จับตาสถานการณ์การเมืองปี 2568 ทั้งเลือกตั้งนายก อบจ.ทั่วประเทศ เป็นการเปิดศึกระหว่างเพื่อไทย-ภูมิใจไทย โดยมีพรรคประชาชนขอเอี่ยวด้วย เพื่อวางฐานกำลังรับเลือกตั้งใหญ่ 2570 ก่อนเข้าสู่บรรยากาศอภิปรายไม่ไว้วางใจ จากนั้นรัฐบาล ถึงคิวปรับ ครม. รวมถึงการลงประชามติแก้รัฐธรรมนูญ และที่ต้องจับตาพิเศษไม่พ้นคดีการเมืองร้อน ๆ ที่คาดว่าจะได้บทสรุปในปีงูเล็ก
ในปี 2568 หรือปีงูเล็ก แต่การเมืองของไทยมีแต่วาระใหญ่ ๆ จ่อคิว โดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร เหลือเวลาอีก 2 ปี ในการสร้างผลงาน แม้ในทางพฤตินัยจะเข้ามาทำงานได้ 4 เดือน
ตามธรรมชาติการเมือง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาลทุกสมัย พรรคร่วมรัฐบาลต้องเร่งกัน “ทำผลงาน” ให้ประจักษ์ต่อสายตาประชาชน เช่นเดียวกับ พรรคฝ่ายค้าน ก็ต้องหาจุดบอด จุดโจมตีเพื่อลดเครดิตฝ่ายบริหาร
แม้ว่ารัฐบาลเพื่อไทย ในยุคแพทองธาร จะกำเสียงข้างมากในสภา 318 เสียง แต่ใช่ว่าจะบริหารงานได้ง่ายดาย เพราะการเมืองไม่นิ่ง แถมยังไหลลึก มีคลื่นใต้น้ำคอยเล่นงาน ขณะที่ปัจจัยภายนอกที่จะกระทบรัฐบาลก็มีเพิ่มเช่นกัน แม้ว่า “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศหลายรอบว่าอยู่ครบเทอม
ศึกเลือกตั้งนายก อบจ.
เดือนมกราคม 2568 จะเห็นการขับเคี่ยวชิงพื้นที่ข่าวระหว่าง พรรคการเมืองใหญ่ ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน ที่ห้ำหั่นกันในศึกเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) หลังจากก่อนหน้านี้ มีการเลือกตั้งนายก อบจ.ไปแล้ว 27 จังหวัด ทั้งหมดตกในมือของบ้านใหญ่ ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และยังมีอีก 47 จังหวัด ที่จะหย่อนบัตรในวันที่ 1 กุมภาพันธ์
โจทย์ของพรรคเพื่อไทย ต้องการรุกพื้นที่การเมืองสนามท้องถิ่น เพื่อต่อยอดสู่การเลือกตั้งระดับชาติในปี 2570 เพราะยุคนี้เป็นยุคที่การเมืองระบบ “บ้านใหญ่” ท้องถิ่น กลับมาเป็นฐานคะแนนสำคัญอีกครั้ง โดยเปิดตัวผู้ชิงเก้าอี้นายก อบจ. 9 จังหวัด
นอกจากนี้ยังตรึงกำลังไม่ให้พรรคภูมิใจไทยรุกคืบยึดพื้นที่ภาคอีสานเพิ่มขึ้น หลังจากกินส่วนแบ่งพรรคเพื่อไทยในพื้นที่อีสานใต้ และมีความพยายามที่จะรุกพื้นที่อีสานเหนือ
“ทักษิณ” จึงเตรียมแผนลงพื้นที่ปราศรัยถี่ยิบในภาคอีสานช่วงหลังปีใหม่ 18-23 มกราคม 2568 ไล่ตั้งแต่ นครพนม บึงกาฬ หนองคาย มุกดาหาร เรื่อยมาจนถึงศรีสะเกษ ประกาศความเป็นเจ้าของพื้นที่อีสาน ป้องกันพรรคภูมิใจไทยขยายใหญ่ไปกว่านี้
ขณะที่นายกฯแพทองธาร เตรียมใช้เวลาช่วงเสาร์-อาทิตย์ นอกเวลาราชการ บุ๊กตั๋วเครื่องบินพาณิชย์ ไปช่วยผู้สมัครนายก อบจ.ของพรรคเพื่อไทย ปราศรัยด้วย
พรรคประชาชนขอมีเอี่ยว
ขณะที่โจทย์ของพรรคประชาชน ที่ไม่เคยชนะในสนามเลือกตั้ง นายก อบจ. เลยแม้แต่จังหวัดเดียว ต้องการชิงพื้นที่สื่อโดยใช้สนามเลือกตั้ง นายก อบจ.เป็นที่โชว์นโยบาย เพื่อไม่ให้กระแสพรรคประชาชนจมหายไป เพราะในฐานะพรรคฝ่ายค้าน พื้นที่การเมืองย่อมน้อยกว่าฝ่ายรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม พื้นที่การชิงชัยที่น่าจับตา อาทิ สนาม อบจ.เชียงใหม่ ซึ่ง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ลงพื้นที่ปราศรัยด้วยตัวเองในฐานะผู้ช่วยหาเสียง หนุน “สว.ก๊อง” พิชัย เลิศพงศ์อดิศร ลงชิงในนามพรรคเพื่อไทย ป้องกันแชมป์อีกสมัย ชนกับผู้สมัคร “พันธุ์อาจ ชัยรัตน์” อดีตผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมแห่งชาติ จากพรรคประชาชน ที่มี “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นผู้ช่วยหาเสียง
