PEA เปิดยุทธศาสตร์ 5 ปี ลงทุนหมื่นล้าน ดาต้าเซ็นเตอร์-EV Hub
หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คือ การเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่พลังงานสะอาด หนึ่งในแผนงานคือ การสนับสนุนโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ผนวกกับการหลั่งไหลเข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ในประเทศไทย ที่มีผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นมากซึ่งบทบาทหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือ PEA มีส่วนสำคัญในการตอบสนองต่อนโยบายและภารกิจการจัดหาไฟฟ้าเพื่อรองรับการลงทุนที่สำคัญต่อประเทศ
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “นายประดิษฐ์ เฟื่องฟู” รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ถึงแผนยุทธศาสตร์ และการเตรียมตัวไปสู่ Digital and Green Grid เพื่อไปสู่เป้าหมายการเป็น Smart Energy Solution รองรับดีมานด์ไฟฟ้าในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งคาดหมายว่า จะมีอุตสาหกรรมใหม่อย่างดาต้า เซ็นเตอร์ เข้ามาลงทุนจำนวนมาก รวมถึงการลงทุนสายส่งและสถานีไฟฟ้า รองรับการเพิ่มขึ้นของสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Hub)
ยุทธศาสตร์ 3 ช่วงสู่ Net Zero
เราวางยุทธศาสตร์การดำเนินงานระยะ 10 ปีไว้ (ปี 2570-2580) แบ่งเป็น 3 ช่วง เพื่อยกระดับองค์กรให้รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยระยะสั้น ปี 2570-2571 จะมุ่งพัฒนาระบบ Digital and Green Grid นำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยบริหารจัดการองค์กรและระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมรองรับการใช้พลังงานสะอาดตามนโยบายภาครัฐ
ส่วนระยะกลาง ปี 2572-2574 จะเน้นการพัฒนา Smart Energy Solution สร้างบริการและโซลูชั่นด้านพลังงานให้ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่ม พร้อมเพิ่มรายได้จากธุรกิจเกี่ยวเนื่องนอกเหนือจากธุรกิจจำหน่ายไฟฟ้า ส่วนระยะยาวปี 2575-2580 จะให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
ปัจจุบัน กฟภ.มีลูกค้ามากกว่า 22 ล้านราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนประมาณ 18 ล้านราย ขณะที่ลูกค้ากลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณสูง เช่น อาคารพาณิชย์และภาคอุตสาหกรรมมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับลูกค้าทั้งหมด แต่คิดเป็นสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟภ.
ดังนั้น ภารกิจสำคัญของ กฟภ. คือการ “ดูแลระบบจำหน่ายไฟฟ้า” ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศตามนโยบายการให้บริการสาธารณูปโภค แม้ปัจจุบันจะสามารถจ่ายไฟฟ้าได้เกือบครบทุกพื้นที่ แต่ยังมีข้อจำกัดในบางจุดที่ไม่สามารถขยายระบบไฟฟ้าด้วยวิธีปกติได้ เช่น พื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือเกาะบางแห่ง ซึ่งต้องพิจารณาทั้งข้อกฎหมาย ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ความเหมาะสมในการลงทุน และการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบางพื้นที่ อาจต้องใช้ระบบสายเคเบิลใต้น้ำหรือวิธีเฉพาะเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าได้
วางแผนลงทุนรับ Data Center
งานเร่งด่วนของ กฟภ. คือ การเตรียมระบบไฟฟ้ารองรับการลงทุน Data Center โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ประกอบด้วยจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง อยู่ในพื้นที่ให้บริการของ กฟภ. ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากกลุ่ม Data Center มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็วมากในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า อาจเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และในระยะ 10 ปีอาจสูงกว่า 20,000 เมกะวัตต์
เรามองว่า การวางแผนรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าระดับดังกล่าวต้องดำเนินการเป็นขั้นตอน ไม่สามารถลงทุนในคราวเดียว เพราะอาจทำให้เกิดการลงทุนเกินความจำเป็น และกลายเป็นต้นทุนที่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่มต้องร่วมกันแบกรับผ่านค่าไฟฟ้า
ปัจจุบันกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศเพียงพอต่อการใช้ไฟฟ้าในช่วงปัจจุบัน แม้แนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้นใน 4-5 ปีข้างหน้าได้ แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ ระบบโครงข่าย โดยเฉพาะในบางพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมากในจุดเดียวกัน
การพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าก็ต้องใช้เวลาทั้งการจัดหาที่ดิน การเวนคืนพื้นที่ และการก่อสร้างสายส่ง ถ้าเฉพาะขั้นตอนก่อสร้างก็ใช้เวลาประมาณ 2 ปีแล้ว และเมื่อรวมขั้นตอนทั้งหมดแล้วอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึง 5 ปี การประสานแผนระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับการลงทุนใหม่
16 รายแรกใช้ไฟ 3,000 เมก
สำหรับ Data Center กลุ่มแรกยื่นขอใช้ไฟจำนวน 16 ราย รวมกว่า 3,000 เมกะวัตต์ กฟภ.ได้ประเมินศักยภาพของระบบไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ รวมถึงหารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เกี่ยวกับความสามารถในการจ่ายไฟและแผนการขยายระบบส่ง เพื่อให้การจัดสรรไฟฟ้าสอดคล้องกับความพร้อมของโครงข่าย ในส่วนของ กฟภ.เตรียมลงทุนหลักหมื่นล้านบาท สำหรับการพัฒนาสายส่งและสถานีไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของ Data Center กลุ่มแรก โดยจะพิจารณาเป็นรายพื้นที่ตามความต้องการและความพร้อมของระบบ
นอกจากพื้นที่ EEC แล้ว กฟภ. ยังร่วมกับหน่วยงานด้านไฟฟ้าจัดทำ Thailand Power Map เพื่อแสดงศักยภาพของพื้นที่ต่าง ๆ ที่สามารถรองรับการลงทุน Data Center ได้ โดยเริ่มมีผู้ประกอบการบางส่วนให้ความสนใจพื้นที่นอก EEC ซึ่งอาจช่วยกระจายความต้องการใช้ไฟฟ้าและลดแรงกดดันต่อโครงข่ายในพื้นที่ที่มีความต้องการสูงอยู่แล้ว
ส่วนการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center ยังต้องพิจารณาร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของต้นทุนระบบไฟฟ้า และต้องมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับ ทั้งการลงทุน การจ้างงาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งมันต้องรักษาสมดุลไม่ให้เกิดภาระต้นทุนต่อผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่นด้วย
ขยาย EV Hub เพิ่มอีก 50 แห่ง
นอกจากการเตรียมระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมใหม่ กฟภ.ยังเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานและรองรับจำนวนรถ EV ที่เติบโตขึ้น ตอนนี้ กฟภ.มีสถานีชาร์จจำนวน 408 สถานี ครอบคลุมเครื่องชาร์จหลายระดับ ตั้งแต่ 50 กิโลวัตต์ไปจนถึงเครื่องชาร์จกำลังสูงสุด 360 กิโลวัตต์ที่สถานีแหลมบาลีฮาย จังหวัดชลบุรี เรายังพัฒนา EV Hub ซึ่งเป็นสถานีชาร์จที่มีหัวชาร์จหลายหัว รองรับรถยนต์หลายคันได้พร้อมกัน ซึ่งตอนนี้เปิดให้บริการหลายพื้นที่
เช่น ขอนแก่น ชะอำ เชียงใหม่ และนครปฐม โดยตั้งเป้าขยาย EV Hub เพิ่มอีก 50 แห่งในปี 2570 เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญในแต่ละภูมิภาค นอกจากสถานีที่ กฟภ. ลงทุนและให้บริการเองแล้ว ยังมีผู้ประกอบการเอกชนเข้าร่วมใช้แพลตฟอร์ม PEA Volta ของ กฟภ. เพื่อบริหารธุรกรรมและระบบรับชำระเงินหลังบ้านจำนวน 90 สถานี ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยขยายเครือข่ายบริการได้โดยอาศัยการลงทุนจากภาคเอกชนควบคู่กันไป
เตรียมรับโซลาร์รูฟล้านหลัง
ส่วนโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ระยะแรกตั้งเป้าติดตั้ง “โซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านหลังคาเรือน” คาดเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยขณะนี้ กฟภ.ได้เตรียมความพร้อมด้านระบบไฟฟ้า ทั้งมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) เพื่อรองรับไฟฟ้าที่ไหลเข้าและออกจากระบบ และการปรับปรุงหม้อแปลงหรือระบบจำหน่ายในพื้นที่ที่อาจมีไฟฟ้าส่วนเกินมากเกินไป พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม Energy Trading เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าในอนาคต
โดยเบื้องต้นคาดว่าไฟฟ้าส่วนเกินที่อาจไหลกลับเข้าระบบอยู่ที่ประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ เทียบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในพื้นที่ กฟภ. ประมาณ 25,000 เมกะวัตต์ ในด้านความคุ้มค่าของโครงการสนับสนุนโซลาร์ภาคประชาชน ครัวเรือนละ 50,000 บาทนั้น เหมาะสำหรับบ้านที่ใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันมากจะได้ประโยชน์จากการผลิตไฟฟ้าใช้เองและลดการซื้อไฟจากระบบ
ส่วนไฟฟ้าส่วนเกินสามารถขายคืนได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 20-30 หน่วยต่อวัน ขึ้นอยู่กับสภาพแสงและขนาดแผง ส่วนการติดตั้งต้องคำนึงถึงความแข็งแรงของหลังคาด้วย ต้องดูอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน และความเชี่ยวชาญของผู้ประกอบการเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อบ้านและระบบไฟฟ้า