นับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ศึกชิงเก้าอี้ระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลิกัน และ “คามาลา แฮร์ริส” จากพรรคเดโมแครต ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งผลเลือกตั้งที่ออกมาจะส่งผลต่อชะตากรรมโลก รวมถึงไทย โดยเฉพาะในแง่มุมด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน
ผลการสำรวจความคิดเห็นทั่วประเทศโดยรอยเตอร์และอิปซอส (Reuters/Ipsos Poll) ในช่วง 6 วัน ซึ่งปิดการสำรวจเมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมาพบว่า คามาลา แฮร์ริส นำ โดนัลด์ ทรัมป์ อยู่เล็กน้อย 46% ต่อ 43%
ขณะที่ค่าเฉลี่ยผลการสำรวจความคิดเห็นจากสำนักโพลต่าง ๆ ของสหรัฐที่รวบรวมโดย 538 หรือไฟฟ์เทอร์ตี้เอท อัพเดต ณ วันที่ 24 ต.ค. คะแนนนิยมทั่วประเทศ แฮร์ริสนำทรัมป์อยู่ที่ 48.1% ต่อ 46.4% ส่วนในสะวิงสเตต 7 รัฐ แฮร์ริสนำอยู่ใน 3 รัฐ คือ เนวาดา วิสคอนซิล และมิชิแกน ส่วนทรัมป์นำ 4 รัฐ คือ เพนซิลเวเนีย นอร์ทแคโรไลนา จอร์เจีย และแอริโซนา
“ประชาชาติธุรกิจ” ขอนำเสนอมุมมอง 2 นักเศรษฐศาสตร์แถวหน้าของไทย ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) และ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่วิเคราะห์เจาะลึกว่าผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างไรบ้าง
“ทรัมป์” ลดภาษีนำเข้าเขย่าโลก
เริ่มจาก ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า การเลือกตั้งสหรัฐที่จะมาถึง เป็นสิ่งที่ประเทศไทยควรจะต้องกังวลและปรับตัว โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยที่เป็นผู้ผลิต ซึ่งต้องส่งออกสินค้า ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่จะสร้างผลกระทบแน่ ๆ ก็คือ นโยบายทางภาษี
โดยหาก “โดนัลด์ ทรัมป์” ชนะ จะมีการลดภาษีเช่นเดียวกับที่ได้เป็นประธานาธิบดีรอบที่แล้ว ซึ่งงานแรกที่ทรัมป์ทำคือการลดภาษี ทั้งภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งรอบนี้น่าจะมีการลดภาษีนิติบุคคลต่อเนื่องอีก ดังนั้น นักลงทุนในตลาดหุ้นหลายคนจึงอยากให้ทรัมป์มา
อย่างไรก็ดี มีคำถามว่า หากลดภาษีจะลดค่าใช้จ่ายด้วยหรือไม่ เพราะหากทรัมป์มา ตัวเลขการขาดดุลของรัฐบาลสหรัฐใน 10 ปีข้างหน้า อาจมากกว่าแฮร์ริส 2 เท่า หลายคนจึงกังวลว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐจะขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากนี้ นโยบายของทรัมป์ยังมีผลกระทบด้านการลงทุน ด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม การขุดเจาะน้ำมัน อาจจะเกี่ยวข้องและกระทบไทยด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่จะกระทบไทยมากที่สุด น่าจะเป็นนโยบายการค้า ซึ่งหากนางคามาลา แฮร์ริส พรรคเดโมแครต ได้เป็นประธานาธิบดี นโยบายน่าจะใกล้เคียงกับนายโจ ไบเดน
คือเหมือนกับ 4 ปีที่ผ่านมา แต่หากเป็นทรัมป์ จะ Disrupt ในทุกมิติ โดยเฉพาะนโยบายการค้า
“มาตรการที่ทรัมป์ชูเป็นพระเอก คือ การขึ้นภาษีนำเข้า ซึ่งเป็นมิติที่คนตั้งคำถามว่า จะสามารถทำได้จริงหรือไม่ ทั้งด้านกฎหมาย ธุรกิจ และเศรษฐกิจ โดยมีการกล่าวว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าทุกชนิด ทุกประเทศ 10% และกับประเทศจีน จะขึ้นถึง 60%”
4 ประเด็น “ทรัมป์” กระทบไทย
“ดร.พิพัฒน์” กล่าวว่า หากทรัมป์ชนะเลือกตั้ง มองได้ 4 ประเด็น ได้แก่ 1.มูลค่าการค้าในโลกจะลดลงจากการขึ้นภาษี ซึ่งจะเป็นลบกับไทยในการส่งออก 2.ผู้ซื้อผู้ขายเปลี่ยนเจ้า เช่น เมื่อสินค้าจีนถูกขึ้นภาษี 60% สหรัฐอาจจะซื้อสินค้าจากไทยก็ได้ หรือผู้ผลิตในไทยมีต้นทุนที่ถูกกว่าจีน 3.มีการย้ายฐานการลงทุนมาไทยเพิ่มขึ้น เพราะภาษีการค้าที่กำหนดต่อจีนจะกระตุ้นให้บริษัทจีนย้ายฐานไปประเทศอื่น และ 4.การแข่งขันจากสินค้านำเข้า เพราะเมื่อจีนโดนภาษี 60% ผู้ประกอบการจีนบางส่วนอาจส่งสินค้ามาแข่งในไทย เหมือนอย่างรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เกิดขึ้นแล้ว
