Skip to content

วีระยุทธ วินิจฉัยแผนใช้ 1.57 แสนล้าน จ่ายยากระตุ้น ศก. ซ่อม-สร้างถนนไร้ประโยชน์

23 พ.ค. 2568 | 16:14น.
วีระยุทธ วินิจฉัยแผนใช้ 1.57 แสนล้าน จ่ายยากระตุ้น ศก. ซ่อม-สร้างถนนไร้ประโยชน์

มือนโยบายพรรคประชาชนเห็นพ้อง รบ.อิ๊งค์ ปรับแผนการใช้งบฯ กระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน ชะลอแจกเงินหมื่น ปรับแผนปั๊มเศรษฐกิจ แนะวิธีรักษาวิกฤตเศรษฐกิจให้ตรงอาการป่วย ไม่ใช่แจกยาแก้ปวดหวังรักษาได้ทุกโรค 

รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ปรับแผนการใช้งบฯ กลาง รายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2568 มูลค่า 157,000 ล้านบาท ชะลอโครงการแจกเงิน 10,000 ผ่านระบบดิจิทัลวอลเลต เฟส 3 หันไปเร่งเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุนประเทศ อาทิ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการท่องเที่ยว เพิ่มประสิทธิภาพการส่งออก ให้สอดรับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป

หลังคณะรัฐมนตรี (20 พฤษภาคม 2568) มีมติปรับแผนหน่วยงานกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เร่งขานรับทำให้หลายกระทรวงรีบสั่งหน่วยงานในการกำกับ รีบหาแผนงานมาดึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้ หวังนำไปพัฒนา แต่ไม่แคล้วมีเสียงวิจารณ์บางหน่วยงานเร่งรีบถึงขนาดแจ้งให้เวลา 3 วัน (20-23 พฤษภาคม) ส่งแผน จึงเกิดคำถามงบฯ 1.57 แสนล้าน จะใช้เกิดประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์การเมือง และที่ปรึกษาด้านนโยบายพรรคประชาชน (ปชน.) วิพากษ์กับ ‘ประชาชาติธุรกิจ’ สะท้อนมุมมองการใช้งบฯ กระตุ้นเศรษฐกิจนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามเป้าเติมเชื้อไฟกระตุ้นเศรษฐกิจฝืด

1.57 แสนล้าน กระตุ้นตรงจุด-ไม่ใช่ละเลงงบฯ

ที่ปรึกษาด้านนโยบายพรรคประชาชน ยอมรับว่าเห็นด้วยและเห็นตรงกับรัฐบาล ที่ควรชะลอโครงการแจกเงินหมื่นดิจิทัล มาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ณ ช่วงเวลานี้ก่อน เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจภาพรวมยังไม่เอื้ออำนวย รวมถึงเห็นได้จากการแจก 10,000 บาทเฟสที่ผ่านมา ผลลัพธ์ได้ไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุน ซึ่งเห็นจาก GDP ที่ออกมา ฉะนั้น การนำเงินจำนวน 1.57 แสนล้านบาท มาดำเนินการเช่นนี้ตามหลักการถือว่าดี

แต่ขณะนี้กลับมีปัญหาใหม่ จะนำเงินจำนวนนี้ไปดำเนินการโครงการอะไรบ้างเพื่อแก้ตรงจุด ไม่ให้ซ้ำรอยเดิมเหมือนปีงบประมาณ 2567 ตอนนั้นรัฐบาลมีโครงการสร้างฝายแกนดินซีเมนต์ งบประมาณโครงการละไม่เกิน 5 แสน ให้เวลา 12 วัน แต่ละท้องถิ่นเขียนแผนขอ สุดท้ายเกิดปัญหาโครงสร้างฝายแกนดินซีเมนต์บางโครงการไม่แข็งแรง

