ทำความรู้จัก 7 กลไกใช้ระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ มีอะไรบ้างที่ทั่วโลกเคยใช้
เหตุปะทะกันของทหารไทย-กัมพูชา บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา นำมาสู่ความหวาดระแวงของประชาชนทั้งในพื้นที่เกิดเหตุ และในจังหวัดที่มีพื้นที่ชายแดนติดกับกัมพูชา ทำให้รัฐบาลต้องเร่งเจรจาด้วยหลักสันติวิธีที่เคยแถลงการณ์เอาไว้
ซึ่งวิธีการหรือกลไกที่ใช้ระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศนั้นอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศ มาตรา 2 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ระบุว่า “สมาชิกขององค์การสหประชาชาติผูกพันที่จะระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี ในลักษณะที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสันติภาพความมั่นคงระหว่างประเทศ และความยุติธรรม” นอกจากนั้นสมัชชาสหประชาชาติได้ประกาศใน ค.ศ.1970 ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐทุกรัฐไม่ใช่เฉพาะสมาชิกของสหประชาชาติ
มาตรา 1 อนุสัญญากรุงเฮก ฉบับที่ 1 ค.ศ.1907 ได้บัญญัติว่า เพื่อป้องกันเท่าที่สามารถในการใช้กำลังในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ภาคีของอนุสัญญาควรจะใช้ความพยายามทุกอย่างเพื่อให้มีการระงับกรณีข้อพิพาทโดยสันติวิธี ซึ่งมีหลายวิธี ดังนี้
เจรจา แลกเปลี่ยนทัศนะ
เมื่อเกิดการพิพาทระหว่างประเทศ การเจรจามักจะเป็นวิธีแรก ๆ ที่ถูกเลือกใช้ เริ่มต้นจากการปรึกษากันด้วยสนธิสัญญาหลายฉบับ สนธิสัญญานาโต้ 4 เมษายน 1944 และสนธิสัญญาระหว่างรัฐในทวีปอเมริกา 2 ธันวาคม 1947 ได้บังคับให้รัฐคู่สัญญาใช้วิธีปรึกษาหารือการเจรจาสามารถติดต่อกันด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษร เพื่อหาข้อยุติระหว่างรัฐที่พิพาทผ่านคณะทูตที่ประจำอยู่ในรัฐนั้น ๆ หรืออาจติดต่อเจรจาโดยตรงระหว่างประมุขของรัฐหรือรัฐบาล
ในบางครั้งองค์การระหว่างประเทศก็อาจเข้ามายุ่งเกี่ยวโดยการเชิญ หรือจากการแนะนำให้รัฐคู่พิพาททำการเจรจากัน ถ้าข้อพิพาทระหว่างรัฐเกี่ยวพันถึงผลประโยชน์ของรัฐอื่นด้วย ก็อาจะเปิดการเจรจาในรูป Conference ซึ่งเป็นการประชุมที่มีรัฐ ผู้พิพาท รัฐที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง หรือประเทศเพื่อนบ้านเข้าร่วมประชุมด้วย
ถ้าตกลงกันได้ก็อาจมีการทำสนธิสัญญาระหว่างรัฐที่เข้าร่วมประชุม ถ้าการเจรจาล้มเหลว รัฐคู่พิพาทก็อาจจะใช้วิธีอื่น เช่น ให้รัฐที่สามเข้ามาไกล่เกลี่ยหรือนำเรื่องขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่ในบางครั้งหากผลการเจรจามีท่าทีจะล้มเหลว ก็อาจเกิดสงครามขึ้นในขณะทำการเจรจาอยู่ได้ เช่น สงครามระหว่างเยอรมันกับโปแลนด์ในปี 1939 หรือสหรัฐกับญี่ปุ่นในปี 1941
ไกล่เกลี่ย
เมื่อการเจรจาไม่เป็นผลหรือไม่อาจมีขึ้นได้จากการตัดสัมพันธ์ทางการทูตหรือเกิดสงครามระหว่างรัฐคู่พิพาท รัฐที่สามอาจยื่นมือมาไกล่เกลี่ย เป็นไปได้ 2 ลักษณะ ได้แก่
Good Offices รัฐที่สามเป็นผู้ติดต่อให้ทำการเจรจากันเอง โดยตัวเองไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเจรจา หรือเสนอข้อยุติแต่อย่างใด ในประวัติศาสตร์เคยมีการไกล่เกลี่ยในลักษณะนี้มากมาย เช่น ฝรั่งเศสและไทยยอมรับการไกล่เกลี่ยของสหรัฐอเมริกาในปี 1946 เพื่อยุติปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับดินแดนฮอลแลนด์
Mediation รัฐที่สามเข้าร่วมในการเจรจา หรือเสนอแนวทางเพื่อหาข้อยุติกรณีพิพาท วิธีนี้มีลักษณะสำคัญ คือ
1. ผู้เสนอตัวหรือผู้รับการไกล่เกลี่ยเป็นไปด้วยความสมัครใจ
2. รัฐคู่พิพาทอาจไม่รับข้อเสนอการไกล่เกลี่ยก็ได้ เว้นแต่จะมีสนธิสัญญาบังคับไว้ อาทิ สนธิสัญญาปารีส วันที่ 30 มีนาคม 1856 กำหนดให้รัฐภาคีสนธิสัญญาใช้วิธีการไกล่เกลี่ยกรณีเกิดการขัดแย้งระหว่างตุรกีกับประเทศยุโรป
นอกจากนั้นการไกล่เกลี่ยไม่มีผลผูกพันเป็นเพียงคำแนะนำและการยอมรับให้มีการไกล่เกลี่ยไม่มีผลขัดขวางการตระเตรียมเพื่อกระทำสงครามหรือการทำสงคราม การไกล่เกลี่ยอาจจะกระทำโดยฝ่ายที่สามซึ่งประกอบด้วยรัฐหลายรัฐหรือกระทำในนามขององค์การสหประชาชาติ ในประวัติศาสตร์ได้มีการไกล่เกลี่ยชนิดนี้หลายครั้ง เช่น
- สหรัฐอเมริกา, บราซิล, อาเยนติน่า, อุรุกวัยและชิลี เป็นตัวแทยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างโบลิเวียกับปารากวัย
- ปี 1948 คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติแต่งตั้ง Count Folke Bernadette เป็นผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างอิสราเอลกับรัฐอาหรับ ซึ่งต่อมาถูกฆ่าตายจึงได้แต่งตั้ง Mr. Ralph Banche แทน
การไต่สวน
การไต่สวนเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทเพื่อหาข้อเท็จจริงในกรณีที่มีการขัดแย้งตามแนวความคิดของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ในการประชุมเพื่อร่างอนุสัญญากรุงเฮกฉบับที่ 1 ปี 1899 รัสเซียได้เสนอให้ขจัดข้อพิพาท และตั้งคณะกรรมการสอบสวนระหว่างประเทศให้สอบสวนข้อเท็จจริ
วิธีการดังกล่าวได้นำมาระบุไว้อย่างละเอียดอีกทีในมาตรา 9-35 อนุสัญญากรุงเฮกฉบับที่ 1 1907 โดยกำหนดว่าในกรณีเกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างประเทศ รัฐคู่พิพาทควรเสนอให้คณะกรรมการไต่สวนระหว่าง ประเทศตรวจสอบและประเมินข้อเท็จจริง ซึ่งไม่มีผลผูกมัดคู่กรณี และไม่ต้องลงมติตัดสินความผิดถูก เมื่อได้รายงานข้อเท็จจริงแล้วรัฐคู่พิพาทก็ต้องตกลงกันเอง
ยกตัวอย่างกรณี Dogger Bank ระหว่างอังกฤษและรัสเซีย ปี 1904 เรือรบรัสเซียยิงเรือประมงอังกฤษ โดยสำคัญผิดว่าเป็นเรือตอปิโดของญี่ปุ่น และมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนระหว่างประเทศ ประกอบด้วยผู้แทนอังกฤษ รัสเซีย ฝรั่งเศส สหรัฐ และออสเตรีย ซึ่งได้ประมวลข้อเท็จจริง สุดท้ายรัสเซียยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่อังกฤษ
การประนีประนอม
การประนีประนอมเริ่มมีบทบาทความสำคัญภายหลังปี 1919 กำหนดให้เป็นขบวนการยุติข้อพิพาทโดยการจัดตั้งคณะบุคคลหรือคณะกรรมการพิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริงพร้อมกับเสนอลู่ทางที่จะยุติข้อพิพาทแต่ข้อเสนอนั้นไม่ผูกพันคู่กรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม
แตกต่างกับการไต่สวน ซึ่งเป็นเพียงประมวลข้อเท็จจริงและทำรายการเสนอโดยไม่ต้องเสนอความคิดเห็นหรือแนวทางที่จะยุติข้อพิพาท และแตกต่างกับการไกล่เกลี่ยซึ่งเป็นแต่เพียงฝ่ายที่สามเข้ามาทำหน้าที่เป็นคนกลางเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องแสวงหาข้อเท็จจริงด้วย
สมัชชาสันนิบาตชาติได้แนะนำให้รัฐสมาชิกทำสัญญาระหว่างกันเพื่อระงับข้อพิพาทผ่านคณะกรรมการประนีประนอมก่อนที่จะส่งเรื่องต่อคณะมนตรี โดยคณะกรรมการจะประกอบด้วยกรรมการ 3 คนถึง 5 คน ลักษณะเป็นคณะกรรมการประจำ มิใช่เป็นคณะกรรมการชั่วคราวที่ตั้งขึ้นสำหรับพิจารณากรณีใดกรณีหนึ่งโดยเฉพาะ
คณะกรรมการชุดนี้จะพิจารณาข้อพิพาทในด้านผลประโยชน์ในกฎหมาย หรือด้านเศรษฐกิจ สัญญาส่วนใหญ่จะบังคับให้ภาคีนำข้อพิพาทให้คณะกรรมการประนีประนอมหาข้อยุติก่อน โดยใช้มติเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ ซึ่งหากไม่ได้ผลก็จะนำคดีขึ้นสู่ศาลอนุญาโตตุลาการหรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศต่อไป
อนุญาโตตุลาการ
การระงับกรณีพิพาทโดยมอบเรื่องให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยมีมาแต่สมัยกรีกและโรมัน และเริ่มตื่นตัวในปลายศตวรรษที่ 18 เมื่อมีการทำสนธิสัญญา Jay ในปี 1794 ระหว่างอังกฤษกับสหรัฐ ทั้งสองประเทศยอมตกลงกรณีพิพาทเรื่องดินแดนโดยตั้งคณะกรรมการผสมทำหน้าที่อนุญาโตตุลาการ
เมื่อเกิดคดี Alabama ระหว่างอังกฤษกับสหรัฐในปี 1872 ทั้งสองประเทศก็ได้มอบหน้าที่ให้อนุญาโตตุลาการทำหน้าที่วินิจฉัย ทำให้ประเทศต่าง ๆ หันมาสนใจการใช้อนุญาโตตุลาการเป็นวิธีการ ระงับข้อพิพาทมากขึ้น
โดยในมาตรา 37 อนุสัญญากรุงเฮกฉบับที่ 1 ค.ศ. 1907 กล่าวว่า อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีวัตถุประสงค์ที่จะยุติกรณีพิพาทระหว่างรัฐโดยผู้พิพากษาที่คู่กรณีเลือกเองและอยู่บนรากฐานแห่งการเคารพ กฎหมาย นอกจากนั้นยังกำหนดว่าภาคีจะใช้อนุญาโตตุลาการเท่าที่สถานการณ์อำนวยให้
ในปี 1928 คณะกรรมาธิการอนุญาโตตุลาการได้ร่างสนธิสัญญาเป็นแบบอย่างแก่รัฐในเรื่องเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการและได้รับการยอมรับ เรียกว่า กรรมสารทั่วไปเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 1929
กรรมสารฉบับนี้มีสมาชิก 23 ประเทศ โดยมีประเทศมหาอำนาจเข้าร่วมกำหนดวิธีดำเนินการในการระงับกรณีพิพาทโดยสันติวิธีว่า ในกรณีเกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐ รัฐคู่กรณีจะต้องดำเนินการประนีประนอมซึ่งเป็นการดำเนินการขั้นแรกก่อน ถ้าไม่ประสบความสำเร็จคู่พิพาทจะใช้วิธีระงับข้อพิพาทอื่น ได้แก่
1. นำคดีขึ้นสู่ศาลประจำยุติธรรมระหว่างประเทศในกรณีเป็นคดีพิพาทด้านกฎหมาย
2. นำคดีขึ้นสู่ศาลอนุญาโตตุลาการในกรณีข้อพิพาทในด้านการเมือง
คำพิพาทของศาลมีผลบังคับคู่กรณี และไม่มีการอุทธรณ์
แม้ว่าจะมีสนธิสัญญาบังคับให้รัฐใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการก็ตาม แต่บางครั้งในสนธิสัญญาอาจจะระบุข้อยกเว้นไว้ได้ อาทิเช่นในกรณีที่เป็นเรื่องผลประโยชน์อย่างสำคัญของชาติ เอกราชหรือเป็นเกียรติของประเทศหรือกรณีพิพาทที่ผลประโยชน์เกี่ยวพันกับรัฐที่สามหรือข้อพิพาทซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญของคู่กรณี
ศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ
ศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศริเริ่มจากอนุสัญญากรุงเฮก 1899 และสมบูรณ์ในอนุสัญญากรุงเฮกฉบับที่ 1 ปี 1907 ศาลนี้อยู่ภายใต้ความควบคุมดูแลของ The Permanant Council ซึ่งเป็นสภาผู้แทนทางการทูตของภาคีที่ประจำอยู่ที่ฮอลแลนด์
- มีรัฐมนตรีต่างประเทศฮอลแลนด์เป็นประธาน
- ผู้พิพากษาของศาลเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นผู้มีศีลธรรมและเข้ามาเป็นด้วยความสมัครใจ
- ประเทศภาคีตั้งขึ้นได้ประเทศละไม่เกิน 4 คน อยู่ในตำแหน่งคนละ 6 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้ ถ้าคู่พิพาทตกลงจะนำคดีขึ้นสู่ศาล คู่กรณีจะเลือกผู้พิพากษาตามจำนวนที่คู่กรณีตกลงกัน
- ถ้าตกลงกันไม่ได้แต่ละฝ่ายจะเลือกผู้พิพากษาฝ่ายละ 2 คนจากบัญชีรายชื่อผู้พิพากษาทั้งหมด ซึ่ง 1 คนจะเป็นคนในสัญชาติของตน
- และผู้พิพากษาทั้ง 4 คนก็จะเลือกประธาน ถ้าตกลงกันไม่ได้ในเรื่องตัวประธานก็อาจจะมอบให้ชาติที่สามเป็นผู้กำหนด
หลังจากเลือกผู้พิพากษาแล้วก็จะตกลงกันในกระบวนการพิจารณาภาษาที่ใช้และเรื่องอื่น ๆ ที่จำเป็นในการพิจารณาคดี แต่ทั้งนี้คู่กรณีก็มีสิทธิจะนำคดีพิพาทขึ้นสู่ศาลอนุญาโตตุลาการที่คู่พิพาทตั้งขึ้นเองโดยเลือกผู้พิพากษา จากบุคคลที่ไม่มีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้พิพากษาของศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศก็ได้
ศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศไม่มีลักษณะเป็นศาลอย่างแท้จริง เพราะ ไม่มีผู้พิพากษาอยู่ประจำศาล คู่พิพาทมีสิทธิจะเลือกผู้พิพากษาจากบัญชีรายชื่อซึ่งมีอยู่มากมาย และผู้พิพากษาเหล่านี้ไม่เคยประชุมร่วมกัน หรือแม้แต่ชเป็นครั้งคราว คู่กรณีพิพาทจะนำเรื่องขึ้นสู่ศาลก็ด้วยความสมัครใจของตนเอง การตัดสินของศาลผูกพันคู่กรณี และถึงที่สุดไม่มีการอุทธรณ์
ทำให้ในระยะหลังกิจการของศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศซบ เซาลง เพราะคู่กรณีพิพาทกันหันไปนิยมตั้งศาลอนุญาโตตุลาการโดยความสมัครใจของคู่กรณีเอง หรือนำคดีของตนขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมากกว่า แต่ในปี 1956 ศาลได้มีโอกาสตัดสินคดี Phares ระหว่างฝรั่งเศสกับกรีก ปัจจุบันศาลนี้ยังคงมีอยู่และตั้งอยู่ที่กรุงเฮกประเทศฮอลแลนด์
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก)
ศาลโลกเป็นศาลที่กัมพูชากำลังเรียกร้องให้ประเทศไทยขึ้นเพื่อเข้าร่วมการตัดสิน กรณี 4 พื้นที่พิพาท ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาเกี่ยวกับการตีความสนธิสัญญา, ปัญหากฎหมายระหว่างประเทศ, ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อผูกพันระหว่างประเทศ และกรณีเกิดการเสียหายเพราะละเมิดพันธะระหว่างประเทศ
นอกจากนั้นคู่พิพาทอาจจะขอให้ศาลพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ในกรณีที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญาให้นำคดีขึ้นสู่ศาลและยังมีหน้าที่ให้ความเห็นในปัญหาข้อกฎหมายแก่คณะมนตรี และสมัชชาสันนิบาตชาติด้วยในกรณีที่ถูก ร้องขอ
ข้อมูลจาก มหาวิทยาลัยรามคำแหง