เรื่อง : ชัชพงศ์ ชาวบ้านไร่, ตรีณารัตน์ เมฆไธสง ภาพ : ชัญญา พรรณศรี, เบญญาภา ปาประโคน
กระแสยังคงแรงแบบต่อเนื่องสำหรับ “สงคราม ส่งด่วน” (Mad Unicorn) ซีรีส์สัญชาติไทย ที่นอกจากจะครองอันดับ 1 ซีรีส์ที่มีผู้ชมสูงสุดในประเทศไทยแล้ว ยังทยานสู่อันดับ 4 ของซีรีส์ภาษาต่างประเทศที่มีผู้ชมสูงสุดทั่วโลกบนNetflix ด้วย
อย่างที่ทุกคนทราบกัน “สันติ แซ่ลี” หัวเรือใหญ่แห่ง “Thunder Express” เป็นเรื่องราวที่มาจากชิ้นส่วนชีวิตสุดพีคของ “คมสันต์ ลี” แม่ทัพของบริษัทส่งด่วนสีเหลือง “Flash Express” สตาร์ตอัพที่ก้าวสู่ยูนิคอร์นในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย โดยในปี 2567 ที่ผ่านมาทำรายได้ไป 24,728,534,489 บาท กวาดกำไร 940,539,534 บาท
สงคราม ส่งด่วน ได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลามจากผู้ชม โดยเฉพาะความทุ่มเทของนักแสดง นำโดย “ไอซ์ซึ–ณัฐรัตน์นพรัตยาภรณ์” (สันติ แซ่ลี) “เจนเย่–เมธิกา จีรนรภัทร” (เสี่ยวหยู) และ “ดร.พลัง โลกศิลป์”(รุ่ยเจี๋ย)
โดยมีฝีมืออันเฉียบคมของ “ไก่–ณฐพล บุญประกอบ” ผู้กำกับที่ได้หยิบเรื่องราวและแรงบันดาลใจของ คมสันต์ ลี มาพัฒนาเป็นซีรีส์ผ่านการเติมแต่งรสชาติให้ครบเครื่องและดุเดือดยิ่งขึ้น
นอกจากซีรีส์เรื่องนี้จะสร้างแรงบันดาลใจ และจุดไฟให้ใครหลาย ๆ คนในการเริ่มทำธุรกิจแล้ว สงคราม ส่งด่วน ยังทำให้ ไก่ ณฐพล ได้ก้าวข้ามและทลายกำแพงในการสร้างสรรค์งานของตัวเองด้วย

เก็บทุกโมเมนต์ 4 ชั่วโมงแรกกับซีอีโอหมื่นล้าน ‘โคตรพีค’
ไก่ ณฐพล เล่ากับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จุดเริ่มต้นทั้งหมดเกิดจาก “เก้ง–จิระ มะลิกุล” และ “วัน–วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์” สองโปรดิวเซอร์แห่งค่าย GDH ได้ดูคลิปสัมภาษณ์ของคนต้นเรื่อง (คมสันต์ ลี) และรู้สึกชอบ จึงชวนไปสัมภาษณ์เมื่อปี 2564
เป็นการเจอกับซีอีโอหมื่นล้านครั้งแรก และพูดคุยกันนานกว่า 4 ชั่วโมง คุยเสร็จก็รีบโทรกลับไปหาพี่เก้ง–พี่วัน เพราะเรื่องราวโคตรพีคและสุดเหวี่ยงมาก แม้จะผ่านสนามธุรกิจอันโหดเหี้ยมมา แต่ก็มีความจริงใจ คุยอย่างเป็นกันเองตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอ จึงเก็บความรู้สึกและแรงบันดาลใจก้อนนั้นไว้ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ทำซีรีส์เรื่องนี้
ก่อนทำซีรีส์สงครามส่งด่วน ยอมรับว่าไม่ได้เป็นคนที่เข้าใจโลกธุรกิจเท่าไหร่ โดยเฉพาะธุรกิจขนส่งซึ่งเป็นโลกใหม่มาก เรามีแค่บริษัททำโฆษณาเล็ก ๆ ของตัวเอง ทำให้ต้องรีเสิร์ชเยอะมาก ผ่านการสัมภาษณ์คนต้นเรื่อง คนรอบตัวเขา และคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ ด้านเทคโนโลยี และอีกหลาย ๆ ด้าน เพราะต้องปะติดปะต่อสร้างความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้รู้จริงก่อนจะถ่ายทอด เนื่องจากพาร์ตธุรกิจสำคัญมากในซีรีส์นี้
“แนวคิดทางธุรกิจที่ได้จากการรีเสิร์ชถูกนำมาใส่ในไดอะล็อก สิ่งที่ สันติ, เสี่ยวหยู, รุ่ยเจี๋ย, คณิน และ เคน พูดออกมาคือสิ่งที่เราได้รับจากการรีเสิร์ช ซึ่งถูกถ่ายทอดออกไปเรียบร้อยแล้ว”
พูดแบบไม่ถ่อมตัว กระแสตอบรับเกินคาดมาก ๆ คนทำหนังอย่างเราไม่เคยกล้าแม้แต่จะคิดว่างานที่ทำจะสร้างแรงสั่นสะเทือนถึงคนจำนวนมากขนาดนี้ การที่มีคนนำผลงานเรามาวิเคราะห์ วิจารณ์ จับผิด และลงรายละเอียดต่าง ๆ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี นี่คือความสำเร็จของเราแล้วในฐานะคนทำ
“มีคนทักมาหาผมหลายคน ทั้งชาวไทยและต่างชาติ บอกว่าลาออกจากงานแล้วนะ จะไปทำตามสันติบ้าง คือใจเย็น ๆ นะครับทุกคน (ขำ)…แรงบันดาลใจที่ได้รับจากคนต้นเรื่อง ความกล้าฝ่าฝัน เป็นเรื่องน่ายินดีที่เราจะส่งต่อความรู้สึกนั้น เราพยายามจะไม่ทำให้พลังงานจากการสัมภาษณ์วันนั้นตกหล่นเลย และสามารถส่งไปถึงคนดูได้ เท่านี้ก็ดีใจมาก ๆ แต่การทำธุรกิจแล้วไม่เจ๊ง มันก็เป็นเรื่องยากมากเช่นกัน”
ในโค้งสุดท้ายของการทำบท มีน้องคนหนึ่งที่เป็นพนักงานประจำของ GDH ขอลาออก และพูดคำว่า “หนูจะไปถอนขนไก่แล้วนะคะ” กลายเป็นว่าเราพยายามจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น แต่คนที่ได้รับมากที่สุดคือคนในทีม และคน ๆ นั้นก็คือ “แตง–ภัทรนาถ พิบูลย์สวัสดิ์” กับผลงานเป็นที่ประจักษ์อย่าง “GELBOYS สถานะกั๊กใจ”

‘ก้าวข้ามตัวเอง’ ในสงคราม ส่งด่วน
ไก่ ณฐพล เริ่มต้นชีวิตในวงการภาพยนตร์จากคนเขียนบท ผลงานที่ผ่านมาล้วนมีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็น SuckSeed ห่วยขั้นเทพ, เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ, วันสุดท้าย..ก่อนบายเธอ เป็นต้น
จากนั้นเขาก็ไปเรียนต่อด้านการทำ “สารคดี” ที่สหรัฐอเมริกา เพราะสนใจเรื่องข่าวบ้านการเมือง สังคม และชีวิตคนก่อนจะเกิดเป็นผลงาน “เอหิปัสสิโก” และ “2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” ภาพยนตร์แนวสารคดีว่าด้วยเรื่องราวการวิ่งของ“ตูน บอดี้สแลม”
