เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
Business ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
Biz Movement แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
“CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
Tech “CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
Economic ‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
SD Talk จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
Economic คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
Economic วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
เศรษฐกิจภูมิภาค ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
World มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
ดูทั้งหมด

“CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO

24 ต.ค. 2569 | 18:41น.

‘บลูบิค’ ชี้เกมแข่งขันธุรกิจการเงินกำลังเปลี่ยน จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และแก้ปัญหาลูกค้า ไปสู่การออกแบบประสบการณ์ที่รู้ใจและคาดการณ์ความต้องการได้ล่วงหน้า ดันแนวคิด Adaptive Experience (AX) ผสาน Data-AI สร้างบริการเฉพาะบุคคล พร้อมเตือนองค์กรต้องรื้อกระบวนการเดิม เชื่อมข้อมูลทุกช่องทาง และวัดผล CX เป็นตัวเงิน โดยมี CEO เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก

การแข่งขันของธุรกิจธนาคารในยุคดิจิทัลกำลังเข้าสู่โจทย์ใหม่ เมื่อการพัฒนาแอปพลิเคชันที่สามารถทำให้การทำธุรกรรมรวดเร็วขึ้น หรือการเพิ่มฟีเจอร์ให้หลากหลาย อาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความแตกต่างอีกต่อไป เพราะผู้บริโภคอาจคาดหวังบริการที่เข้าใจความต้องการเฉพาะตัว รู้ว่าลูกค้ากำลังติดขัดปัญหาอะไร และสามารถเสนอทางออกได้ในเวลาที่เหมาะสม

บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK มองว่า การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience: CX) จึงต้องก้าวข้ามการปรับปรุงขั้นตอนบริการแบบเดิม ไปสู่การใช้ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ปรับเปลี่ยนตามบริบทของลูกค้า หรือ Adaptive Experience (AX)

แนวคิดดังกล่าวถูกนำเสนอในงานสัมภาษณ์กลุ่มย่อยหัวข้อ “From Insight to Intelligent Experience: How Banking Apps Evolve with Every Generation” เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569

ทั้งสองมองตรงกันว่า หัวใจของ CX ยุคใหม่ไม่ใช่เพียงการทำให้ลูกค้าพึงพอใจ แต่ต้องทำให้องค์กรเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง สามารถเปลี่ยนข้อมูลเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจ และออกแบบบริการที่สร้างคุณค่าได้ทั้งกับผู้ใช้และผลประกอบการ

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนเรียนรู้เส้นทางการดำเนินธุรกิจ การสร้างแบรนด์ และการปรับตัวให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของ นายสรณัญช์ ชูฉัตร ประธานเจ้าหน้าที่พัฒนาประสบการณ์ และนางสาวอนิสา ชูจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการประสบการณ์ลูกค้า บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

CX ต้องเป็นวาระ CEO ไม่ใช่งานของฝ่ายบริการลูกค้า

อนิสา ชูจันทร์

นางสาวอนิสากล่าวว่า แม้องค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากจะระบุในวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ว่า ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง แต่การประกาศนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะขับเคลื่อน Customer Centricity ได้จริง

คำถามสำคัญคือ ใครเป็นผู้รับผิดชอบประสบการณ์ลูกค้าโดยตรง หน่วยงานดังกล่าวมีอำนาจตัดสินใจและงบประมาณในการจัดการเพียงพอหรือไม่ ตลอดจนประเด็นด้านลูกค้าได้รับความสำคัญในการประชุมของระดับผู้บริหารมากน้อยเพียงใด

“CX จะไม่สำเร็จเลย ถ้าไม่ได้เป็น CEO Agenda”

เธออธิบายว่า ในหลายองค์กร การประชุมผู้บริหารมักให้ความสำคัญกับยอดขาย รายได้ การขายผลิตภัณฑ์ หรือหนี้เสีย ขณะที่คำถามว่าลูกค้ารู้สึกอย่างไร กำลังเผชิญปัญหาอะไร หรือเหตุใดจึงเลือกใช้บริการ กลับไม่ได้รับความสนใจในระดับเดียวกัน

แม้บางองค์กรจะเก็บข้อมูลผ่านการสำรวจความพึงพอใจ หรือวัดคะแนนอย่าง NPS (Net Promoter Score) แต่หากข้อมูลมาถึงผู้บริหารล่าช้า และไม่มีผู้รับผิดชอบนำผลไปแก้ไข ก็ยากที่จะเปลี่ยนผลสำรวจให้เป็นการปรับปรุงบริการที่เกิดขึ้นจริง