สนาม อบจ.ศรีสะเกษ อันเป็นพื้นที่การเมืองของบ้านใหญ่ “ไตรสรณกุล” แห่งพรรคภูมิใจไทย ซึ่ง “ทักษิณ” ต้องการยึดพื้นที่แห่งนี้ โดยส่ง “วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ” อดีต สส.ศรีสะเกษ เขต 3 แข่งกับ “วิชิต ไตรสรณกุล” เจ้าของเก้าอี้เดิม แม้จะลุ้นเหนื่อย แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะย่อมมีความหมายใหญ่ในทางการเมือง เพราะ “วิชิต” นั่งเก้าอี้นายก อบจ.มากว่า 2 ทศวรรษ
สนาม อบจ.ปราจีนบุรี ที่ถึงขั้นสังเวยชีวิต หลังจากเกิดกรณีของ “สจ.โต้ง” โดยพรรคเพื่อไทย ส่ง สจ.จอย “ณภาภัช อัญชสาณิชมน” ภรรยา ลงชิงตำแหน่งดังกล่าว เพื่อยึดพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทย อันมีบ้านใหญ่ “วิลาวัลย์” ครองสนามแห่งนี้อยู่
ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ
หลังการเลือกตั้งนายก อบจ. การเมืองจะกลับเข้าสู่รัฐสภา เพราะพรรคประชาชน ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน เตรียมเปิดฉากอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคไม่ทิ้งเรื่องการตรวจสอบ ต้นปี 2568 จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น
หากประชาชนมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทุจริตคอร์รัปชั่น เห็นว่ามีการทุจริตเชิงนโยบาย พรรคประชาชนพร้อมที่จะเป็นตัวกลาง เป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องประชาชน สามารถส่งข้อมูลมาได้
พรรคประชาชนเก็บข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจมาระยะหนึ่ง ตั้งเป้าซักฟอกโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาสถานการณ์ภัยพิบัติ ปมเรื่องเขากระโดง ไฮไลต์สำคัญคือการรับซื้อไฟฟ้าหมุนเวียน
แต่ที่ฝ่ายรัฐบาลต้องขบคิดให้หนัก เพราะบางปมที่พรรคฝ่ายค้านจ้องเล่นงาน มาจากประเด็นร้อนที่พรรคในรัฐบาล เพื่อไทย-ภูมิใจไทย เปิดศึกใส่กันเอง อย่างกรณี ปมเขากระโดง ไม่ว่าฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีจากพรรคไหน หลังจบการโหวต “ไว้วางใจ” ย่อมเป็นประเด็นทางการเมืองต่อยอดได้ทั้งสิ้น
ถึงคิวเฟ้นหาองค์กรอิสระ
อีกปรากฏการณ์หนึ่งที่ต้องจับตาคือการสับเปลี่ยนตัวของกรรมการในองค์กรอิสระหลายแห่ง เนื่องจากคนเก่าครบวาระ ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ต้องเฟ้นหา 3 คน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องหาตัวแทน 5 คน อย่างน้อย 10 ตำแหน่งในองค์กรอิสระ ที่ชี้เป็น-ชี้ตายทางการเมือง
กระบวนการสรรหา ต้องผ่านขั้นตอนสำคัญคือการเห็นชอบของวุฒิสภา ซึ่งเวลานี้ สว.เกินครึ่ง กว่า 160 เสียง แนบแน่นกับพรรคภูมิใจไทย ย่อมทำให้การประทับ รับรององค์กรอิสระ อาจอยู่ในมือของกลุ่มสีน้ำเงิน
คาดปรับ ครม.-สับเก้าอี้
ส่วนที่ถูกจับตาเป็นพิเศษไม่พ้นการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีแนวโน้มว่าต้องเกิดขึ้นในปี 2568 ตามสไตล์ของพรรคเพื่อไทย ที่จะปรับ ครม.ทุก ๆ 6 เดือน อันเป็นสไตล์การบริหารที่เป็นมรดกตกทอดมาจากยุคไทยรักไทย ที่มี “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี
นอกจากจะมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนเก้าอี้ในพรรคเพื่อไทย อาจเห็นการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค โดยมีตัวแปรความขัดแย้งภายในรัฐบาล เป็นตัวเร่ง หลังจาก “ทักษิณ” ส่งสัญญาณเตือน บนเวทีสัมมนาพรรคเพื่อไทย
ขณะเดียวกัน พรรคกล้าธรรม ที่ย้าย 20 สส.เข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ บุคคลระดับหัวขบวนของพรรค ก็หวังที่คัมแบ็กกลับมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีอีกครั้ง แม้จะมีข้อน่าห่วงเรื่องคุณสมบัติ และจริยธรรม
ฝุ่นตลบ-ประชามติ รธน.