ทว่าวันนี้อาจแย่กว่านั้น เพราะเห็นมีข่าวรัฐบาลให้เวลาท้องถิ่นเขียนโครงการเพียง 3 วัน อาจทำให้การแก้ไขปัญหากระจายไม่ทั่วถึง และอาจน้อยลงไป ฉะนั้น เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงที่จะต้องช่วยกันท้วงติง

ชี้เป้าเทงบฯ แก้ตรงจุด “พยุงจ้างงาน-รักษาเอสเอ็มอี ให้ตรงอาการ”

ส่วน 4 กรอบใหญ่ 1.โครงสร้างพื้นฐาน ด้านน้ำ ด้านคมนาคม 2.ด้านการท่องเที่ยว 3.ลดผลกระทบภาคการส่งออก/เพิ่มผลิตภาพด้านการเกษตร 4.โครงการที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจชุมชนที่รัฐบาลวางโครงไว้ ‘วีระยุทธ’ ชี้ว่าตามหลักเบื้องต้น นายกรัฐมนตรีต้องแก้ปัญหาจากผลกระทบการขึ้นภาษีของสหรัฐ อย่างแรกควรประเมินว่าใครถูกผลกระทบครั้งนี้บ้าง

ตนมองว่าจากการประเมินของอนุกรรมการศึกษาผลกระทบสงครามการค้าที่ตนอยู่นั้น เบื้องต้นควรเยียวยากลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีไทยประมาณ 4,900 บริษัท 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ๆ ที่ส่งสินค้าไปสหรัฐอเมริกา คือเครื่องประดับ เกษตร โลหะ สิ่งทอ นอกเหนื่อจาก 3 หมื่นกว่าบริษัทที่ส่งสินค้าไปสหรัฐ

ฉะนั้น 4 พันบริษัทเอสเอ็มอีกลุ่มนี้ ที่มีการจ้างงานประมาณ 9 แสนกว่าคน ควรเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ อาทิ ออกซอฟต์โลน หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และที่สำคัญต้องพยุงการจ้างงาน ระหว่างสถานการณ์การส่งออกสินค้ากลุ่มนี้เกิดสุญญากาศ เพื่อประคองการจ้างงาน เก็บแรงงานที่มีคุณภาพกลุ่มนี้ไว้ก่อน เพื่อหลังจากอาการดีขึ้นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกลุ่มนี้จะไม่ต้องสะดุด

ส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนบริหารจัดการน้ำ วีระยุทธเสนอว่าต้องทำเกี่ยวกับระบบชลประทานขนาดย่อย เพราะปัจจุบันเกษตรกรไทยเข้าถึงแหล่งน้ำเพียง 1 ใน 3 โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานที่ยังเข้าไม่ค่อยถึง ดังนั้น ต้องพัฒนาระบบชลประทานขนาดย่อยต่าง ๆ ให้เข้าถึงที่นาหรือไร่ของเกษตรกร เน้นทำเป็นเครือข่ายภูมิภาค เพราะหากไม่มีเป้าหมายเจาะจงมันจะเป็นการกระจาย “เรื่องน้ำควรตอบโจทย์เกษตรกรภาคอีสาน”

นายกฯ นำประชุมบอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีมติชะลอโครงการแจกเงินหมื่น ไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวม

ห่วงซ่อมสร้างถนนไม่ตอบโจทย์

ส่วนการพัฒนาระบบคมนาคม ที่ปรึกษาด้านนโยบายพรรคประชาชนมองว่าเป็นกลุ่มที่น่ากังวล เพราะหากคิดแบบเก่า 20-30 ปีก่อนด้วยการเปิดโครงการใหม่ ๆ แล้วไปจ้างคนทำถนน แต่ปัจจุบันถนนประเทศไทยมีการซ่อมและสร้างเยอะอยู่แล้ว ดังนั้น เรื่องนี้อาจไม่ตอบโจทย์โดยตรง ควรทำเรื่องพัฒนาความปลอดภัยจากการเดินทางของเดิมให้ดีขึ้น