บลูบิคจึงเสนอให้องค์กรกำหนด CX เป็นยุทธศาสตร์จากระดับบนลงล่าง หรือ Top-down โดยมีผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้สนับสนุน จัดสรรทรัพยากร และกำหนดภาพประสบการณ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในอนาคต โดยหน่วยงาน CX ควรมีความเป็นอิสระเพียงพอที่จะสะท้อนปัญหาแทนลูกค้าได้ แม้ปัญหานั้นจะเกิดจากผลิตภัณฑ์หรือหน่วยธุรกิจที่มีเป้าหมายรายได้ของตัวเองก็ตาม

แนวทางนี้ยังต้องเชื่อมโยงกับฝ่ายผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี ข้อมูล การตลาด และปฏิบัติการ เพราะประสบการณ์ที่ลูกค้ารับรู้ไม่ได้เกิดจากพนักงานหน้าบ้านเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากกระบวนการและระบบทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลัง

สิ่งที่ลูกค้ารู้สึก เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง

บลูบิคใช้แนวคิด “Feel Above, Build Below” อธิบายว่า สิ่งที่ลูกค้าสัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นความประทับใจ ความสะดวก ความหงุดหงิด หรือความผิดหวัง เป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็ง ขณะที่เบื้องหลังประสบการณ์เหล่านั้นคือโครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน เทคโนโลยี และข้อมูลที่ต้องทำงานสอดประสานกัน

ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าอาจต้องการสมัครบัตรเครดิตผ่านแอปพลิเคชันโดยไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำ แต่การทำให้เกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบเดิม การยืนยันตัวตน และการออกแบบขั้นตอนให้สอดคล้องกัน

นางสาวอนิสากล่าวว่า การทำ CX จึงไม่ใช่การตั้งทีมขึ้นมารับเรื่องร้องเรียน หรือจัดแคมเปญสร้างความประทับใจเป็นครั้งคราว แต่ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อไม่ให้ปัญหาซ้ำเดิมเกิดขึ้น

เธอเสนอกรอบการทำงานที่มีจุดตั้งต้นสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1.Purpose เข้าใจว่าลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพื่อบรรลุเป้าหมายอะไร ไม่ใช่เริ่มจากสิ่งที่องค์กรต้องการขาย 2.Signature Moment ระบุช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ และออกแบบให้ช่วงเวลานั้นโดดเด่น 3.Value Case แสดงให้เห็นว่าการลงทุนเพื่อยกระดับประสบการณ์จะสร้างรายได้ ลดต้นทุน หรือเพิ่มคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างไร และ 4.Three Horizons วางลำดับการพัฒนาตั้งแต่การแก้ปัญหาพื้นฐาน สร้างความแตกต่าง ไปจนถึงการคาดการณ์และปรับประสบการณ์ตามความต้องการของลูกค้า

หัวใจสำคัญคือ การสร้างประสบการณ์ที่ดีต้องมีโครงสร้างรองรับ ไม่ใช่เพียงการอบรมให้พนักงานพูดจาสุภาพหรือให้บริการด้วยรอยยิ้ม แต่ต้องทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่สอดคล้องกันทุกช่องทาง ตั้งแต่แอปพลิเคชัน เว็บไซต์ แชตบอต คอลเซ็นเตอร์ ไปจนถึงหน้าสาขา

3 Horizons: Fix the Basic สู่ Become Adaptive

สำหรับการพัฒนา CX บลูบิคแบ่งแนวทางออกเป็น 3 ระยะ โดยเริ่มจากการแก้ปัญหาพื้นฐาน ก่อนต่อยอดไปสู่ความแตกต่าง และสุดท้ายคือการสร้างประสบการณ์ที่รู้ใจลูกค้า

ระยะที่ 1 Fix the Basic คือการทำสิ่งพื้นฐานที่ลูกค้าคาดหวังให้ดีเสียก่อน เช่น ลดขั้นตอนสมัครบริการ ลดการกรอกข้อมูลซ้ำ ทำธุรกรรมได้รวดเร็ว และไม่ต้องให้ลูกค้าอธิบายข้อมูลเดิมทุกครั้งที่เปลี่ยนช่องทาง

