค์กรของประธานาธิบดีอี แจมยอง ผู้นำเกาหลีใต้ สอดคล้องกับการที่เอไอกลายเป็นธีมการลงทุนที่โดดเด่น ทำให้ดัชนี KOSPI (ดัชนีราคาหุ้นหลักของตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้) ทะลุเป้าหมายของประธานาธิบดี ที่ 5,000 จุดไปแล้วเมื่อต้นปีนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์วอลล์สตรีทกำลังคาดการณ์เป้าหมายที่ 10,000 จุด
อย่างไรก็ดี เนื่องจากการกระจุกตัวของกำไรในหุ้นเพียงไม่กี่ตัว ดังนั้น รอสส์ แมคการ์รี นักวิเคราะห์การลงทุนอาวุโสของ Asset Value Investors ซึ่งเป็นบริษัทจัดการลงทุนอิสระจากลอนดอน จึงเตือนว่า แม้จะเป็นก้าวสำคัญที่น่าทึ่ง แต่เกาหลีใต้จะต้องทำให้สำเร็จจริง ๆ
“การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นในปีนี้ ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรชิปหน่วยความจำอย่างมาก โดยเฉพาะกับซัมซุงและเอสเค ไฮนิกซ์ แต่การทดสอบที่แท้จริงคือ เกาหลีใต้จะสามารถรักษาระดับการปรับตัวขึ้นนี้ไว้ได้หรือไม่ ผ่านการปฏิรูปธรรมาภิบาลองค์กร” แมคการ์รีกล่าว
ขณะเดียวกัน หุ้นของอินเดียถูกฉุดลงด้วยค่าเงินรูปีที่อ่อนแอลง การไหลออกของเงินทุนต่างประเทศเป็นประวัติการณ์ และการขาดแคลนบริษัทที่เชื่อมโยงโดยตรงกับโครงสร้างพื้นฐานเอไอ
นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ก็ยังกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและบดบังโอกาสในการเติบโตของอินเดีย ทำให้กองทุนทั่วโลกเทขายหุ้นไปประมาณ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.46 แสนล้านบาท) ในปีนี้ ดัชนีหุ้นอินเดียลดลงประมาณ 11% นับเป็นการลดลงรายปีครั้งแรก หลังจากที่เพิ่มขึ้นมาตลอดกว่าทศวรรษ
“เรื่องราวการเติบโตของอินเดีย เริ่มดึงดูดนักลงทุนได้น้อยลง เนื่องจากประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นทั้งภายในและภายนอก ในขณะเดียวกัน ความบกพร่องด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีมายาวนาน ยังคงบั่นทอนความทะเยอทะยานของอินเดีย สู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง” กันกล่าว
อย่างไรก็ดี ตามการประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แม้เกาหลีใต้จะมีมูลค่าตลาดสูงกว่าแล้ว แต่เศรษฐกิจอินเดียที่มีมูลค่ากว่า 4.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 135.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ก็ยังคงเหนือกว่าเกาหลีใต้ที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 1.93 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 62.8 ล้านล้านบาท)
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก 10 อันดับ ได้แก่ 1. สหรัฐ 2. จีน 3. ญี่ปุ่น 4. ฮ่องกง 5. ไต้หวัน 6. เกาหลีใต้ 7. อินเดีย 8. แคนาดา 9. อังกฤษ 10. ฝรั่งเศส