เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (8 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณบาทละ 66,700 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (8 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณบาทละ 66,700 บาท
คว้าโอกาสประชุมการเงินโลก
World คว้าโอกาสประชุมการเงินโลก
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (8 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (8 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
FETCO ลุ้นฟันด์โฟลว์ไหลกลับ SET ต่างชาติแค่ขายทำกำไร-ดัชนีเชื่อมั่นยัง ‘ร้อนแรงมาก’
Finance FETCO ลุ้นฟันด์โฟลว์ไหลกลับ SET ต่างชาติแค่ขายทำกำไร-ดัชนีเชื่อมั่นยัง ‘ร้อนแรงมาก’
ประกันผ่อนปรนชำระเบี้ย ระดมมาตรการช่วยลูกค้าน้ำท่วม
Finance ประกันผ่อนปรนชำระเบี้ย ระดมมาตรการช่วยลูกค้าน้ำท่วม
ยุค AI เมื่อข้อมูลมากขึ้น ‘รายงานได้ดี’ อาจยังไม่พอ
SD Talk ยุค AI เมื่อข้อมูลมากขึ้น ‘รายงานได้ดี’ อาจยังไม่พอ
การเคหะผุด ‘บ้านเช่า’ 4 ทำเล เสิร์ฟ ‘เฟิรสต์จ็อบเบอร์’ – ผู้มีรายได้น้อย
Real Estate การเคหะผุด ‘บ้านเช่า’ 4 ทำเล เสิร์ฟ ‘เฟิรสต์จ็อบเบอร์’ – ผู้มีรายได้น้อย
ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลัง IEA มีมติเร่งระบายน้ำมันออกจากคลังสำรอง
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลัง IEA มีมติเร่งระบายน้ำมันออกจากคลังสำรอง
ถนนทุกสายมุ่งสู่ ‘ภูเก็ต’ แสนสิริ x SCB ร่วมกินเจพลังศรัทธา เมืองเทศกาลโลก
SD ถนนทุกสายมุ่งสู่ ‘ภูเก็ต’ แสนสิริ x SCB ร่วมกินเจพลังศรัทธา เมืองเทศกาลโลก
ออมสิน จ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมแล้ว 246 ล้านบาท ทะลุ 2.7 หมื่นราย
Finance ออมสิน จ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมแล้ว 246 ล้านบาท ทะลุ 2.7 หมื่นราย
ดูทั้งหมด

รู้จัก FTA คืออะไร ไทยได้อะไรจากการเจรจากับ EFTA สำเร็จ

24 ม.ค. 2568 | 12:42น.
FTA

รู้จักการทำข้อตกลง FTA เขตการค้าเสรี แล้วประเทศไทยจะได้อะไรบ้าง หลังกระทรวงพาณิชย์เจรจาข้อตกลงกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ได้สำเร็จ 

โอกาสทางการค้าได้เริ่มต้นแล้ว หลังกระทรวงพาณิชย์สามารถเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศยุโรปได้สำเร็จ นับเป็น FTA ฉบับแรกของไทยที่ตกลงร่วมกับประเทศยุโรป และเป็นฉบับแรกของรัฐบาลชุดนี้ด้วย ซึ่ง FTA คืออะไร และมีความสำคัญกับประเทศไทยมากน้อยแค่ไหน ?

FTA (Free Trade Area) หรือเขตการค้าเสรี เป็นการทำความตกลงทางการค้าของประเทศตั้งแต่ 2 ประเทศ (ทวิภาค) หรือเป็นหลายประเทศรวมกัน (พหุภาคี) ที่จะร่วมมือขจัดอุปสรรคทางการค้า โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาษีศุลกากรระหว่างกันภายในกลุ่มทั้งที่เป็นภาษีศุลกากร และไม่ใช่ภาษีศุลกากร ที่ทำข้อตกลงให้เหลือน้อยที่สุด และใช้อัตราภาษีปกติที่สูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่ม

ในอดีตการทำค้าเสรีนั้นมุ่งเน้นด้านสินค้าเป็นหลัก โดยการลดภาษีและอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี แต่ในระยะหลังมานี้ จะมีการเหมารวมถึงการเปิดเสรีการค้าด้านอื่นด้วย อาทิ การบริการการลงทุน เป็นต้น

การจัดทำนโยบายการค้าเสรี เริ่มต้นจากแต่ละประเทศเลือกผลิตสินค้าที่ตัวเองถนัด และมีต้นทุนการผลิตต่ำ คือ จะผลิตสินค้าที่คิดว่าประเทศของตัวเองได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) มากที่สุด แล้วนำสินค้าเหล่านี้ไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่ไม่ถนัดผลิต หรือเสียเปรียบ โดยแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่ประเทศอื่นถนัด

FTA ให้ประโยชน์อะไร ?

