เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

หุ้นไทย แพงกระจุก ถูกกระจาย ส่องหุ้นย่อตัวน่าสะสม

26 ธ.ค. 2567 | 12:15น.
หุ้นไทย

หุ้นไทย

บล.เอเซีย พลัส ชี้หุ้นไทยแพงกระจุก ถูกกระจาย ส่องหุ้นย่อตัวน่าสะสม พบหุ้นขนาดใหญ่ใน SET100 ที่ลงแรงกว่าตลาดในปีนี้ถึง 63 บริษัท

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ รองผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด รายงานว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยที่ 1,400 จุด มีแต่เทรดดิ้ง P/E ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 19.34 เท่า (ต้นปี 18.42 เท่า) ดูเหมือนแพงถ้าเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นประเทศอื่น ๆ ทำให้นักลงทุนไทยและต่างชาติไม่กล้าที่จะเข้ามาลงทุนได้ แต่จริง ๆ P/E อาจจะไม่แพงอย่างที่คิด เพราะหากดูหุ้นใน SET100 มีหุ้นถึง 60 บริษัทที่ P/E ลดลง โดยฝ่ายวิจัยฯประเมิน P/E ที่ดูแพงถูกบดบังด้วยปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1.TRAILING EPS ที่ต่ำกว่าปกติเกินไป เหลือ 72.4 บาทต่อหุ้น เพราะมีกำไรถึง 2 งวดที่ต่ำกว่าระดับปกติที่ 2.5 แสนล้านบาท งวดไตรมาส 4/2566 ที่ 1.7 แสนล้านบาท และกำไรงวดไตรมาส 3/2567 ที่ 1.9 แสนล้านบาท แต่ถ้ากำไรกลับมาที่ระดับปกติ P/E จะค่อย ๆ ลดลง

2.หากไม่รวม DELTA EPS ของตลาดจะปรับตัวขึ้นมาเกือบ 7 บาท/หุ้น เนื่องจาก DELTA เป็นหุ้นขนาดใหญ่อันดับ 1 ของตลาดที่ปรับตัวขึ้นมาเร็ว ผลักทำให้ P/E ตลาดสูง แต่ถ้าไม่รวม DELTA จะหนุนให้ P/E ตลาดลดลง และ EPS ของตลาดสูงขึ้นได้เกือบ 7 บาทต่อหุ้น

3.หากตัดผลตอบแทน DELTA ปีนี้ออกจากดัชนี SET INDEX พบว่าปัจจุบัน SET INDEX ที่ 1,400.85 จุด จะเหลือ 1,338.11 จุด ลดลง -5.5% นับจากต้นปี (YTD)

ทั้งหมดที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่า จริงแล้วตลาดหุ้นไทยเป็นเพียงการแพงกระจุก แต่หุ้นถูกยังกระจาย ซึ่งมีหุ้นขนาดใหญ่ใน SET100 ที่ลงแรงกว่าตลาดในปีนี้ถึง 63

บริษัท โดยอิทธิพล SANTA RALLY จะค่อย ๆ ลดลง ขณะที่ยังไม่เห็นแรงขับเคลื่อนใหม่ ๆ จากปัจจัยแวดล้อมทางพื้นฐาน คาด SET INDEX ผันผวนในกรอบ 1,393-1,405 จุด TOP PICK เลือก ERW, PTTGC และ SJWD

ความเสี่ยง RECESSION ขยับขึ้นในหลายประเทศ

โดยเศรษฐกิจโลกในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 3.1% ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่รออยู่ โดยเฉพาะการเดินหน้านโยบายการค้าสหรัฐในยุค TRUMP 2.0 ผ่านการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศต่าง ๆ (ความเสี่ยง TRADE WAR ระลอกใหม่) พร้อมกับผลักดันให้เกิด AMERICAN FIRST

ขณะที่ BLOOMBERG เผยผลสำรวจโอกาสเกิด RECESSION ในอีก 1 ปีข้างหน้า โดยสหรัฐถูกปรับลดโอกาสเกิด RECESSION เหลือ 20% (เดิม 30%) สวนทางกับหลายประเทศในเอเชียที่ถูกปรับเพิ่มโอกาสเกิด RECESSION อาทิ ญี่ปุ่น 30% (เดิม 25%), จีน 15% (เดิม 12.5%), อินโดนีเซีย 5% (เดิม 1%) เป็นต้น ส่วนไทย BLOOMBERG คาดความน่าจะเป็นไว้ที่ 10%

