แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เปิดตัวหนังสือ “The Future of Thailand: Next Move โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ” แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยการมี เศรษฐกิจภายใน ,กระจายความเสี่ยง และต้องรวมกลุ่มหาฉันมติในบางเรื่อง ด้านแฟนหนังสือต่อคิวล้นรอแจกลายเซ็นต์คึกคัก
งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 เปิดเวทีกลาง ชวนพูดคุยกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถึงทางเลือกและข้อเสนอสำหรับอนาคตประเทศไทย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมตั้งคำถามถึงทิศทางที่ประเทศไทยควรเดินต่อ เพื่อให้ประเทศเติบโตไปพร้อมกับประชาชน ใน กิจกรรมเปิดตัวหนังสือ “The Future of Thailand: Next Move โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ”
เขาเริ่มต้นเล่าถึงชีวิตในขณะนี้ที่ได้ไปทำงานที่ แคนาดา “จริงๆที่ตัดสินใจไปอยู่แคนาดาเพราะหนังสือเล่มนี้ 1 ปีที่ผ่านมาโลกเปลี่ยนไปเยอะมาก มีเรื่องเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์มีหลายประเทศที่คล้ายเคียงกับประเทศไทย แคนาดาเด่นมากในเรื่องนี้ จึงคิดว่านอกจากการอยู่ที่บอสตันแล้ว แคนาดากับอาเซียนก็เป็นที่น่าสนใจ ระหว่างที่ประเทศมหาอำนาจกำลังต่อกรกันอยู่แคนาดาพุ่งขึ้นมา เมื่อเขาชวนไป เราจึงตัดสินใจไป เพราะอยากไปดูเรื่องความสัมพันธ์การปกครองต่างๆ มีระเบียบโลกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นมา ไม่ควรจะให้ประเทศมหาอำนาจเพียง 2-3 ประเทศ มีบทบาทในโลก จึงย้ายมาอยู่แคนาดา”

พิธีกรจึงยิงคำถามสำคัญว่า เมื่อพูดถึงการเมืองหลายคนยังคิดถึง “ทิม พิธา” ยังนับวันนับเดือนที่เขาจะได้กลับมา
นายพิธา เผยว่า เหลืออีก 93 เดือนในช่วงเวลาที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง เขาใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ทำความเข้าใจกับระเบียบโลกใหม่ เข้าใจกับผู้เล่น และพยายามทำความเข้าใจกับคนรุ่นใหม่ ย้ายจากแคมเปญมาอยู่แคมปัส
เพราะเวลามี Content ต่างๆเกี่ยวกับ gen z เราพยายามถามตัวเองว่าเราเข้าใจเขามากน้อยแค่ไหน เขาต่างจากสิ่งอื่นๆยังไง ตอนนี้เราเจอคนหลากหลายไม่ว่าจะเป็นเจนใหม่ๆที่อยู่ใน บอสตัส แคนาดาหรือคนที่อยู่ในอาเซียน ขณะนี้กลายเป็นคนรุ่นผมไม่เข้าใจเด็กรุ่นใหม่ แต่คนรุ่นที่สูงอายุกว่าเรากลับเข้าใจคนรุ่นใหม่ เพราะคนรุ่นใหม่เกิดมาก็เจอมือถือเจอโควิด เจอรัฐประหาร 2 รอบ เจอโลกไม่เหมือนแบบที่เราโตมา 2 ปีที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้เข้าสภาแต่เราก็ ได้เรียนรู้กับคนรุ่นใหม่