ในกรณีธนาคาร หากลูกค้ามีบัญชีเงินฝากอยู่แล้วและต้องการสมัครบัตรเครดิตผ่านแอป ระบบควรสามารถนำข้อมูลที่จำเป็นซึ่งมีอยู่แล้วมาใช้ได้ตามความเหมาะสม แทนที่จะให้ลูกค้ากรอกข้อมูลใหม่ทั้งหมด

นางสาวอนิสาชี้ว่า ลูกค้าไม่ได้เปรียบเทียบประสบการณ์เฉพาะกับธนาคารอื่นอีกต่อไป แต่ยังเปรียบเทียบกับบริการจากอุตสาหกรรมอื่นด้วย หากสมัครบริการผ่านแพลตฟอร์มหนึ่งได้ง่าย เหตุใดการสมัครผลิตภัณฑ์ทางการเงินจึงยังต้องใช้หลายขั้นตอน

ระยะที่ 2 Differentiate คือการค้นหาจุดเด่นที่ทำให้ลูกค้าจดจำองค์กรได้ เช่น ความรวดเร็ว ความสะดวก การให้บริการที่เข้าใจลูกค้า หรือประสบการณ์เฉพาะที่สอดคล้องกับคุณค่าของแบรนด์

แทนที่จะพยายามปรับปรุงทุกขั้นตอนให้สมบูรณ์แบบพร้อมกัน องค์กรควรค้นหา Signature Moment หรือช่วงเวลาที่ส่งผลต่อความรู้สึกของลูกค้ามากที่สุด แล้วลงทุนพัฒนาจุดนั้นให้โดดเด่น

ระยะที่ 3 Become Adaptive คือการก้าวไปไกลกว่าการตอบสนองความต้องการที่ลูกค้าบอกออกมา โดยใช้ข้อมูลและ AI ช่วยทำความเข้าใจบริบท คาดการณ์ความต้องการ และเสนอทางเลือกที่เหมาะสมในเวลานั้น

นายสรณัญช์มองว่า การพัฒนาประสบการณ์ในยุคถัดไปจะไม่ได้หยุดอยู่ที่การทำให้ระบบใช้งานง่ายขึ้น แต่ต้องทำให้ระบบเข้าใจว่าเหตุใดลูกค้าจึงเข้ามาใช้บริการ และควรช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร

สรณัญช์ ชูฉัตร

‘Micro-segment’ เปลี่ยนจากแบ่งลูกค้าตามเม็ดเงิน สู่ไลฟ์สไตล์

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของธุรกิจธนาคารคือการแบ่งกลุ่มลูกค้า (Customer Segmentation) ซึ่งในอดีตมักใช้ข้อมูลที่องค์กรมีอยู่แล้ว เช่น มูลค่าเงินฝาก รายได้ อายุ อาชีพ หรือพื้นที่อยู่อาศัย

อย่างไรก็ตาม การแบ่งกลุ่มด้วยตัวเลขทางการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนพฤติกรรมและความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า เพราะผู้ที่มีเงินฝากกับธนาคารไม่มากอาจมีความมั่งคั่งอยู่ในสินทรัพย์ประเภทอื่น หรือมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากกลุ่มที่มีฐานะทางการเงินใกล้เคียงกัน

นายสรณัญช์กล่าวว่า การทำความเข้าใจลูกค้าในปัจจุบันต้องมองไปถึง Micro-segment หรือกลุ่มย่อยที่มีความสนใจและพฤติกรรมเฉพาะตัว เช่น คนรักสัตว์ กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการมีอายุยืนยาว (Longevity) ตลอดจนผู้บริโภคที่มีรูปแบบการใช้ชีวิตแตกต่างจากกรอบแบ่งกลุ่มแบบเดิม

“เราไม่ได้รู้จริงเลย เพราะเราดูแค่ตัวเลขเงินในบัญชีเขา”

คือข้อจำกัดของการแบ่งกลุ่มที่ยึดข้อมูลทางการเงินเป็นหลัก โดยองค์กรอาจพลาดโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ หากมองว่ากลุ่มย่อยเหล่านี้มีขนาดเล็กเกินไปตั้งแต่ต้น