ความเสี่ยงทางการค้ากับสหรัฐในปีหน้า ทำให้หลายประเทศต้องเตรียมรับมือ โดยล่าสุด PBOC คงดอกเบี้ย MLF ที่ 2% ไว้เท่าเดิม เพื่อเก็บกระสุนไว้ใช้ในอนาคต และยังเห็นความพยายามของรัฐบาลจีนช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องไปพร้อม ๆ กัน ผ่านทางข้อตกลง REVERSE REPO ประเภทอายุ 7 วัน มุ่งรักษาสภาพคล่องระบบธนาคาร โดยการอัดฉีดเงิน 1.923 แสนล้านหยวนเข้าสู่ระบบการเงิน

นอกจากนี้ ในผลการประชุมเชิงปฏิบัติการของหน่วยงานกำกับดูแลที่อยู่อาศัยของจีนเมื่อวันที่ 24-25 ธ.ค. 2567 ระบุว่าจีนจะยังคงมุ่งรักษาเสถียรภาพและป้องกันไม่ให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทรุดตัวลงไปอีกในปี 2568

“สรุปเศรษฐกิจโลกในปี 2568 เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่รออยู่ โดยเฉพาะความเสี่ยง TRADE WAR ระลอกใหม่ ทำให้หลายประเทศในเอเชียที่ถูกปรับเพิ่มโอกาสเกิด RECESSION ในปีหน้า”

ปัจจัยภายในประเทศ มีอะไรที่น่าสนใจ

วานนี้ตัวเลขส่งออก-นำเข้าไทย พ.ย. 2567 ออกมาต่ำตลาดคาด +8.2% YOY และ +0.9% YOY ตามลำดับ หนุนให้ดุลการค้าของไทย 11 เดือนปีนี้ยังขาดดุลต่อเนื่อง อยู่ที่ 224 ล้านเหรียญ หรือ -6.27 พันล้านบาท จึงทำให้ประเทศไทยมีแนวโน้ม “ขาดดุลการค้า” ต่อเนื่อง 3 ปีติดกัน (2565-2567) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกังวลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดในลำดับถัดไป และถือเป็นปัจจัยที่ทำให้นโยบายการคลังอาจจะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้น้อยลง และต้องพึ่งพานโยบายการเงินช่วยพยุงเศรษฐกิจแทน

ขณะที่วานนี้มีประเด็นคณะกรรมการกฤษฎีกา 3 คณะตีตกชื่อ “คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง” ขาดคุณสมบัตินั่งประธานบอร์ด ธปท. เหตุมีพฤติกรรมดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจะทำให้การใช้นโยบายการเงินช่วยดันเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้หายไป อาทิ การแก้กฎหมายแบงก์ชาติ, โยกหนี้ FIDF ไปบัญชี ธปท., หาช่องใช้ทุนสำรอง และแซนด์บอกซ์เงินดิจิทัล ซึ่งแนวทางการแก้ไขมีอยู่ 2 แนวทาง

1.เลื่อนชื่อลำดับรองขึ้นมาแทน (ลำดับ 2 และ 3)

2.เสนอชื่อใหม่ โดยแบ่งเป็นของกระทรวงการคลัง 1 รายชื่อ, ธปท. 2 รายชื่อ

ด้วยประเด็นข้างต้นทั้งตัวเลขดุลการค้าที่ไม่ดีนัก และมีความไม่แน่นอนของแนวทางการใช้นโยบายการเงินของ ธปท. จึงทำให้โฟลว์ต่างชาติอาจยังไม่ไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยมากนัก และกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าตามกลไก ดังนั้น ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนช่วงสั้น เน้นหุ้นที่มีสินค้าส่งออกขยายตัวหลัก ๆ คือ

– ยางพารา +14% YOY บวกต่อ STA, NER

– อาหารสัตว์เลี้ยง +18.1% YOY บวกต่อ AAI, ITC, ASIAN, CPF

– ไก่สด แช่เย็น แช่เย็น +12% YOY บวกต่อ GFPT, TFG, CPF

หุ้นไทย แพงกระจุก ถูกกระจาย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SET หุ้นไทย เอเซีย พลัส