down
บล.กสิกรไทย ชี้กลุ่มหุ้น “แบงก์-ไอซีที” เสี่ยงเพิ่ม ปมต้องร่วมรับผิดลูกค้าถูกมิจฉาชีพหลอกลวงจนเกิดความเสียหาย หลังกระทรวงดีอีเอสเตรียมชง ครม. 7 ม.ค.นี้ แก้ไข พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ประเมินแบงก์ใหญ่กดดันทุกราย เหตุต้องมีค่าใช้จ่ายลงทุน “Cyber Security” เพิ่ม ซ้ำเติมสินเชื่อโตยาก ขณะที่ “NIM-รายได้ค่าธรรมเนียม” ลดลง คาดการณ์กำไรแบงก์ปีนี้ติดลบ 2%
นายกรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากกรณีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เตรียมจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 ม.ค. 2568 ให้ความเห็นชอบการแก้ไขพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 เพื่อยกระดับการจัดการปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และเร่งรัดให้เกิดการคืนเงินแก่ผู้เสียหาย รวมไปถึงเพิ่มความรับผิดชอบของสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ กรณีไม่ดูแลและละเลยจนก่อให้เกิดอาชญากรรม

โดยประเด็นดังกล่าว ประเมินในเบื้องต้น มองเป็นภาพเชิงลบอ่อน ๆ ต่อหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่มไอซีที เพราะปัญหาเรื่องการโจรกรรมทางไซเบอร์เกิดมากขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจจะมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
สำหรับกลุ่มธนาคาร คาดว่าทุกแห่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากปัญหามิจฉาชีพ ในการลงทุนพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ความปลอดภัย หรือต้องจ้างโปรแกรมเมอร์เพิ่มขึ้นในปี 2568 ซึ่งจะกดดันค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) เพิ่มขึ้นในปีนี้ ขณะที่รายได้ธนาคารอาจจะไม่ดีนัก เพราะสินเชื่อโตยาก ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ก็หาย และการจะประหยัดค่าใช้จ่ายด้านไอทีก็อาจจะทำได้ไม่มากแล้ว เพราะค่าใช้จ่ายประเภท Cyber Security จะเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
“คาดว่าทุกธนาคารคงโดนผลกระทบหมด โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก ก็น่าจะต้องลงทุนระบบความปลอดภัยที่สูงขึ้น”
นายกรกชกล่าวว่า แนวโน้มกำไรธุรกิจธนาคารปี 2568 ประเมินเบื้องต้นคาดว่าน่าจะติดลบ 2% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า (YOY) หลัก ๆ ถูกกดดันจาก NIM ที่ลดลง จากที่คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายปีนี้ลงอีก 1 ครั้ง ในขณะที่สินเชื่อจากเดิมคาดโต 3% แต่มีความเสี่ยงด้านลบ (Downside Risk) จากสินเชื่อเอสเอ็มอีและสินเชื่อรายย่อยที่อาจจะไม่โต จะมีแค่สินเชื่อรายใหญ่เท่านั้นที่จะเติบโตได้ จึงประเมิน Base Case การเติบโตของสินเชื่อธนาคารปีนี้ราว 1-1.5% เท่านั้น
ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมคงทรงตัว เพราะรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อจะลดน้อยลง บวกกับรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับ ATM ที่ลดลงมาต่อเนื่อง 4-5 ปี
“กลุ่มธนาคารปีนี้ สิ่งที่ประหยัดไปได้ คือ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองของธนาคาร (Credit Cost) ที่คาดว่าจะลดลง 15 bps เมื่อเทียบ YOY อยู่ภายใต้สมมุติฐานไม่มีลูกหนี้รายใหญ่มีปัญหา และเรื่องขาดทุนรถยึดน่าจะลดน้อยลง หลังจากปีที่แล้วแบงก์เข้มงวดและเก็บเงินดาวน์มากขึ้น ดังนั้นสรุปภาพรวมกำไรแบงก์ปีนี้อาจจะไม่ดีนัก”
นายกรกชกล่าวอีกว่า สำหรับกลยุทธ์ลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคาร แนะนำลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) จากภาพกำไรปีนี้ไม่โต จะมีจุดเด่นเดียวคือเรื่องเงินปันผล ที่น่าจะจ่ายได้ดีขึ้น สำหรับนักลงทุนที่เน้นปันผลยังพอลงทุนได้ แนะนำ SCB, TISCO หรือ KTB ที่ราคาหุ้นไม่แพง และเป็นธนาคารเดียวที่ยังให้คำแนะนำ “ซื้อ” ในกลุ่มธนาคาร