นางสาวอนิสายกตัวอย่างแนวคิดการออกบัตรเครดิตที่มีสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งเคยถูกพิจารณาในช่วงที่เธอทำงานในธุรกิจธนาคาร จากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น บางคนเลือกไม่มีบุตรและทุ่มเททรัพยากรให้กับการดูแลสัตว์เลี้ยงแทน

แต่โอกาสดังกล่าวอาจไม่ได้รับการต่อยอด หากองค์กรพิจารณาเฉพาะผลตอบแทนระยะสั้น หรือประเมินว่ากลุ่มลูกค้ามีขนาดเล็กเกินกว่าจะสร้างผลกำไรได้

เธอมองว่า ธนาคารควรเปิดมุมมองไปสู่การออกแบบสิทธิประโยชน์ตามไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่จำกัดอยู่กับโปรโมชันด้านการเดินทางและการรับประทานอาหารแบบเดิม รวมถึงพิจารณาความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุในมิติที่กว้างกว่าความมั่งคั่ง เช่น สุขภาวะ การดูแลตัวเอง และการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ

การค้นหา Micro-segment ต้องอาศัยข้อมูลพฤติกรรมจริง เช่น รูปแบบการใช้จ่าย การทำธุรกรรม และปฏิสัมพันธ์กับช่องทางต่าง ๆ เพื่อค้นหา Insight ที่นำไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ได้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็น Insight โดยอัตโนมัติ นายสรณัญช์เน้นว่า “Data is not Insight. Insight is data that changes decision” หรือข้อมูลเชิงลึกที่แท้จริงต้องเป็นข้อมูลที่ทำให้องค์กรเปลี่ยนวิธีคิดและการตัดสินใจได้

ออกแบบ Moment พิเศษที่ลูกค้าจดจำ

บลูบิคยังเสนอให้องค์กรทบทวนวิธีทำ Customer Journey Mapping ซึ่งหลายครั้งกลายเป็นการวางแผนขั้นตอนปฏิบัติงาน (Operation Flow) ตั้งแต่ลูกค้ากรอกข้อมูล ส่งใบสมัคร ตรวจสอบ อนุมัติ ไปจนถึงส่งมอบผลิตภัณฑ์

แม้การทำแผนผังกระบวนการจะช่วยค้นหาจุดติดขัดได้ แต่การออกแบบ CX ยุคใหม่ต้องถามต่อว่า ช่วงเวลาใดที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าองค์กรนี้แตกต่าง และประสบการณ์นั้นสะท้อนคุณค่าของแบรนด์อย่างไร

นายสรณัญช์ยกตัวอย่างธุรกิจธนาคารที่อัตราดอกเบี้ยหรือคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์อาจใกล้เคียงกัน ความแตกต่างจึงอาจอยู่ที่ความเร็วในการอนุมัติ ความง่ายในการยื่นเอกสาร หรือการดูแลลูกค้าเมื่อเกิดปัญหา

นอกจากนี้ ยังมีช่วงเวลาที่เรียกว่า Peak Moment หรือช่วงที่สร้างความรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ และ Strong Ending หรือการออกแบบประสบการณ์ช่วงท้ายให้ดี ไม่ใช่ให้ความสำคัญเฉพาะตอนเริ่มต้นใช้บริการ

ตัวอย่างเช่น โรงแรมที่ดูแลลูกค้าอย่างดีในช่วงเช็กอิน แต่กลับสร้างความยุ่งยากในวันเช็กเอาต์ อาจทำให้ความประทับใจโดยรวมลดลง แม้บริการส่วนอื่นจะทำได้ดีเพียงใดก็ตาม

สำหรับธุรกิจธนาคาร ช่วงเวลาสำคัญอาจเป็นการอนุมัติสินเชื่ออย่างรวดเร็ว การแก้ปัญหาบัญชีที่ถูกระงับ หรือการช่วยลูกค้าเมื่อเกิดความผิดพลาดในการทำธุรกรรม ซึ่งล้วนเป็นช่วงที่ส่งผลต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์อย่างมาก

การออกแบบประสบการณ์จึงต้องมองให้ไกลกว่าความสำเร็จของแต่ละขั้นตอน และพิจารณาว่าลูกค้ารู้สึกอย่างไรตลอดเส้นทางการใช้บริการ

AI เปลี่ยน CX สู่ AX จาก “รู้จัก” เป็น “รู้ใจ”

