เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เจาะขุมทรัพย์ ‘หงส์แดง’ แชมป์พรีเมียร์ลีก

03 พ.ค. 2568 | 11:43น.

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เถลิงแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2024-2025 อย่างยิ่งใหญ่ตั้งแต่ยังไม่จบฤดูกาล ทันทีที่เสียงนกหวีดเกมชนะสเปอร์สขาดลอย 5-1 ดังขึ้นที่แอนฟิลด์ จากนั้นคือช่วงเวลาแห่งความสุขของ “เดอะ ค็อป” ทั่วโลก

นี่คือแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 20 ของสโมสร ต่อจากฤดูกาล 2019-2020 แม้ครั้งนั้นจะเป็นการคว้าแชมป์ลีกที่รอคอยมาอย่างยาวนานในรอบ 30 ปี แต่บรรยากาศแตกต่างกันมากพอสมควร เพราะ 5 ปีที่แล้วมีโควิดมาขัดมู้ด แชมป์ครั้งล่าสุดนี้จึงเต็มไปด้วยความภาคภูมิ และการมีส่วนร่วมของแฟนหงส์ทุกคน จะกล่าวว่าเป็นการชูถ้วยท่ามกลางแฟนบอลนับตั้งแต่ฤดูกาล 1989-1990 ก็ไม่ผิดนัก

(AP Photo/Jon Super)

ทีมแชมป์รับทรัพย์

นอกจากถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีกพร้อมริบบิ้นสีขาวแดง ซึ่งจะได้รับในเกมกับคริสตัล พาเลซ ที่แอนฟิลด์ ในวันที่ 25 พฤษภาคม ลิเวอร์พูลจะได้รับเหรียญรางวัลแชมป์ด้วย 40 เหรียญ เพื่อมอบให้ผู้จัดการ สตาฟโค้ช และนักเตะที่ลงเล่นฤดูกาลนี้อย่างน้อย 5 นัด

ที่สำคัญ การได้แชมป์ครั้งนี้จะนำเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่สโมสร ทั้งจากพรีเมียร์ลีก สปอนเซอร์ ค่าลิขสิทธิ์ และโฆษณาต่าง ๆ หนุนให้ลิเวอร์พูลสยายปีกโบยบินอย่างแข็งแกร่ง ภายใต้การบริหารของ “Fenway Sports Group” หรือ FSG

(AP Photo/Jon Super)

รางวัลก้อนแรกจากการเป็นแชมป์ แม้พรีเมียร์ลีกจะไม่มีรางวัลเพื่อแชมป์โดยเฉพาะ แต่ลิเวอร์พูลจะได้จากระบบจ่ายเงินของพรีเมียร์ลีก ทั้ง 20 สโมสรลดหลั่นกันไปตามอันดับ โดยทีมแชมป์จะได้ 19 เท่าของทีมอันดับสุดท้าย ซึ่งต้องดูอีกทีว่า ฤดูกาลนี้ทีมอันดับสุดท้ายจะได้รับเงินจากพรีเมียร์ลีกจำนวนเท่าใด

ปีที่แล้ว “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้รับเงินรางวัลสูงสุด 22.6 ล้านปอนด์ (ราว 1 พันล้านบาท) ในฐานะแชมป์ ขณะที่เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ได้รับเงินรางวัลต่ำสุด 1.1 ล้านปอนด์ (ราว 48 ล้านบาท) ส่วนฤดูกาลนี้คาดว่า ลิเวอร์พูลจะได้รับเงินรางวัลที่ 56.4 ล้านปอนด์ (ราว 2.5 พันล้านบาท)

นอกจากนี้ ยังมีเงินส่วนแบ่งจากค่าโฆษณาที่พรีเมียร์ลีก จะให้กับทุกทีมอีก 95 ล้านปอนด์ (ราว 4.2 พันล้านบาท) เงินค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด 25.2 ล้านปอนด์ (ราว 1.1 พันล้านบาท) และเงินค่าถ่ายทอดสดจากต่างประเทศอีก 8.1 ล้านปอนด์ (ราว 360 ล้านบาท) รวมแล้ว ลิเวอร์พูลมีโอกาสรับเหนาะ ๆ ขั้นต่ำถึง 177 ล้านปอนด์ หรือราว 7.8 พันล้านบาท

(AP Photo/Jon Super)

ไม่หมดเพียงเท่านั้น มีรายงานว่าลิเวอร์พูลจะได้รับโบนัสอีก 2 ล้านปอนด์ (ราว 89 ล้านบาท) จากพาร์ตเนอร์ “ไนกี้” (Nike) ซึ่งเป็นเงื่อนไขพิเศษที่ทำร่วมกันตั้งแต่ปี 2020 ในสัญญาชุดแข่ง ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกทางกันหลังจบฤดูกาลนี้