ดังนั้น ประเทศทั้งสอง หรือหลายประเทศที่ทำการตกลงกันก็จะทำการค้าต่อกันได้ โดยต่างฝ่ายต่างสมประโยชน์ต่อกัน (Win-Win Situation) โดยนโยบายการค้าเสรี มีดังนี้

  1. การผลิตตามหลักการแบ่งงาน การเลือกสินค้าที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ และประเทศมีศักยภาพในการผลิตสินค้าสูง
  2. ไม่เก็บภาษีคุ้มกัน (Protective Duty) เพื่อคุ้มครอง หรือปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ
  3. ไม่ให้สิทธิพิเศษ หรือกีดกัดสินค้าของประเทศใดประเทศหนึ่ง
  4. เรียกเก็บภาษีในอัตราเดียวกัน และให้ความเป็นธรรมแก่สินค้าของทุกประเทศเท่ากัน คือ
  • ไม่มีข้อจำกัดทางการค้า (Trade Restriction) ที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ
  • ไม่มีการควบคุมการนำเข้า หรือส่งออกที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศ
  • ยกเว้นการควบคุมสินค้าบางอย่างที่เกี่ยวกับสุขอนามัย และเป็นอันตรายต่อมนุษย์ และสินค้าที่เกี่ยวด้วยศีลธรรม จรรยา หรือความมั่นคงของประเทศ

การทำ FTA เกิดขึ้นทั้งผลประโยชน์และผลกระทบ คู่เจรจาต่างจึงพยายามรวบรวมข้อมูล ศึกษา เพื่อเจราจาให้ต่างฝ่ายพึงพอใจ และได้รับผลประโยชน์มากที่สุด หรือได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แต่อย่างไรก็ตามสภาพแวดล้อมเฉพาะของแต่ละคู่เจรจาก็จะแตกต่างกันไป

แต่ละด้านของ FTA จะมีบางกลุ่มอุตสาหกรรม หรือสินค้าที่ได้ประโยชน์ และบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ การเจรจาก็สามารถยืดเวลาในการลดหรือยกเว้นภาษีออกไปจนกว่าภาคการผลิตจะสามารถปรับตัวได้ หรือภาครัฐจะเข้ามาช่วยเหลือ เยียวยา ชดเชยผลกระทบเหล่านั้น โดยภาพรวมของประโยชน์ที่จะได้รับมีดังนี้

  1. ลดอุปสรรคทางการค้าทั้งที่เป็นอุปสรรคทางภาษี และไม่ใช่ภาษี
  2. เพิ่มมูลค่าทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก
  3. เพิ่มโอกาสการส่งออกจากการได้มาซึ่งตลาดใหม่ และการขยายตลาดเดิม
  4. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  5. สร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ และการเมือง
  6. ให้ความร่วมมือทางด้านศุลกากร การแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูลการลักลอบ และสินค้าอันตราย สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์
  7. พัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
  8. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ และเทคโนโลยีการผลิต
  9. สร้างความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ตัวอย่างของ FTA ที่สำคัญ ได้แก่

  • NAFTA (North American Free Trade Agreement) : ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น USMCA (United States-Mexico-Canada Agreement)
  • EU Free Trade Agreements : ข้อตกลงการค้าเสรีที่สหภาพยุโรปทำกับหลายประเทศและกลุ่มประเทศต่าง ๆ
  • ASEAN Free Trade Area (AFTA) : ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สถานะไทยใน FTA

หลังจากกระทรวงพาณิชย์ปิดดีล FTA ไทย-EFTA ได้สำเร็จ เกิดเป็นการลงนาม FTA เป็นฉบับแรกที่ไทยทำกับกลุ่มประเทศในยุโรป เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ที่ประชุม World Economic Forum 2025

โดยการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association : EFTA) ประกอบด้วย 4 ประเทศ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ สามารถสรุปการเจรจาได้ 15 เรื่อง สอดคล้องกับการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแต้มต่อให้ผู้ประกอบการไทยในการประกอบธุรกิจและปูทางสำหรับการเจรจา FTA กับคู่ค้าสำคัญอื่น ๆ

นอกจากจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเอฟตาแล้ว FTA ฉบับนี้ยังจะส่งเสริมความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในสาขาต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง การพัฒนาทุนมนุษย์ การส่งเสริม SMEs และการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย

ทำให้ในตอนนี้ไทยมี FTA ทั้งหมด 16 ฉบับ กับ 23 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ได้แก่

  • ความตกลง TAFTA-ออสเตรเลีย
  • ความตกลง TNZCEP-นิวซีแลนด์
  • ความตกลง JTEPA-ญี่ปุ่น
  • ความตกลง TIFTA-อินเดีย
  • ความตกลง TPFTA-เปรู
  • ความตกลง TCFTA-ชิลี
  • ความตกลง AFTA-อาเซียน
  • ความตกลง ACFTA-จีน
  • ความตกลง AIFTA-อินเดีย
  • ความตกลง AJCEP-ญี่ปุ่น
  • ความตกลง AKFTA-เกาหลีใต้
  • ความตกลง AANZEFTA-ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
  • ความตกลง AHKFTA-ฮ่องกง
  • ความตกลง RCEP-อาเซียน+5 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์)
  • ความตกลง EFTA-สมาคมการค้าเสรียุโรป
  • ความตกลง SLTFTA-ศรีลังกา

ย้อนกลับไปในช่วง 11 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) ไทยและ EFTA มีมูลค่าการค้ารวม 11,467.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ร้อยละ 2.05 ของการค้าทั้งหมดของไทยกับโลก) ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 24.94 โดยไทยส่งออกไปยัง EFTA 4,121.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจาก EFTA 7,345.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องใช้สำหรับเดินทาง และสินค้านำเข้าสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องเพชรพลอยอัญมณี เงินแท่งและทองคำ นาฬิกาและส่วนประกอบ เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์

ข้อมูลจาก กรมศุลกากร