เมื่อ AI มีบทบาทมากขึ้น บลูบิคเสนอให้ยกระดับการบริหาร CX ไปสู่ Adaptive Experience หรือ AX ซึ่งเป็นการผสานความเข้าใจลูกค้าเข้ากับความสามารถของ AI ในการวิเคราะห์บริบท คาดการณ์ความต้องการ และปรับการตอบสนองให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์

นายสรณัญช์ยกตัวอย่างการแจ้งเตือนเงินปันผลหรือเงินโอนเข้าบัญชี หากแอปพลิเคชันแสดงเพียงจำนวนเงินและชื่อผู้โอน ก็ถือว่าให้ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นแล้ว แต่ยังไม่ได้ช่วยตอบคำถามว่าลูกค้าควรทำอะไรต่อ

หากระบบเข้าใจบริบทได้มากขึ้น อาจอธิบายได้ว่าเงินที่ได้รับมาจากรายการใด พร้อมเสนอทางเลือกที่เกี่ยวข้อง เช่น ตรวจสอบรายละเอียดการลงทุน นำเงินไปลงทุนต่อ หรือจัดการภาระค่าใช้จ่ายตามความเหมาะสม โดยต้องคำนึงถึงความสมัครใจ ความเป็นส่วนตัว และความเหมาะสมของคำแนะนำด้วย

แนวคิดนี้เรียกว่า Next Best Action หรือการเสนอทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในจังหวะนั้น ไม่ใช่การส่งโปรโมชันเดียวกันให้ลูกค้าทุกคน

“การที่เราไม่ได้จบอยู่แค่การบอก Information ที่จำเป็นต้องบอก แต่สามารถแนะนำสิ่งที่มันควรจะทำได้ในวินาทีนั้น” คือทิศทางของการเปลี่ยนผ่านจากการให้ข้อมูลไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่รู้ใจลูกค้า

AI ยังสามารถเรียนรู้จากผลลัพธ์ได้ หากคำแนะนำที่นำเสนอไม่สอดคล้องกับความต้องการ หรือไม่ได้รับการตอบสนอง ระบบสามารถนำข้อมูลกลับไปปรับปรุงการนำเสนอในครั้งต่อไปได้ ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม

อีกองค์ประกอบคือการทำให้ลูกค้าไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนช่องทาง หากลูกค้าติดต่อคอลเซ็นเตอร์แล้วไปสาขาในภายหลัง พนักงานควรเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับปัญหาและการดำเนินการก่อนหน้าได้ เพื่อให้บริการต่อเนื่องและลดภาระการอธิบายซ้ำ

การสร้างประสบการณ์เช่นนี้จำเป็นต้องมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน ระบบหลังบ้านที่ทำงานร่วมกัน และโครงสร้างเทคโนโลยีที่รองรับการตอบสนองแบบใกล้เคียงเวลาจริง

ลูกค้าธนาคารอาจไม่ใช่แค่ ‘มนุษย์’ อีกต่อไป

นอกเหนือจากการใช้ AI ช่วยให้บริการลูกค้า นายสรณัญช์ยังมองว่า AI Agent อาจกลายเป็นตัวกลางสำคัญระหว่างผู้บริโภคกับธุรกิจมากขึ้นในอนาคต

เมื่อผู้บริโภคใช้ AI ช่วยค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบทางเลือก หรือจัดการงานต่าง ๆ ธุรกิจอาจไม่ได้แข่งขันเพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้าที่เป็นมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ข้อมูลและบริการขององค์กรสามารถถูกค้นพบ ทำความเข้าใจ และนำไปใช้โดยระบบ AI ได้ด้วย

สำหรับธนาคาร หากลูกค้าขอให้ AI วิเคราะห์ข้อมูลการเงินหรือช่วยจัดการธุรกรรม แต่ระบบกลับไม่สามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้ ลูกค้าอาจมองว่าธนาคารเป็นฝ่ายที่ไม่ตอบโจทย์ แม้ AI จะเป็นผู้ดำเนินการอยู่ก็ตาม

ความท้าทายจึงอยู่ที่การเตรียมความพร้อมทั้งด้านข้อมูล ระบบเชื่อมต่อ และความสามารถในการรองรับบริการรูปแบบใหม่ ไม่ใช่เพียงการนำแชตบอตมาเพิ่มในแอปพลิเคชัน