เช่นที่ว่าวันนี้ กลายเป็นว่าไทยเป็นผู้ผลิตโซลาร์เซลล์รายใหญ่ เพราะสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าโซลาร์เซลล์ที่ผลิตในเมืองจีน จีนจึงส่งวัตถุดิบมาประกอบในเมืองไทย ถ้าดูปัจจุบันไทยขาดดุลการค้าจีนเพิ่มขึ้น 2 เท่า ขณะที่ไทยเกินดุลการค้าฝั่งสหรัฐเพิ่มขึ้น 2 เท่า จากเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐประมาณ 10-12 % ของมูลค่าการส่งออก ปัจจุบันไทยส่งออกไปประมาณ 18% เพราะจีนมาตั้งฐานเพื่อส่งไปสหรัฐ
3 อุตฯไทยเจอแข่งขันรุนแรง
ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร โจทย์สำคัญคือการที่ไทยจะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งส่งเสริมให้คนไทยลงทุนเพิ่มเพื่อให้ GDP โตได้มากขึ้น แต่วันนี้สิ่งที่เจอก็คือ บุญเก่าของไทยค่อย ๆ หมดไป ขณะที่บุญใหม่ก็สร้างไม่ทัน หากดูอุตสาหกรรมใหญ่ที่สุดของไทย อันดับ 1.รถยนต์ 2.เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ 3.ปิโตรเคมี ทั้งหมดกำลังเจอการแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรงมาก
ดังนั้น จึงต้องวางแผนอุตสาหกรรม เตรียมความพร้อม เตรียมคนที่เหมาะสมกับการลงทุน ภายใต้โครงสร้างประชากรวัยทำงานที่ลดลง
“อุตสาหกรรมค่อนข้างใหญ่อย่างรถยนต์ มีการจ้างงาน 6-7 แสนคน ทั้งซัพพลายเชน เราควรต้องทำอย่างไร หรือให้เวลาในการปรับตัวอย่างไร ขณะที่ข้อจำกัดสำคัญของเมืองไทยคือ โครงสร้างประชากร แรงงานไทยลดลง และคุณภาพ โดยเฉพาะคุณภาพที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี”
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า เป็นไปได้ที่ฐานการผลิตที่ตั้งในจีนจะกระจายมาที่ไทย จากการถูกกีดกันด้านภาษี แต่ต้องดูว่าจะมาไทยมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากที่ผ่านมาไทยยังแพ้ประเทศอื่น ๆ ที่ผ่านมาจะเห็นว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากจีนไหลไปอินโดนีเซีย กับเวียดนามมากกว่าไทย นอกจากนี้ มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นในไทยมากน้อยแค่ไหน
ปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทย
ขณะที่ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย วิเคราะห์ว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ กำลังจะส่งผลให้เกิดความผันผวนและความเปลี่ยนแปลง โดยประเมินฉากทัศน์ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการเลือกตั้ง เพราะหากนางคามาลา แฮร์ริส ชนะ คงเห็นการเปลี่ยนแปลงไม่มาก
อย่างไรก็ดี หากทรัมป์ชนะ เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะเต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความท้าทาย ผลด้านบวก 1.เศรษฐกิจโลกจะรอดจากภาวะถดถอย เพราะมาตรการลดภาษีนิติบุคคลจะกระตุ้นให้ธุรกิจในสหรัฐเพิ่มการจ้างงานและปรับขึ้นค่าแรง ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตขึ้น
2.ราคาน้ำมันดิบโลกจะลดลงจากนโยบายส่งเสริมการผลิตน้ำมันในสหรัฐ และการทำข้อตกลงที่เป็นประโยชน์กับประเทศในตะวันออกกลางและรัสเซีย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อประเทศที่นำเข้าพลังงานอย่างไทย และจะช่วยลดค่าครองชีพของคนในประเทศ
และ 3.มีการย้ายฐานการลงทุนมาไทยเพิ่มขึ้น เพราะภาษีการค้าที่กำหนดต่อจีนจะกระตุ้นให้บริษัทจีนย้ายการดำเนินงานไปยังประเทศอื่น ช่วยเสริมสร้างอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล
เสี่ยงการค้าโลกชะลอตัว
