เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

รู้จักโครงสร้าง “ค่าไฟ” แต่ละเดือนจ่ายอะไรไปบ้าง คำนวณค่าไฟอย่างไร

06 ม.ค. 2568 | 14:28น.
ค่าไฟฟ้า มิเตอร์ไฟ

ค่าไฟฟ้า มิเตอร์ไฟ

รู้จักโครงสร้าง “ค่าไฟฟ้า” ที่เราต้องจ่ายในแต่ละเดือน ประกอบด้วย ค่าไฟฟ้าฐาน, ค่า Ft และภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มาจากไหน และคืออะไร พร้อมบอกวิธีคำนวณไฟฟ้าจากอัตราคำนวณไฟฟ้าในบ้านพักอาศัย

เคยสงสัยกันไหมว่า ค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนที่เราจ่ายไปนั้นมาจากไหน และในบิลที่ยาวเยียดนั้นมีค่าอะไรบ้าง ทั้งตัวเลขเฉพาะทาง จำนวนเงิน และศัพท์ที่ใช้แจกแจงค่าไฟฟ้าต่าง ๆ ที่เรียกเก็บนั้นอาจทำให้งง จนไม่รู้ว่าแต่ละค่าใช้จ่ายนั้นคืออะไร และเรียกเก็บเพื่ออะไร

ประชาชาติธุรกิจ พาไปชำแหละโครงสร้าง “ค่าไฟฟ้า” ที่เราต้องจ่ายไปในแต่ละเดือนว่ามีอะไรบ้าง โดยค่าใช้จ่ายหลักของค่าไฟฟ้านั้นประกอบไปด้วย 3 อย่าง ได้แก่ ค่าไฟฟ้าฐาน, ค่า Ft และภาษีมูลค่าเพิ่ม

ค่าไฟฟ้าฐาน

ค่าที่คิดมาจากต้นทุนการผลิตและการให้บริการไฟฟ้า ซึ่งจะมีการกำหนดใหม่ทุก 3-5 ปี โดยต้นทุนที่นำมาคิดค่าไฟฟ้าฐานแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม

  • ต้นทุนที่ใช้ก่อสร้างและขยายระบบผลิต ระบบส่ง และระบบจำหน่าย
  • ต้นทุนในการดำเนินงาน เช่น ค่าใช้จ่ายดำเนินงานและบำรุงรักษาระบบ ค่าบริหารจัดการ ผลตอบแทนการลงทุน
  • ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และค่าซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน

ซึ่งอัตราค่าไฟฟ้าฐานจะแตกต่างกันไปตามประเภทการใช้งานไฟฟ้า และจะถูกกำหนดโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โดยคำนวณจากต้นทุนในการผลิตและจัดส่งกระแสไฟฟ้า และสามารถแบ่งประเภทของการใช้งานไฟฟ้าได้ ดังนี้

  1. บ้านอยู่อาศัย : สำหรับการใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือนที่อยู่อาศัย วัดและโบสถ์ของศาสนาต่าง ๆ
  2. กิจการขนาดเล็ก : สำหรับการใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบธุรกิจ ธุรกิจรวมกับที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม หน่วยราชการ สำนักงาน หรือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีความต้องการพลังไฟฟ้าเฉลี่ยใน 15 นาทีที่สูงสุดต่ำกว่า 30 กิโลวัตต์
  3. กิจการขนาดกลาง : สำหรับการใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบธุรกิจ อุตสาหกรรม หน่วยราชการ หรือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีความต้องการพลังไฟฟ้าเฉลี่ยใน 15 นาทีที่สูงสุด ตั้งแต่ 30 ถึง 999 กิโลวัตต์ และมีปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 3 เดือน ไม่เกิน 250,000 หน่วยต่อเดือน
  4. กิจการขนาดใหญ่ : สำหรับการใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบธุรกิจ อุตสาหกรรม หน่วยราชการ สำนักงาน หรือหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีความต้องการพลังไฟฟ้าเฉลี่ยใน 15 นาทีที่สูงสุด ตั้งแต่ 1,000 กิโลวัตต์ขึ้นไป หรือมีปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 3 เดือน เกินกว่า 250,000 หน่วยต่อเดือน
  5. กิจการเฉพาะอย่าง : สำหรับการใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบกิจการโรงแรมและกิจการให้เช่าพักอาศัย ซึ่งมีความต้องการพลังไฟฟ้าเฉลี่ยใน 15 นาทีที่สูงสุดตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ขึ้นไป
  6. องค์กรที่ไม่แสวงหากำไร : สำหรับการใช้ไฟฟ้าขององค์กรที่มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการโดยไม่คิดค่าตอบแทน รวมถึงสถานที่ที่ใช้ในการประกอบศาสนกิจ
  7. กิจการสูบน้ำเพื่อการเกษตร : สำหรับการใช้ไฟฟ้ากับเครื่องสูบน้ำเพื่อการเกษตรของหน่วยราชการ สำนักงาน กลุ่มเกษตรกรที่ทางราชการรับรอง หรือสหกรณ์เพื่อการเกษตร
  8. ผู้ใช้ไฟฟ้าชั่วคราว : สำหรับการใช้ไฟฟ้าชั่วคราวเพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารทั่วไปหรือสิ่งปลูกสร้าง การจัดงานขึ้นเป็นกรณีพิเศษชั่วคราว หรือการใช้ในกรณีต่าง ๆ เป็นการชั่วคราว