ขณะเดียวกัน การใช้ AI ทำให้ความคาดหวังด้านความเร็วสูงขึ้น ลูกค้าที่คุ้นเคยกับการได้รับคำตอบในเวลาไม่กี่วินาทีอาจไม่ยอมรับการรอคอลเซ็นเตอร์เป็นเวลานานเหมือนในอดีต

นางสาวอนิสาชี้ว่า งานที่ยังต้องส่งต่อให้มนุษย์ในอนาคตมีแนวโน้มจะเป็นกรณีที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น ปัญหาการทุจริต การยืนยันตัวตน หรือธุรกรรมที่ต้องอาศัยการพิจารณาเฉพาะกรณี แต่พนักงานอาจจะยังไม่ได้รับการฝึกอบรมเพียงพอ และมีเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านี้

องค์กรจึงต้องออกแบบบทบาทระหว่าง AI กับมนุษย์ใหม่ โดยใช้ AI ในงานที่ต้องการความรวดเร็ว การประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก และการทำงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มนุษย์ควรมีบทบาทเด่นในงานที่ต้องใช้ความเข้าอกเข้าใจ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และวิจารณญาณ

โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการนำ AI มาแทนที่คน แต่คือการทำให้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มศักยภาพของบุคลากร และทำให้การดูแลลูกค้าในสถานการณ์ที่ซับซ้อนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ไม่ได้รับประกันว่าจะสร้างประสบการณ์ที่ดีเสมอไป หากข้อมูลของลูกค้าไม่ถูกต้อง ไม่เชื่อมโยงกัน หรือไม่สะท้อนบริบทที่แท้จริง การนำข้อมูลไปวิเคราะห์และเสนอคำแนะนำก็อาจสร้างความผิดพลาดมากกว่าประโยชน์

อีกประเด็นคือความเชื่อมั่น เพราะลูกค้าอาจยังรู้สึกมั่นใจกว่าเมื่อพูดคุยกับพนักงาน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับเงินหรือข้อมูลส่วนบุคคล ขณะที่คำตอบจากระบบดิจิทัลหรือ AI อาจทำให้เกิดคำถามว่าถูกต้องเพียงใด และควรเชื่อถือได้แค่ไหน

การออกแบบประสบการณ์จึงต้องทำให้ลูกค้าเข้าใจข้อมูลที่ได้รับ มีช่องทางตรวจสอบหรือขอความช่วยเหลือ และสามารถส่งต่อไปยังมนุษย์ได้เมื่อจำเป็น

นอกจากนี้ องค์กรยังต้องคำนึงถึงความแตกต่างของผู้ใช้ ไม่ใช่ออกแบบประสบการณ์โดยมุ่งเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี แต่ต้องรองรับผู้สูงอายุและกลุ่มที่มีความสามารถในการใช้งานดิจิทัลแตกต่างกันด้วย

สำหรับบริบทในประเทศไทย การออกแบบ AI ยังต้องเข้าใจลักษณะการสื่อสารและวัฒนธรรมการให้บริการของคนไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับความสุภาพ การให้เกียรติ และการรักษาความรู้สึกของคู่สนทนา การนำระบบที่ตอบตรงและเป็นทางการมาใช้โดยไม่ปรับน้ำเสียงหรือบริบท อาจทำให้ประสบการณ์ดูแข็งกระด้าง แม้ข้อมูลจะถูกต้องก็ตาม

ท้ายที่สุด บลูบิคมองว่า การเปลี่ยนผ่านจาก CX สู่ AX ต้องเริ่มจากคำถามที่ว่า ลูกค้าต้องการประสบการณ์แบบใด แล้วจึงย้อนกลับมาออกแบบกระบวนการ เลือกใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในจุดที่สร้างคุณค่าได้จริง พร้อมปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจากผลตอบรับของลูกค้า

เพราะความได้เปรียบในการแข่งขันระยะต่อไปอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีฟีเจอร์ในแอปมากกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถเข้าใจลูกค้าได้ลึกกว่า แก้ปัญหาได้ก่อนที่ลูกค้าจะต้องร้องขอ และทำให้ประสบการณ์ที่ดีเกิดขึ้นได้อย่างสม่ำเสมอ

ดังที่ทางบลูบิคสรุปแนวคิดสำคัญไว้ว่า “การแคร์ลูกค้าให้ดีขึ้น เป็นการลดต้นทุนที่ดีที่สุด แล้วสิ่งนี้จะรีดผลลัพธ์ที่ดีให้กับองค์กรเอง”