เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
Business ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
Biz Movement แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
“CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
Tech “CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
Economic ‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
SD Talk จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
Economic คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
Economic วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
เศรษฐกิจภูมิภาค ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
World มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
ดูทั้งหมด

เลิกรัฐอุ้ยอ้าย ‘อ.ทีปกร’ จี้ผ่าตัดใหญ่ ใช้ AI เปลี่ยนเป็น ‘รัฐขนาดเล็กแต่ทรงพลัง’

06 ก.ย. 2569 | 09:34น.

เปิดสัญญาณเตือนภัยการคลัง! ‘รศ.ดร.ทีปกร’ ชำแหละงบฯ บุคลากรจ่อทะลุ 40% จี้รัฐฟิตหุ่น หนีกับดักสังคมสูงวัย ผ่าตัดด้วย AI-Data เปลี่ยนเป็น ‘รัฐขนาดเล็กแต่ทรงพลัง’

บนเวทีเสวนา “ปฏิรูปข้าราชการ Firming Thailand?” จัดโดย Social Asks TU Acts ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ รศ.ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย หัวหน้าหน่วยวิจัยด้านการวิเคราะห์ทางปัญญาประดิษฐ์เชิงลึกและเศรษฐมิติขั้นสูง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอฉากทัศน์วิกฤตการคลังของประเทศไทยในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ พร้อมชี้ให้เห็นความท้าทายเรื่อง “ความยั่งยืนทางการคลัง” และทางออกด้วยการปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐผ่าน AI และเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่าน

สัญญาณเตือนภัยการคลัง งบฯ บุคลากรทะลุ 40% จ่อชน “กับดักสวัสดิการ”

รศ.ดร.ทีปกร ฉายภาพสถานการณ์ปัจจุบันว่า หัวใจสำคัญและเป็นความท้าทายที่สุดของประเทศในขณะนี้คือเรื่องความยั่งยืนทางการคลัง เนื่องจากตัวเลขรายจ่ายภาครัฐในส่วนของบุคลากรและสวัสดิการข้าราชการพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและน่ากังวล

ปัจจุบัน รายจ่ายส่วนนี้—ซึ่งครอบคลุมทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการต่างๆ—มีสัดส่วนกินพื้นที่งบประมาณประจำปีไปเกือบ 40% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงมากจนเข้าไปเบียดบังงบประมาณในส่วนของการลงทุนและการพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรไทยที่กำลังเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ข้าราชการมีอายุยืนยาวขึ้น ส่งผลให้ภาระรายจ่ายผูกพันระยะยาว เช่น งบบำนาญและสวัสดิการรักษาพยาบาล ยิ่งเพิ่มสูงเป็นเงาตามตัว

ในทางตรงกันข้าม ฐานรายได้จากการจัดเก็บภาษีกลับมีแนวโน้มลดลงตามจำนวนประชากรวัยทำงานที่น้อยลง รศ.ดร.ทีปกร เตือนว่า นี่คือสถานการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “กับดักทางการคลัง”

“หากเราไม่มีการปฏิรูปอัตรากำลังและการทำงานของภาครัฐในตอนนี้ ในอนาคตงบประมาณส่วนใหญ่ของประเทศจะต้องถูกนำไปใช้เพียงเพื่อดูแลบุคลากรภาครัฐ จนไม่เหลือเงินไปทำนโยบายสวัสดิการเพื่อประชาชนกลุ่มอื่น หรือลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ของประเทศเลย”

เป้าลดคน 15% ภายในปี’75 ต้องผ่าตัดด้วย AI และ Data Ecosystem

สำหรับทางออกและการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ (To-be) รศ.ดร.ทีปกร มองว่า นโยบายการลดอัตรากำลังข้าราชการลง 15% ภายในปี 2575 ถือเป็นเป้าหมายที่มีความจำเป็นและท้าทายอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การลดจำนวนคนจะต้องไม่ทำให้คุณภาพหรือประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนลดลง

หัวใจสำคัญของการแก้โจทย์นี้คือ การนำ AI และ Digital Transformation เข้ามาปรับปรุงและรื้อกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด (Re-engineering)

รศ.ดร.ทีปกร ระบุว่า งานราชการจำนวนมากในปัจจุบันยังคงเป็นงานรูทีน งานเอกสาร หรืองานประมวลผลข้อมูล ซึ่งเป็นรูปแบบงานที่ AI สามารถทำได้ดีกว่า แม่นยำกว่า และรวดเร็วกว่ามนุษย์หลายเท่า การดึง AI เข้ามาเสริมจะช่วยยกระดับผลิตภาพต่อหัว (Productivity) ของข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบให้สูงขึ้น ส่งผลให้ภาครัฐสามารถลดจำนวนบุคลากรลงได้ โดยที่เนื้องานกลับได้ปริมาณมากขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้น

ทว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งลงมือทำเป็นอันดับแรกคือ การสร้าง Data Ecosystem หรือการทำให้ข้อมูลของภาครัฐสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้จริง

“AI จะทำงานได้ต้องมีฐานข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน หากข้อมูลยังกระจัดกระจายและแยกกันอยู่ตามกรมต่างๆ การปฏิรูปก็จะเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ เราต้องส่งเสริมเรื่อง Open Data เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการคอร์รัปชันและเพิ่มความโปร่งใสไปพร้อมกัน”

3 ยุทธศาสตร์ How-to รื้อระบบจ้างงาน-ลงคลาวด์กลาง-UpSkill คน

ในส่วนของข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐ (How-to) รศ.ดร.ทีปกร ได้เน้นย้ำ 3 ประเด็นหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่:

  1. ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานให้ยืดหยุ่น: ภาครัฐไม่จำเป็นต้องจ้างบุคลากรทุกคนเป็นข้าราชการตลอดชีพในทุกตำแหน่ง ควรเพิ่มความยืดหยุ่นด้วยการจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialist) เข้ามาทำงานเป็นรายโครงการ หรือใช้รูปแบบการจ้างงานใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อตัดลดภาระงบประมาณผูกพันระยะยาวในรูปแบบบำนาญ
  2. ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI กลาง: รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างระบบคลาวด์กลาง (Central Cloud) และพัฒนาโมเดล AI กลางที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงานบริการภาครัฐ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการจัดซื้อจัดจ้างเทคโนโลยีในแต่ละหน่วยงาน และช่วยให้การเปลี่ยนผ่านระดับประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  3. พัฒนาทักษะบุคลากร (Reskill/Upskill): ต้องเตรียมความพร้อมให้ข้าราชการที่เหลืออยู่สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปฏิรูปคนไม่ใช่แค่การคัดคนออกจากระบบ แต่คือการยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรให้สูงขึ้น เพื่อใช้เทคโนโลยีในการตัดสินใจและให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

ออกแบบรัฐขนาดเล็กแต่ทรงพลัง

รศ.ดร.ทีปกร สรุปทิ้งท้ายว่า การปฏิรูปข้าราชการในครั้งนี้จะต้องไม่หยุดอยู่แค่การทำให้บรรลุเป้าหมายตัวเลขลดคน 15% เท่านั้น แต่คือการรื้อโมเดลการทำงานของภาครัฐทั้งหมด

“การปฏิรูปข้าราชการในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การลดจำนวนคนตามเป้าหมายตัวเลข 15% เท่านั้น แต่คือการปรับโมเดลการทำงานของภาครัฐให้เป็น ‘รัฐที่เล็กลงแต่ทรงพลังมากขึ้น’ โดยใช้เทคโนโลยีและ AI เป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน เพื่อความยั่งยืนทางการคลังและเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน”