รายงานข่าวประเด็นบาดหมางในทำเนียบขาวภายใต้ทรัมป์ 2.0 ระบุว่า อีลอน มัสก์ (Elon Musk) มหาเศรษฐีนักธุรกิจอเมริกันมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทะเลาะวิวาทกับ สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ภายในทำเนียบขาว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข่าวลือต่างๆ นานา จนหลายคนสงสัยว่า เป็นสาเหตุที่ทำให้มหาเศรษฐีรายนี้ต้องตาเขียวช้ำหรือไม่

ตามรายงานของนิวยอร์กโพสต์ (New York Post) ระบุว่า การปะทะกันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อทั้งสองคนแข่งขันกันนำเสนอแผนงานของกรมสรรพากร เสนอต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ โดยวอชิงตันโพสต์อ้างคำพูดของสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาทำเนียบขาวว่า ในที่สุด ประธานาธิบดีทรัมป์เลือกข้อเสนอของเบสเซนต์ ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้น
สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากการประชุม แบนนอนกล่าวกับวอชิงตันโพสต์ (Washington Post) ว่า มัสก์และเบสเซนต์ออกจากห้องพร้อมด่าทอกันใกล้ห้องทำงานรูปไข่ของประธานาธิบดี สก็อตต์พูดว่า ‘คุณเป็นคนหลอกลวง คุณเป็นคนหลอกลวงโดยสิ้นเชิง’ แบนนอนเล่า โดยเบสเซนต์หมายถึงความพยายามของมัสก์ในการลดรายจ่ายภาครัฐอย่างแข็งกร้าว 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 32 ล้านล้านบาท) ในฐานะหัวหน้ากระทรวงประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล (DOGE) ซึ่งเขาในฐานะรัฐมนตรีคลังไม่เห็นด้วย

จากนั้นการกล่าวหากันไปมา บานปลายกลายเป็นความรุนแรง “การทะเลาะวิวาทด้วยวาจาได้กลายเป็นการลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายกัน เมื่อมหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีเปิดด้วยท่านักรักบี้ ใช้ไหล่กระแทกซี่โครงของเบสเซนต์จนทำให้รัฐมนตรีคลังต้องสู้กลับ” แบนนอนกล่าว
แบนนอนกล่าวเสริมว่า ต้องใช้หลายคนมาจับคู่กรณีแยกกัน และกล่าวว่า ฝ่ายมัสก์ถูกพาตัวออกไปจากเวสต์วิงหรือปีกตะวันตกของทำเนียบขาวอย่างรวดเร็ว เรื่องทะเลาะกันใหญ่โตได้ยินไปถึงผู้นำสหรัฐ ซึ่งแบนนอนเล่าว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยินเรื่องนี้และพูดว่า นี่มันมากเกินไป”
เมื่อมีรายงานการทะเลาะวิวาทดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเดือนไพรด์ตรงกับเดือนมิถุนายน โซเชียลมีเดียก็เลยสนุกสนานกับการจินตนาการถึงมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกที่ถูกเบสเซนต์ที่ประกาศชัดเจนว่าเป็น LGBTQ รุมกระทืบ
สตีฟ แบนนอนเรียกร้องให้มีการสอบสวนสถานะการย้ายถิ่นฐานของมัสก์ในระดับรัฐบาลกลาง โดยเขากล่าวว่ามัสก์ควรถูกเนรเทศทันที ทั้งนี้ มัสก์ซึ่งเดิมเป็นชาวแอฟริกาใต้ ปัจจุบันได้สถานะพลเมืองสหรัฐแล้ว
สำหรับอาการตาเขียวช้ำของมัสก์ ซีอีโอเทสลากล่าวก่อนหน้านี้ว่า เขาโดนมือลูกชาย ขณะเล่นกัน
ย้อนไปก่อนหน้านี้ มัสก์ เช่นเดียวกับนักธุรกิจชั้นนำคนอื่นๆ เริ่มรู้สึกผิดหวังกับนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน เมื่อทรัมป์ประกาศใช้ภาษีศุลกากรที่ตั้งใจจะปฏิรูปเศรษฐกิจโลก มัสก์ได้ใช้ X แสดงความไม่พอใจต่อภาษีดังกล่าว และเรียกที่ปรึกษาการค้าและพันธมิตรเก่าแก่ของทรัมป์อย่างปีเตอร์ นาวาร์โรว่า โง่เง่า
มัสก์ได้ขอร้องทรัมป์เป็นการส่วนตัวให้ยกเลิกภาษีศุลกากรดังกล่าว แต่ทรัมป์ไม่ปฏิบัติตาม และยอมผ่อนปรนในอีกไม่กี่วันต่อมาหลังจากที่ตลาดพันธบัตรตกลงอย่างรวดเร็ว

หลังอีลอน มัสก์ ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้า DOGE เมื่อ 30 พฤษภาคม สงครามวาทะระหว่างมัสก์และทรัมป์ปะทุขึ้นหลายระลอกจนทรัมป์ขู่ยกเลิกสัญญาระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับบริษัท SpaceX ประมาณ 22,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 7 แสนล้านบาท) ส่งผลให้สัญญาของบริษัทฯ ตกอยู่ในความเสี่ยง และโครงการอวกาศสหรัฐหลายโครงการ อาจเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้
ต้นสายปลายเหตุมาจากการที่มัสก์ออกมาตำหนินโยบายลดหย่อนภาษีคนอเมริกัน และเพิ่มการใช้จ่ายของทรัมป์ที่จะทำให้หนี้สาธารณะพอกพูนขึ้นอย่างมากจนถึง 36 ล้านล้านดอลล่าร์ (ราว 1,200 ล้านล้านบาท) โดยทรัมป์ได้กล่าวโจมตีมัสก์ระหว่างการพูดคุยในห้องทำงานรูปไข่ จากนั้นมัสก์ก็โพสต์ข้อความตามมาอีกหลายโพสต์บนแพลตฟอร์ม X เพื่อตอบโต้ทรัมป์อย่างรุนแรง ซึ่งทรัมป์ก็ขู่ว่า อาจยกเลิกสัญญารัฐบาลกับบริษัทของมัสก์ทั้งหมดดังกล่าว