ผมใช้เวลากลับด้านตอนนี้ ถ้าให้ผมเล่นการเมืองตามปกติตอนนี้ผมอาจจะหยุดแล้ว แต่ตอนนี้ผมไปใช้เวลาเหมือนคน 60-70 มีการหยุดพัก และการนับเวลา 93 เดือนนั้น ยังมีคดี 44 ส.ส. ที่ผมเห็นออกข่าวว่าจะเรียกผมมาให้ปากคำเป็นคนสุดท้ายในเดือนมีนาคมปีหน้า ซึ่งอาจจะโดนตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต ไม่ได้เป็นอะไรที่ต้องปิดบัง หรือต้องหลีกหนี ผมเข้าใจชะตาชีวิตการเมืองของผม ไม่ได้รู้สึกสิ้นหวัง การเมืองเป็นเรื่องกลมๆ เกิดอะไรขึ้นก็ได้ ถ้าเกิดคุณยังไม่หมดหวังและประชาชนยังต้องการ เขาจะตัดสิทธิ์อะไรไปก็ตัดใจผมไม่ได้ เวลามันจะมาถึงเองตอนนี้ผมก็ใช้เวลาศึกษาเรื่องต่างๆไป เราอยากเรียนรู้ว่าระเบียบโลกตอนนี้คนคิดกันแบบไหนภาพต่างๆเปลี่ยนไปเยอะมาก
นายพิธา กล่าวต่อว่า ผมเป็นนักเขียนที่ดีมากนะครับ 2 ปีที่ผ่านมาผมเขียนทุกอาทิตย์ไม่เคยพลาดเลยเพราะความรู้สึกมันเหมือนได้อภิปรายเหมือนส.ส. ที่อภิปรายทุกอาทิตย์ เหมือนเป็นช่องทางที่เราได้คิดได้ตกตะกอน แทนที่จะ ไปพูดในสภาเรามาเขียนในมติชนแทน เราต้องมาเรียนรู้ก่อนว่า อะไรที่โลกกำลังเปลี่ยนไป โลกเก่ากับโลกใหม่ อเมริกาทำหลายๆเรื่องที่ผมไม่คิดว่าจะเคยได้เห็น ผมก็เลยเริ่มสนใจมากขึ้นคำถามต่อมาคือเพราะอะไรเขาถึงทำแบบนั้นและคำถามที่ว่ามันกระทบกับอะไร what whom whare why
นายพิธา ระบุว่า ผมว่าสถานการณ์โลกตอนนี้ รวมได้เพียงประโยคเดียวคือ G2 M7 และพวกเราที่เหลือ G2 คือ Great Power สหรัฐฯ กับจีน ตอนปี 2006 จีดีพี สองประเทศรวมกัน เทียบเท่าเศรษฐกิจโลก 15-2 % แล้วอีก 193 ประเทศ จีดีพี 70% ปีนี้ผมว่า G2 มันเด่น เลยให้นักศึกษาไปค้นคว้า ปรากฏจาก 20% เป็น 45% ใน 20 ปี เราไม่รู้สึกถึงการเข้าขยับของเมกาฯ การเข้ามาของเศรษฐกิจจีนในระยอง ในโรงเหล็ก ในโรงงาน แอพพ์ Temu และที่ ส.ส.พรรคประชาชนต้องเจอ แล้วอีก 193 ประเทศ รวมถึงอินเดีย ญี่ปุ่น เยอรมัน เกาหลีใต้ และใต้หวัน ได้แค่ 55 % ของเศรษฐกิจมวลรวมทั้งโลก แปลว่าแค่ 2 มหาอำนาจ มีกระบวนท่าที่ส่งผลกระทบกับชีวิตเรามากกว่า
“ส่วน M7 คือ Magnificent 7 ซึ่งประกอบด้วย 7 บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ตั้งแต่ Apple, Google, Tesla ไม่ได้เป็นผู้เล่นหลัก (non-state actor) แต่มีผลกระทบกับเรามาก อยู่ในมือถือตั้งแต่ตื่นมา เราจะอ่าน เสพอะไร มันขึ้น อยู่กับ M7 ถ้าเอา ส่วนแบ่งการตลาด Merket Share มารวมกัน ใหญ่กว่าเศรษฐกิจกิจจีนอีก ดังนั้น ถ้าเรียงลำดับความใหญ่ความใหญ่ของเศรษฐกิจ อเมริกาอันดับ1, M7 อันดับ 2, จีน อันดับ 3 แสดงว่าเวลาเห็นการประชุมสำคัญ รู้สึกว่า เทคฯ CEO เหล่านี้ มีบารมีกว่ารัฐมนตรีต่างประเทศอีก เห็นอีลอนมักส์, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แสดงว่ามีพลังกำหนดอนาคตสูสีกัน แต่เรื่องที่เกี่ยวกับ AI หรือ M1 มันไม่มีใครสอน ทุกวันนี้เอาความคิดถึงทำให้สุขภาพจิตเด็ก และการศึกษาเป็นอย่างไร” นายพิธา กล่าว

นายพิธา กล่าวอีกว่า แล้วที่เหลือพวกเราอาเซียนทั้งหมดจะทำอย่างไร ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องบีบ มหาอำนาจนึงต้องการแบบนี้ อีกมหาอำนาจต้องการแบบนี้ เรื่องอุตสาหกรรมใหม่ ชุมชน ชาติพันธุ์ เช่น กรณีส่งกลับชาวอุยกูร์ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากกับรัฐบาลไทย รวมถึงเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เราทำอะไรกับมันได้บ้างหรือไม่ G2 และ M7 ถ้าคิดเป็นสัดส่วน เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก แต่ถ้ารวมทั้งหมดน่าเกือบ 60-70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก
“สหรัฐอเมริกา กับ จีน ก็มีเรื่องที่ต้องแข่งขันกันทั้งคู่ แต่ถ้าแข่งกันจนพินาศ เขาก็จะถอยมา หรือหากบางเรื่องไม่เป็นผลดีกับใคร อาจจะร่วมมือกันก็ได้ แล้วแบ่งกันดูมนแต่ละภูมิภาค แต่ผมว่าเขาสู้กันเรื่อง ‘ดิน น้ำ ลม ไฟ’ คือธาตุ แร่หายาก ในการใช้ชิปส์ เอไอ ทางจีน พม่ามีเยอะมาก เรื่องเกี่ยวกับน้ำคือ การเดินเรือ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลจีนใต้ คือแข่งเคเบิลใต้น้ำ ‘ลม’ คือ การขึ้นคลาวด์ และ ‘ไฟ’ คือ พลังงานสะอาด ที่เขาต้องซัดกันตลอดเวลา เมื่อเราเห็นเช่นนั้น จะกำหนดชะตาประเทศของเราอย่างไรบ้าง คือคำถามที่ตอบยากมาก
“ผมคิดว่าประเทศที่ทำแล้วเด่นเลยคือ ต้องมี ‘เศรษฐกิจภายใน’ Domestic Economy เราพึ่งการส่งออกนำเข้า 120 % ของ GDP แต่ส่งออกของอินโดนีเซียแค่ 30% ที่เหลือเขามีเศรษฐกิจในประเทศ พอมีเศรษฐกิจภายใน เมื่อเจอหลายเรื่องการแข่งขันการค้า เขาก็พอจะมีตัวตน เศรษฐกิจแคนาดา ภายในก็พอมี คือ กระจายความเสี่ยง ถ้าเราเพิ่งมหาอำนาจใด เมื่อเขาบีบ เราจะทำอะไรไม่ได้ ผมคิดว่า 2-3 อย่างที่ทำแล้วเห็นภาพชัดคือ เศรษฐกิจภายในต้องมี ต่อมาคือต้องกระจายความเสี่ยง และสามต้องรวมกลุ่มหาฉันมติในบางเรื่อง เช่นเกี่ยวกับ แร่ธาตุหายาก แต่ถ้าคุณไม่มีเศรษฐกิจภายในประเทศ ไม่กระจายความเสี่ยง รวมสามารถตัวอะไรกับใครไม่ได้ ก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้ามี 3 ข้อนี้กับไม่มี 3 ข้อนี้ เห็นชัดมากว่า จะสู้กับระเบียบโลกใหม่ได้หรือไม่” นายพิธา กล่าว