ดร.อมรเทพระบุถึงประเด็นด้านลบ กรณีที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้งว่า 1.การส่งออกของไทยเสี่ยงโตช้า จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน และความกังวลว่าการค้าระหว่างประเทศจะหยุดชะงัก 2.ต้นทุนกู้ยืมของรัฐบาลจะอยู่ระดับสูง ตามความเสี่ยงทางการคลัง สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น และต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้นไม่ใช่เพียงแต่ในสหรัฐ แต่รวมถึงไทยด้วย เพราะผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
และประเด็นที่ 3 รายได้ภาคเกษตรของไทยเสี่ยงลดลงตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก กดดันให้อุปสงค์ในประเทศไทยอ่อนแอตาม
“ภายใต้นโยบายภาษีสินค้านำเข้าของทรัมป์และข้อจำกัดทางการค้า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทรัมป์จะกำหนดภาษีนำเข้า 60% สำหรับสินค้าจีน ทำให้การค้าระหว่างสองประเทศลดฮวบ บริษัทจีนจะเผชิญแรงกดดันหนักขึ้น เกิดการไหลออกของเงินทุน การย้ายฐานอุตสาหกรรม และบางบริษัทอาจย้ายมาไทย
ทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตของจีน แต่การย้ายฐานนี้จะไม่สามารถชดเชยการลดลงของการค้าของโลกได้ การค้าภูมิภาคจะชะลอลง เพราะเมื่อจีนส่งออกลดลง จีนจะลดการนำเข้าวัตถุดิบจากอาเซียน”
ทรัมป์ชนะ ส่งออกไทยโตต่ำ
อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยมีโอกาสช่วงชิงสัดส่วนการนำเข้าของสหรัฐมากขึ้น หรือแย่งส่วนแบ่งการตลาดของจีนในสหรัฐที่ลดลง แม้ว่าไทยจะเผชิญภาษีนำเข้า 10% แต่สินค้าไทยจะยังคงมีราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในสหรัฐ กรณีทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง โดยคาดว่าส่งออกของไทยจะขยายตัวราว 1.0% แทนที่จะอยู่ที่ระดับ 2.6% กรณีแฮร์ริสชนะ
กรณีทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง แม้เฟดอาจปรับลดดอกเบี้ยลงมากกว่าที่คาดไว้ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐรอดพ้นจากภาวะถดถอยจากสงครามการค้า ดอลลาร์สหรัฐน่าจะอ่อนค่าตามทิศทางดอกเบี้ยที่ลดลง แต่คาดว่าตลาดจะให้น้ำหนักกับความเสี่ยง รวมทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอาจยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น
เศรษฐกิจไทยใต้เงาทรัมป์
ดร.อมรเทพชี้ว่า เศรษฐกิจไทยภายใต้นโยบายการค้าและนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ น่าจะมีความผันผวนมากกว่ากรณีของแฮร์ริส โดยเฉพาะผลจากความพยายามลดทอนอำนาจทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งจะกดดันการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน
ทั้งนี้ สำนักวิจัยซีไอเอ็มบี ไทยมองว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 จะขยายตัวได้เพียง 2.5% ในกรณีของทรัมป์ และขยายตัว 3.2% ในกรณีของแฮร์ริส โดยคาดว่า นอกจากการส่งออกที่จะชะลอและกดดันการลงทุนภาคเอกชนให้เติบโตช้าลงแล้ว ความต้องการในประเทศจะอ่อนแอตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง
โดยเฉพาะข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคการเกษตรทั่วประเทศ รวมทั้งครัวเรือนที่มีรายได้น้อยในพื้นที่ชนบทจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการลดลงของกำลังซื้อ แต่เชื่อว่าการบริโภคภาคเอกชนยังเติบโตได้ด้วยแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวและจากมาตรการแจกเงินของรัฐบาล
“ในส่วนของมาตรการทางการเงินมองว่า ธปท.จะปรับลดดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศและลดความเสี่ยงด้านภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ แม้การลดดอกเบี้ยจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าและเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อสินค้านำเข้ามากขึ้นก็ตาม สำนักวิจัยมองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ที่ระดับ 1.25% ในกรณีของทรัมป์ และระดับ 1.50% ในกรณีแฮร์ริสขนะ”