ดอลลาร์ฟื้นตัว หลังตลาดเริ่มมีความหวังเจรจาการค้า นักลงทุนรอติดตามความคืบหน้าการเจรจาการค้า และการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณแนวโน้มเศรษฐกิจต่อไป หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้พาวเวลล์เร่งปรับลดดอกเบี้ย
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 21-25 เมษายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (21/4) เปิดตลาดมาที่ระดับ 33.17/19 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ 18/4) ที่ระดับ 33.45/47 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าเทียบเงินสกุลหลักในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางการซื้อขายที่เบาบาง เนื่องจากตลาดเงินในหลายประเทศปิดทำการเนื่องในวัน Good Friday เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (18/4) และปิดทำการต่อเนื่องในวันจันทร์ (21/4) เนื่องในเทศกาล Easter
ทั้งนี้ นักลงทุนรอติดตามความคืบหน้าการเจรจาการค้าสหรัฐ และการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ เพื่อหาสัญญาณแนวโน้มเศรษฐกิจต่อไป หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกร้องให้พาวเวลล์เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย และขู่ว่าจะปลดพาวเวลล์ออกจากตำแหน่งหากไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องดังกล่าว
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังได้แสดงความไม่พอใจที่พาวเวลล์กล่าวว่ามาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของ ปธน.ทรัมป์จะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐ อย่างไรก็ดี พาวเวลล์ยืนยันว่า ปธน.ทรัมป์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการปลดเขาออกจากตำแหน่ง ก่อนที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งประธานเฟดในเดือน พ.ค. 2569
พร้อมให้ความเห็นว่าการที่รัฐบาลสหรัฐตั้งกำแพงภาษีต่อประเทศต่าง ๆ ในอัตราที่สูงเกินคาดอาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ พร้อมกล่าวว่านโยบายของ ปธน.ทรัมป์อาจทำให้ภารกิจของเฟดเผชิญความท้าทายมากขึ้น
เชื่อสงครามการค้าจีน-สหรัฐ คลี่คลายเร็ว ๆ นี้
ด้านนายเอริก ลอมบาร์ด รัฐมนตรีว่าการกระทวงการคลังฝรั่งเศส ออกโรงเตือนว่าความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น และเศรษฐกิจสหรัฐจะตกอยู่ในภาวะไร้เสถียรภาพ หาก ปธน.ทรัมป์ ปลดนายพาวเวลล์ออกจากตำแหน่ง
อย่างไรก็ดี ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มปรับตัวแข็งค่าขึ้น หลังนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ แสดงความหวังว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนจะคลี่คลายลงในไม่ช้า อีกทั้ง ปธน.ทรัมป์ยังออกมาให้ความเห็นว่าภาษีที่เก็บต่อจีนนั้นอยู่ในอัตราที่สูงเกินไป อย่างไรก็ดี นายเหอ หย่าตง โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีน ออกมายืนยันว่ายังไม่มีการเจรจาระหว่างทั้งสองชาติ
ด้านตัวเลขทางเศรษฐกิจสำคัญที่มีการเปิดเผยนั้น ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ปรับตัวลง 0.7% ในเดือน มี.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าปรับตัวลงเพียง 0.5% หลังจากปรับตัวลง 0.2% ในเดือน ก.พ. โดยดัชนี LEI ถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าของสหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์ของผู้บริโภค ราคาหุ้น และคำสั่งซื้อใหม่ในภาคการผลิต
เฟดสาขาริชมอนด์ได้เปิดเผยดัชนีภาคการผลิตปรับตัวลงสู่ระดับ -13 ในเดือน เม.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -6 จากระดับ -4 ในเดือน มี.ค. โดยดัชนียังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 0 ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตในเขตริชมอนด์ยังคงอยู่ในภาวะหดตัว ส่วนตัวเลขยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือน มี.ค. หลังจากปรับตัวลดลง 0.3% ในเดือน ก.พ.
เงินบาทแข็งค่า-ทองราคาพุ่ง
สำหรับปัจจัยภายในประเทศช่วงต้นสัปดาห์ เงินบาทปรับตัวแข็งค่าจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำจากแรงหนุนที่นักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและบรรดาประเทศคู่ค้า ช่วยเสริมบาทแข็งค่าต่อเนื่อง
และทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินผลของสงครามการค้าต่อไทยว่าความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐ จะอยู่ในระดับสูงและยืดเยื้อ โดยผลกระทบจะส่งผ่านช่องทางหลัก ได้แก่ ตลาดการเงินผันผวนสูง การตัดสินใจลงทุนชะลอออกไป ส่งออกจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี สินค้าไทยจะเผชิญกับการแข่งขันรุนแรง และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงจากปัจจัยด้านอุปทาน
ความเห็นของทางการที่ว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นในบางภาคส่วน (Sector) และการเน้นย้ำปัญหาด้านอุปทานดังกล่าวสะท้อนแนวคิดที่ว่ามาตรการที่ตรงจุดอาจมีประสิทธิผลในการแก้ไขปัญหามากกว่าการใช้เครื่องมือดอกเบี้ยนโยบาย
ทั้งนี้ ในวันอังคาร (22/4) มีรายงานข่าว เรื่องการเดินทางไปเจรจาเรื่องภาษีนำเข้าสินค้ากับสหรัฐของประเทศไทย นำโดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐต้องเลื่อนออกไปจากกำหนดการเดิมในวันที่ 23 เม.ย.ยังไม่มีกำหนดการที่ชัดเจนแน่นอนว่าจะนัดหารือกันในวันใด
โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.04-33.68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (25/4) ที่ระดับ 33.51/53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (21/4) ที่ระดับ 1.1471/72 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/4) ที่ระดับ 1.1369/70 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
โดยค่าเงินยูโรปรับตัวแตะจุดสูงสุดใหม่นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 บริเวณ 1.1485 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในช่วงเช้าวันจันทร์ (21/4) หลังจากดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลงเทียบสกุลเงินหลัก ถึงแม้ว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ย 25bps เป็น 2.25% ตามคาดการณ์ของตลาดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (17/04) และเป็นการปรับลดดอกเบี้ยครั้งที่ 7 ในวัฏจักรนี้โดยอีซีบีระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซนถูกผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้าที่รุนแรงขึ้น
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจผลสำรวจทางธุรกิจที่เปิดเผยในวันพุธ (23/4) ซึ่งจัดทำโดย HCOB และรวบรวมข้อมูลโดย S&P Global บ่งชี้ว่าการเติบโตทางธุรกิจโดยรวมในยูโรโซนยังอ่อนแอ โดยภาคบริการหดตัวลงครั้งแรกในรอบหลายเดือน ขณะที่ภาคการผลิตแม้จะยังอยู่ในภาวะซบเซาต่อเนื่อง แต่กลับมีสัญญาณฟื้นตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้
โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการขั้นต้นของยูโรโซน ปรับลดลงมาอยู่ที่ 50.1 ในเดือน เม.ย.จาก 50.9 ในเดือน มี.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 50.3
ส่วนในด้านดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นปรับตัวลดลงสู่ 49.7 ในเดือน เม.ย. จาก 51.0 ในเดือน มี.ค. ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 50.6 อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตที่ซบเซามาเกือบ 3 ปี กลับมีสัญญาณดีขึ้น โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นต้นขยับขึ้นสู่ 48.7 ในเดือน เม.ย. จาก 48.6 ในเดือน มี.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 27 เดือน และสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 47.5
โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1307-1.1573 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (25/4) ที่ระดับ 1.1352/54 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
เงินเยนแข็งค่า
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (21/4) ที่ระดับ 141.16/17 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/4) ที่ระดับ 142.37/38 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนายชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยในวันจันทร์ (21/4) ว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเนื้อหาของข้อตกลงในการเจรจาเรื่องภาษีกับทางสหรัฐมากกว่าความเร่งรีบในการเจรจา พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่ประนีประนอมง่าย ๆ ในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยรถยนต์และการค้าสินค้าเกษตร
ทั้งนี้ สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นและสหรัฐได้เริ่มการเจรจาภาษีระดับรัฐมนตรี โดยนายเรียวเซ อาคาซาวะ รัฐมนตรีฝ่ายกิจการฟื้นฟูเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ได้พบกับ ปธน.ทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะบริหารที่กรุงวอชิงตัน และคาดว่าจะมีการเจรจารอบต่อไปกับฝ่ายสหรัฐ ภายในสิ้นเดือนนี้
นอกจากนี้ นายคัดสึโนบุ คาโตะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น มีกำหนดพบนายสก็อตต์ เบสซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ในประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐ เพื่อเข้าร่วมการประชุมภาคฤดูใบไม้ผลิของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในกรุงวอชิงตันช่วงปลายสัปดาห์นี้
ขณะเดียวกัน นายอิชิบะได้แสดงความเต็มใจที่จะเดินทางไปสหรัฐ เพื่อพบปะกับ ปธน.ทรัมปโดยตรง ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ผลสำรวจทางธุรกิจที่เปิดเผยในวันพุธ (23/4) บ่งชี้ว่ากิจกรรมภาคโรงงานในญี่ปุ่นหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 ในเดือน เม.ย. ตอกย้ำภาพความกังวลต่อนโยบายภาษีของสหรัฐที่กดดันความเชื่อมั่นผู้ผลิตดิ่งต่ำสุดในรอบเกือบ 5 ปี
อย่างไรก็ดี ภาคบริการสามารถพลิกกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง โดยได้แรงหนุนจากความต้องการของลูกค้าที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งช่วยดันยอดขายให้ฟื้นตัว โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นของญี่ปุ่น ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 48.5 ในเดือน เม.ย. จาก 48.4 ในเดือน มี.ค. ในขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นขยายตัวสู่ระดับ 52.2 ในเดือน เม.ย. โดยฟื้นตัวจาก 50.0
ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 139.86-143.84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (25/4) ที่ระดับ 143.41/43 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