เพราะได้หวนไปใช้ชุดแข่งของ “อาดิดาส” (Adidas) โดยดีลกัน 5 ปี นับตั้งแต่ฤดูกาล 2025-2026 เป็นต้นไป ด้วยมูลค่ากว่า 300 ล้านปอนด์ (ราว 1.3 หมื่นล้านบาท)

เรียกได้ว่าถูกที่ถูกเวลา เพราะไนกี้ก็แยกทางกับลิเวอร์พูลด้วยการเป็นชุดแข่งที่ได้แชมป์ สร้างรายได้ให้แบรนด์ได้มหาศาล เพราะ “เสื้อแชมป์” และสินค้าอื่น ๆ ย่อมเป็นที่ต้องการของแฟนบอล ซึ่งปัจจุบันลิเวอร์พูลได้รับจากไนกี้ 30 ล้านปอนด์ต่อฤดูกาล (1.3 พันล้านบาท) รวมถึงค่าลิขสิทธิ์ 20% จากยอดขายสินค้าสุทธิของสโมสรทั้งหมด ส่วนอาดิดาสก็เข้ามารับไม้ต่อในช่วงที่ทีมกำลังเป็นมหาอำนาจแห่งโลกลูกหนังพอดี

(AP Photo/Jon Super)

การเติบโตของลิเวอร์พูลภายใต้ “FSG”

ในเดือนตุลาคม ปี 2010 Fenway Sports Group หรือ FSG ได้เข้าซื้อสโมสรลิเวอร์พูลด้วยเงิน 300 ล้านปอนด์ (ราว 1.3 หมื่นล้านบาท) จาก “ทอม ฮิกส์” (Tom Hicks) และ “จอร์จ กิลเล็ตต์” (George Gillett) ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของสโมสรที่โดดเด่นด้วยความรอบคอบทางการเงินและการลงทุนเชิงกลยุทธ์

แม้การบริหารของ FSG จะมีผิดพลาดและถูกตั้งคำถามบ้าง แต่ระยะเวลาร่วม 15 ปีที่ผ่านมาก็ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ ไม่เพียงแต่ทำให้ลิเวอร์พูลมีความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเป็นทีมชั้นนำวงการฟุตบอลในระดับโลกอีกด้วย

นิตยสาร Forbes ให้ลิเวอร์พูลอยู่ในอันดับที่ 4 ของทีมฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ประจำปี 2024 โดยมีมูลค่า 5.37 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.79 แสนล้านบาท) ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นถึง 14 เท่าจากการลงทุนครั้งแรกของ FSG

Forbes รายงานด้วยว่ารายได้จากการดำเนินงานของลิเวอร์พูลอยู่ที่ 102 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.4 พันล้านบาท) เน้นย้ำถึงแนวทางของ FSG ในการลงทุนและการเติบโตอย่างยั่งยืน จากแหล่งรายได้ของสโมสรมีความหลากหลาย รวมถึงข้อตกลงการออกอากาศที่ทำกำไรได้ ความร่วมมือทางการค้า และการปรับปรุงสนามแอนฟิลด์เพื่อขยายความจุแฟนบอล ความพยายามเหล่านี้ทำให้ลิเวอร์พูล “แข่งขันได้ทั้งใน และนอกสนาม”

John Henry (AP Photo/Jon Super)

สโมสรลิเวอร์พูลจึงถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงไหวพริบ ความสามารถในการบริหารจัดการและขยายพอร์ตโฟลิโอด้านกีฬาของ “จอห์น ดับเบิลยู. เฮนรี” (John W. Henry) เจ้าของหลักของ FSG ที่อยู่ในอันดับที่ 597 ในรายชื่อมหาเศรษฐีของนิตยสาร Forbes ในปี 2024

เครดิตที่ต้องยกให้บอร์ดบริหารในยุค FSG คือการเลือก “เยอร์เก้น คล็อปป์” (Jurgen Klopp) เข้ามากุมบังเหียนทีมในเดือนตุลาคม 2015 เป็นจุดเปลี่ยนให้สโมสรสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยมานานกว่า 30 ปี

รวมถึงแชมเปี้ยนส์ลีก เอฟเอคัพ คลับเวิลด์คัพ ซูเปอร์คัพ คอมมิวนิตี้ชิลด์ และลีกคัพ ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูล โดยเลือกถูกอีกครั้งในการดึง “อาร์เน่อ สล็อต” (Arne Slot) เข้ามาเขียนตำนานบทใหม่

การเติบโตของลิเวอร์พูลภายใต้ FSG ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการบริหารจัดการและการลงทุนเชิงกลยุทธ์ มูลค่าปัจจุบันของสโมสรที่ 5.37 พันล้านเหรียญสหรัฐ ไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จในสนามเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ที่แข็งแกร่งในฐานะหนึ่งในแบรนด์ฟุตบอลที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก

ที่มา : Premier League, Onefootball, Forbes, The Athletic