ขณะที่การท่องเที่ยว ต้องแก้ปัญหาจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัย เห็นได้จากก่อนหน้านี้กรุงเทพมหานครติด 1 ใน 30 อันดับเมืองนักท่องเที่ยวมีความเสี่ยงสูง ฉะนั้น ถ้าจะแก้ท่องเที่ยวต้องสร้างความมั่นใจความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว เช่น พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ให้นักท่องเที่ยวถูกขูดรีด ความปลอดภัยการเดินทางทั่วประเทศเป็นต้น ไม่ควรจัดอีเวนต์ เพราะชาวต่างชาติรู้จักเสน่ห์ประเทศไทยอยู่แล้ว

ส่วนโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” มองเป็นการกระตุ้นธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม ดังนั้น รัฐบาลต้องแยก “เอสเอ็มอีแต่ละกลุ่มอาการป่วยไม่เหมือนกัน ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะเป็นหมอ ก็ต้องรักษาคนละแบบ ใช้ยาคนละแบบ ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า ซอฟต์โลนหรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เหมือนเป็นยาแก้ปวด แต่ไม่ใช่รักษาทุกโรคได้”

จี้รัฐบาลเจรจาสหรัฐ

วีระยุทธเสนอว่า การแบ่งงบประมาณ 1.57 แสนล้าน ที่แต่ละกระทรวงกำลังเร่งเสนอโครงการต่าง ๆ นายกรัฐมนตรีต้องพิจารณาจัดระดับความสำคัญ เพราะแผนที่รัฐบาลออกมาอาจกว้างเกินไป ดังนั้น อยากให้ใช้งบฯ ตรงนี้แก้ให้ตรงจุด ตรงปัญหาของแต่ละพื้นที่

แต่ถึงอย่างไรมองว่างบประมาณ 1.57 แสนล้านนี้ช่วยได้ระดับหนึ่ง สิ่งสำคัญต้องจับตาดูการเจรจากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งช่วงกำหนดระยะเวลา 90 วันจะครบกำหนดวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 หรือประมาณเดือนกว่า ดังนั้น ตรงนี้อยู่บนสถานการณ์ความไม่แน่นอน ซึ่งหากทำอะไรการันตีความแน่นอนได้ดีขึ้น ก็ต้องทำ ทำให้คนกล้าลงทุน

ก่อนทิ้งท้ายย้ำว่า “ถ้าเปรียบรัฐบาลเป็นหมอ คุณต้องรักษาอาการให้ตรงคนไข้ เพราะคนไข้แต่ละคนเจ็บคนละแบบ”

เปิด 7 เกณฑ์เขียนโครงการ แบ่งงบฯ 1.57 แสนล้าน

สำหรับหลักเกณฑ์การจัดสรรงบฯ กระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลกำหนด เน้นใช้ใน 4 เกณฑ์หลัก ๆ ประกอบด้วย เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว ลดผลกระทบภาคส่งออกให้เพิ่มผลิตภาพ รวมถึงพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน และอื่น ๆ โดยมีหลักเกณฑ์แยกย่อยหลัก ๆ ดังนี้

1.ให้เป็นการลงทุน หรือการใช้จ่ายที่สามารถกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

2.เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อสร้างโอกาสการประกอบอาชีพของประชาชนหรือภาคธุรกิจ เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจประเทศ

3.การจัดซื้อจัดจ้าง ให้ดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลัง โดยไม่เป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง หรือแบ่งย่อยโครงการใหญ่ ๆ ออกเป็นโครงการขนาดเล็กจำนวนมาก

4.กรณีเป็นการก่อสร้าง ต้องมีความพร้อมทั้งรูปแบบรายการและพื้นที่ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมาย

5.ควรให้ความสำคัญกับการดำเนินการที่ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงการดำเนินการในจังหวัด

6.เป็นการดำเนินการที่หน่วยงานรับผิดชอบต้องมีความพร้อมในการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง

7.มีความคุ้มค่าในการดำเนินการ

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์การเมือง และที่ปรึกษาด้านนโยบายพรรคประชาชน