สำหรับค่าไฟฟ้าฐานจะแบ่งออกเป็นค่าพลังงานไฟฟ้า, ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า และค่าบริการรายเดือน โดยผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทจะต้องจ่ายค่าพลังงานไฟฟ้า และค่าบริการต่อเดือน

ขณะที่กิจการขนาดกลาง, ขนาดใหญ่ และกิจการเฉพาะอย่างจะต้องจ่ายค่าความต้องการพลังงานไฟฟ้า และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และกิจการสูบน้ำเพื่อการเกษตรจะต้องจ่ายค่าความต้องการพลังงานไฟฟ้าตามอัตราการใช้งาน

ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft)

ค่า Ft (Float Time) หรือค่าไฟฟ้าผันแปร เป็นค่าไฟฟ้าที่ปรับเปลี่ยนเพิ่มหรือลดตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าจากเอกชนหรือประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงค่าใช้จ่ายที่การไฟฟ้าไม่สามารถควบคุมได้ มีการปรับทุก 4 เดือน เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนโปร่งใสกับผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของการไฟฟ้า

ปัจจุบันเดือนมกราคม-เมษายน 2568 มีการเรียกเก็บค่า Ft ที่อัตรา 36.72 สตางค์ต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลดลงจาก 4.18 บาท/หน่วย เหลืออยู่ที่ 4.15 บาท/หน่วย

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)

การคิดภาษีมูลค่าเพิ่มจะถูกคิดจากยอดค่าไฟฟ้ารวมสุทธิ ได้แก่ ผลรวมของค่าไฟฟ้าฐาน และค่าไฟ Ft ก่อนที่จะคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7%

อัตราคำนวณค่าไฟบ้าน

สูตรการคำนวณค่าไฟฟ้า คิดได้ดังนี้

(ค่าไฟฟ้าฐาน + ค่าไฟฟ้าแปรผัน Ft) x ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% = ค่าไฟฟ้าสุทธิที่ต้องจ่าย

โดยสามารถแบ่งวิธีการคิดตามประเภทย่อยที่การไฟฟ้านครหลวงกำหนด ตามจำนวนหน่วยที่ใช้ต่อเดือน ซึ่งอัตราในการคำนวณค่าไฟแบ่งออกเป็น 3 อัตรา ได้แก่

  1. อัตราปกติปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วย/เดือน
ค่าพลังงานไฟฟ้า ราคา/หน่วย
15 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก (หน่วยที่ 1-15) 1.8632 บาท
10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 16-25) 2.5026 บาท
10 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 26-35) 2.7549 บาท
65 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 36-100) 3.1381 บาท
50 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 101-150) 3.2315 บาท
250 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 151-400) 3.7362 บาท
เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป) 3.9361 บาท

 

ค่าบริการอยู่ที่ 8.19 บาท/เดือน

2. อัตราปกติปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าเกินกว่า 150 หน่วย/เดือน

ค่าพลังงานไฟฟ้า ราคา/หน่วย
150 หน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) แรก (หน่วยที่ 1-150) 2.7628 บาท
250 หน่วยต่อไป (หน่วยที่ 151-400) 3.7362 บาท
เกินกว่า 400 หน่วย (หน่วยที่ 401 เป็นต้นไป) 3.9361 บาท

 

ค่าบริการอยู่ที่ 38.22 บาท/เดือน

3. อัตราตามช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use Tariff : TOU Tariff)

(เครดิตภาพ การไฟฟ้านครหลวง)

On Peak : เวลา 09.00-22.00 น. วันจันทร์-วันศุกร์ และวันพืชมงคล
Off Peak : เวลา 22.00-09.00 น. วันจันทร์-วันศุกร์ และวันพืชมงคล และเวลา 00.00-24.00 น. วันเสาร์ -วันอาทิตย์, วันหยุดราชการตามปกติ และวันแรงงานแห่งชาติ (ไม่รวมวันหยุดชดเชยและวันพืชมงคล)

ข้อมูลจาก การไฟฟ้านครหลวง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค่าไฟ ค่าไฟฟ้า