เมื่อถามว่า แล้ว 3 ข้อนี้ มองว่าประเทศไทยมีมากน้อยแค่ไหน นายพิธากล่าวว่า ถ้าก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล ก็อาจจะพอทำได้เหมือนกัน เราพูดกันเรื่องเศรษฐกิจภายใน ค่อนข้างชัดเจน เรื่องเศรษฐกิจฐานราก SME การกระจายอำนาจ ไม่ให้กรุงเทพมหานคร เป็นประเทศไทย พอเราต้องการมีเศรษฐกิจขาออก มีส่งออก นำเข้า ดึงดูดการลงทุน มีดาต้าเซ็นเตอร์ ควบคู่กับการสร้างเศรษฐกิจภายใน จึงจะทำให้เรามีอำนาจต่อรองแต่ถ้าเราพึ่งพาแต่การลงทุนต่างประเทศ ซึ่ง 8 แสนกว่าล้านบาท เป็นดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเดียว ทำให้เราไม่มีอำนาจต่อรอง เป็นเรื่องยากอยู่ ดังนั้น ต้องเริ่มสร้าง Domestic Economy ภายในขึ้นมาให้ได้ วางพอร์ตให้ชัด 25% ไปมหาอำนาจนึง อีก 25% ไปอีกมหาอำนาจ 25% อยู่ในอาเซียน อีก 25% อยู่ในประเทศที่กำลังเกิดใหม่
“ถ้าเราไม่สามารถกระจายความเสี่ยงให้มั่นคง อย่าง ‘ขาเก้าอี้’ ได้ ก็ยาก ผมยังอยากเห็นรัฐบาล สร้างเศรษฐกิจภายในขึ้นมาให้เข็มแข็ง จัดการหนี้สาธารณะเสีย ดูแลเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจน้ำท่วมและสิ่งแวดล้อม เพราะมันจะเหมือน ไตรวิกฤต กระทบกันไป เหมือนเอาไข่ทั้งหมดไปใส่ในตะกร้าใบเดียว ไม่อย่างนั้นโดนมหาอำนาจบีบแน่นอน มันเกี่ยวข้องกับราคาปุ๋ย ให้เมล็ดพันธุ์สินค้า การส่งออกยางไปอเมริกา ส่งออกเสื้อผ้า หรือการที่เราไม่มีกระดูกสันหลังในการผลิตของเราเอง และเป็น Backyard ให้ประเทศอื่น ทำให้ SME สู้ราคาสินค้ามหาอำนาจไม่ไหว ตายหมด การส่งออก-นำเข้า ที่ต้องมีราคาตู้คอนเทนเนอร์ ราคาสินค้าก็สูงตาม กลายเป็นอาการเศรษฐกิจไทย ที่โตได้ช้ามาก” นายพิธากล่าว
เมื่อถามว่า มองไปยังประเทศไทยตอนนี้ มีความหวังอย่างไรบ้าง นายพิธา ระบุว่า ต้องเอาเทคโนโลยี เอา AI มาลดความเหลื่อมล้ำในประเทศให้ได้ ลดปัญหาสาธารณสุข การศึกษา แก้ปัญหาหาเกษตร เราจะผลิตชิปส์ แข่งไต้หวัน ผลิตโมเดลเแข่ง คงไม่ไหว ถ้าเราใช้เพนพ้อยต์พื้นฐาน ให้เอาเอไอ มาใช้ให้ได้มากที่สุด อาเซียนต้องทำให้ เอไอ Useful มันจะกลายเป็นโมเดล รวมถึงเรื่องสังคมสูงวัย ที่ถ้าถ้าแก้ได้จะเป็นเพนพ้อยต์สำคัญไปแข่งกับฝั่งอุปสงค์ ไม่ใช่อุปทาน แล้วจะเห็นว่า เอไอ นั้นพลิกเกมได้อย่างไร ไม่เช่นนั้นเราจะเป็นเพียงคนถูกกระทำ ถูกกลืนกิน ไม่สามารถกำหนดอนาคตอะไรได้
นอกจากนี้ นายพิธา ยังได้ร่วมกิจกรรมแจกลายเซ็นต์ให้แก่แฟนหนังสือ ที่บูธ สำนักพิมพ์มติชน J02 โดยมีประชาชนแทบทุกเจนมาต่อแถวรอพูดคุยกับทิม พิธา อย่างคึกคัก จนต้องแจกบัตรคิวล่วงหน้า