ดอลลาร์อ่อนค่า นักลงทุนจับตาการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงรอการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ ในวันศุกร์นี้ (6/6) เพื่อหาสัญญาณเพิ่มเติมว่ามาตรการภาษีศุลกากรจะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานมากเพียงใด
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (5/6) ที่ระดับ 32.51/52 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (4/6) ที่ระดับ 32.70/71 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าหลังจากที่ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐ เพิ่มขึ้นเพียง 37,000 ตำแหน่ง ในเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี หรือนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2566 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 110,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 60,000 ตำแหน่งในเดือน เม.ย.
ส่วนด้านสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 49.9 ในเดือน พ.ค. ซึ่งบ่งชี้การหดตัวครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปี จากระดับ 51.6 ในเดือน เม.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 52.1 โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และประเทศคู่ค้า ส่งผลให้คำสั่งซื้อใหม่ดิ่งลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี ขณะที่การจ้างงานยังคงปรับตัวขึ้น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจอีกครั้งหนึ่งต่อเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และเรียกร้องให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยโดยทันที หลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี ส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้าของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์
นอกจากนี้ดอลลาร์ยังถูกกดดันจากการที่ ปธน.ทรัมป์เรียกร้องให้เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในวันพุธ (4/6) โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และจากการที่นักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์การค้า ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่จะเปิดเผยในวันนี้ (5/6) ได้แก่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) แถลงมติอัตราดอกเบี้ย และสหรัฐเปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ รวมถึงยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือน เม.ย.
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ ในวันศุกร์นี้ (6/6) เพื่อหาสัญญาณเพิ่มเติมว่ามาตรการภาษีศุลกากรจะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานมากเพียงใด ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้นเพียง 130,000 ตำแหน่งในเดือน พ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 177,000 ตำแหน่งในเดือน เม.ย. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.2% นักลงทุนยังติดตามความคืบหน้าของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน ขณะที่ล่าสุด ปธน.ทรัมป์กล่าวว่าการเจรจากับ ปธน.สี จิ้นผิง ของจีนเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เนื่องจาก ปธน.สีเป็นผู้นำที่แข็งกร้าวและต่อรองได้ยาก
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ล่าสุดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เสนอของบวงเงิน 13,000 ล้านบาท สำหรับกระตุ้นการท่องเที่ยว ภายใต้กรอบวงเงินขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 157,000 ล้านบาท เพื่อนำมาลงทุนในโครงการที่อยู่ภายใต้เงื่อนไข 4 เรื่อง ได้แก่ 1. โครงสร้างพื้นฐาน 2. การท่องเที่ยว 3. ลดผลกระทบภาคการส่งออก/เพิ่มผลิตภาพ และ 4. เศรษฐกิจชุมชน และอื่น ๆ
ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เฉพาะส่วนของ ททท.จะเสนอของบฯไม่ต่ำกว่า 3,200 ล้านบาท ซึ่งจะก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวเป็นมูลค่า 90,000 ล้านบาท โดยโครงการจะต้องเริ่มก่อนเดือน ก.ย. 2568 และดำเนินการได้ถึงเดือน ก.ย. 2569
ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 32.49-32.63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.52/53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (5/6) ที่ระดับ 1.1422/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (4/6) ที่ระดับ 1.1382/83 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เศรษฐกิจยูโรโซนชะลอตัวในเดือน พ.ค. ภาคบริการหดตัวในรอบ 6 เดือน ขณะที่ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับต่ำ แม้คาดว่า ECB จะลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 6 มิ.ย.
โดยผลสำรวจของ Reuters ชี้ว่า ECB มีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ แต่ยังไม่มีฉันทามติในหมู่นักเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับระดับอัตราดอกเบี้ยที่ ECB จะคงไว้จนถึงสิ้นปี ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1403-1.1434 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1418/20 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (5/6) ที่ระดับ 142.80/83 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (4/6) ที่ระดับ 144.08/11 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าจ้างที่แท้จริง (หลังหักเงินเฟ้อ) ของญี่ปุ่น ปรับตัวลดลง 1.8% ในเดือน เม.ย. เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นับเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 สะท้อนว่าการขึ้นค่าจ้างยังตามไม่ทันอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง
กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ (5 มิ.ย.) ว่า ค่าจ้างที่เป็นตัวเงิน (nominal wage) หรือรายได้เงินสดเฉลี่ยต่อเดือนต่อหัวลูกจ้าง ซึ่งรวมถึงเงินเดือนพื้นฐานและค่าล่วงเวลา ปรับเพิ่มขึ้น 2.3% แตะระดับ 302,453 เยน (2,100 ดอลลาร์สหรัฐ) นับเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 40
เจ้าหน้าที่กระทรวงฯกล่าวว่า ตัวเลขนี้ส่วนหนึ่งสะท้อนผลจากการเจรจาขึ้นค่าจ้างประจำปี หรือ “ชุนโต” (Shunto) ที่บริษัทใหญ่หลายแห่งในญี่ปุ่นยอมปรับขึ้นค่าจ้างตามข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงาน อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับดัชนีราคาผู้บริโภคที่พุ่งขึ้นถึง 4.1% ในเดือน เม.ย. จากราคาอาหารและพลังงานที่แพงขึ้น ทำให้ค่าจ้างที่แท้จริง ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อที่แท้จริงของประชาชน ยังคงติดลบ
ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภคที่ใช้คำนวณข้อมูลค่าจ้างดังกล่าว ไม่ได้รวมค่าเช่าแฝงจากการประเมินสำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านของตนเองสำหรับสถานประกอบการที่มีพนักงานตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป พบว่าเงินเดือนพื้นฐานและรายได้ประจำอื่น ๆ ที่เป็นเงินสด ปรับเพิ่มขึ้น 2.2% เป็น 269,325 เยน นับเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 42 และสูงกว่าที่เพิ่มขึ้น 1.4% ในเดือน มี.ค.
รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามผลักดันการขึ้นค่าจ้างเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ อันเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าให้ค่าจ้างที่แท้จริงโตราว 1% ทั่วประเทศภายในปีงบประมาณ 2572 ผ่านการลงทุนขนาดใหญ่จากความร่วมมือระหว่างภาคครัฐกับภาคเอกชน ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่ (BOJ) ก็กำลังจับตาสถานการณ์ค่าจ้างและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เพื่อตัดสินใจเรื่องจังหวะการขึ้นดอกเบี้ย ในช่วงที่ BOJ กำลังพยายามปรับนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติ
ก่อนหน้านี้ ค่าจ้างที่แท้จริงของญี่ปุ่นเคยทำสถิติลดลงติดต่อกันยาวนานถึง 26 เดือนจนถึงเดือน พ.ค. 2567 ก่อนจะดีดตัวขึ้นในเดือน มิ.ย. ก.ค., พ.ย. และ ธ.ค. ของปีเดียวกัน โดยได้รับอานิสงส์จากโบนัสช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 142.52-143.39 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 143.18/22 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ รายงานยอดสั่งซื้อสินค้าจากโรงงานของเยอรมนี (5/6), การตัดสินใจเกี่ยวกับการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (5/6), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (5/6), รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ (6/6), อัตราการว่างงานของสหรัฐ (6/6)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.5/-7.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7.0/-6.2 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