ตามไทม์ไลน์แก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลเพื่อไทย ในปี 2568 จะทำประชามติครั้งแรกจากทั้งหมด 3 ครั้ง ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ให้ความเห็นชอบ เพื่อถามประชาชนว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะแก้รัฐธรรมนูญ โดยไม่แก้หมวด 1 หมวด 2 ในช่วงปลายปี
แต่กฎหมายประชามติจะต้องมีผลบังคับใช้เสียก่อน เพราะขณะนี้เรื่องยุ่ง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายประชามติ คือการใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้น หรือ 1 ชั้น เป็นเกณฑ์ตัดสิน
ขณะนี้มาถึงจุดที่ต้อง “แขวน” ร่างกฎหมายประชามติไว้ 180 วัน หลังจาก สส. และ สว.ตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้มีเสียงข้างมาก 2 ชั้น หรือ 1 ชั้น
ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 138 กำหนดว่า เมื่อครบกำหนด 180 วัน สภาผู้แทนราษฎรจะสามารถยืนยัน ร่างกฎหมายประชามติ ฉบับ สส. ที่เคยเสนอให้ใช้เสียงข้างมากชั้นเดียว และให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ ให้มีผลบังคับใช้ได้
อย่างไรก็ตาม หากทำประชามติ 3 ครั้ง ตามแผนเดิมจะทำให้การแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ดังนั้นจึงมีความพยายามในการลดการทำประชามติให้เหลือ 2 ครั้ง โดยตัดครั้งแรกที่จะถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะแก้รัฐธรรมนูญ โดยไม่แก้หมวด 1 หมวด 2 ทิ้งไป
เหลือการทำประชามติเพื่อถามประชาชน 2 ครั้งหลัง คือเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีกระบวนการยกร่างใหม่ ส.ส.ร. หรือไม่ และอีกครั้งคือ ตอนที่ ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ
แต่ยังติดปัญหาว่าจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2564 ที่ระบุว่า “รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่า ประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” หากตัดประชามติครั้งที่ 1 ออกไป
เวลานี้มีพรรคประชาชน ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวดให้มี ส.ส.ร.เข้าสู่ที่ประชุมสภาแล้ว เหลือเพียงประธานรัฐสภาจะบรรจุวาระหรือไม่ และจะมีผู้ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความอีกรอบหรือไม่ ต้องจับตาในช่วงต้นปี 2568
เกมรัฐธรรมนูญยังคงชุลมุน ฝุ่นตลบตลอดปี 2568
พลิกแฟ้มคดีการเมืองร้อน
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามคดีการเมืองอีกหลายคดี ที่จะกลายเป็นประเด็นร้อน ทั้งกรณีชั้น 14 ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณากรณีกล่าวหา นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
คดี ป.ป.ช. พิจารณาคำร้องให้ตรวจสอบจริยธรรม 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ที่ร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งประเด็นนี้มีการคาดการณ์ว่า จะมีแกนนำพรรคประชาชนหลายราย โดนชงข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม และส่งไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ดังนั้น ในปี 2568 การเมืองจะยิ่งร้อนระอุ นับถอยหลัง 2 ปีรัฐบาล ทุกฝ่ายต้องเร่งสร้างคะแนน สร้างผลงาน ชิงความได้เปรียบทางการเมือง ปูทางไปสู่การเลือกตั้งปี 2570