การเปลี่ยนแนวมาทำซีรีส์อย่างสงคราม ส่งด่วน ซึ่งเขานิยามว่าเป็น “Fiction” ทำให้ต้องก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองในหลายเรื่อง
ไก่ ณฐพล เล่าว่า สงคราม ส่งด่วน เป็นซีรีส์แนวแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง แต่ไม่ใช่สารคดีชีวิต กล่าวคือ มีการสัมภาษณ์คนต้นเรื่องและคนรอบตัวเป็นสารตั้งต้น ก่อนจะนำมาต่อเติมเรื่องราว ต่างจากสารคดี ที่ไม่สามารถเติมแต่งหรือเขียนบทใหม่มาผสมกัน เพราะคนดูมีความคาดหวังว่าสารคดีคือ “ความจริง” และ “อ้างอิง” ได้
สงคราม ส่งด่วน จะมีความยืดหยุ่นกว่านั้น นี่เป็นเหตุผลที่ไม่ใช้ชื่อคนหรือชื่อบริษัทในชีวิตจริง เพื่อให้มีช่องว่างของจินตนาการ สามารถเติมเรื่องราวให้สนุกยิ่งขึ้นตามแบบซีรีส์ และบางตัวละครก็เขียนขึ้นใหม่ สถานการณ์บางอย่างก็อาจถูกปรับไปเพื่อให้มีสีสัน
“ผมพยายามทำลายกำแพงบางอย่างที่ต้องต่อสู้ในจิตใจตัวเอง ที่ผมไปเรียนสารคดีเพราะไม่ค่อยกล้าโม้ ผมต้องมีโจทย์ แต่สงคราม ส่งด่วนมันก้ำกึ่ง มีทั้งคนต้นเรื่อง ชิ้นส่วนชีวิตเขา และเราสามารถแต่งเติมได้ แต่ก็มีพาร์ตที่เป็นFiction ค่อนข้างเยอะ ผมก็ได้เรียนรู้ว่าเราต้องกล้าคิด อย่าไปยึดติดกับความเป็นจริงของเหตุการณ์ที่สัมภาษณ์มา ก็ถกเถียงในใจตัวเองอยู่มากพอสมควร ต้องทลายกรอบความยึดติดที่มีต่อเรื่องจริง”
ไก่ ณฐพล บอกอีกว่า ที่โปรดักชั่นของซีรีส์ออกมาเป็นแบบนี้ เพราะเป็นคนเรียลลิสติก ไม่สามารถทำงานแบบกรีนสกรีนและซีจีเยอะ ๆ ได้ ต้องเห็นภาพตรงหน้า เห็นฉาก เห็นโลเคชั่น ทุกอย่างต้องสร้างจากการแต่งตัวของนักแสดง ทีมพร็อพ และทีมอาร์ต ถึงจะเล่าและถ่ายทอดได้แบบมีอินเนอร์
แต่เมื่อได้ทำแล้วก็รู้ว่าชอบทั้งสองอย่าง เพราะต่างพาเราไปในสิ่งที่ไม่เหมือนกัน สารคดีพาเราไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน ไปใช้ชีวิตกินนอนอยู่กับเขาและถ่ายทอดออกมาในมุมของตัวเอง ในขณะที่ Fiction เรื่องนี้ได้ทำงานกับคนเยอะ ๆ เหมือนกีฬาเป็นทีม ทำให้ได้แชร์ความคิดกัน “ชอบคนละแบบไม่ดีและไม่แย่กว่ากัน เหมือนเป็นอาหารคนละแบบ”
ตั้งแต่เขียนบท ทำโปรดักชั่น เหมือนหนีตายทุกวัน เมื่อซีรีส์เสร็จคิดแค่ว่ารอดตายแล้ว เพราะถ่ายทุกวัน กลับบ้านไปด่าตัวเองทุกวัน ทำไมไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ เพราะมีตัวเลือกที่ไม่ได้ใช้อยู่ในหัวเต็มไปหมด การเป็นผู้กำกับต้องตัดสินใจตลอดเวลาและจะมีสิ่งที่ตัวเองคิดว่าตัดสินใจผิดพลาดเยอะไปหมด
“ทุกอย่างพร้อมไปหมด ทีมงานระดับเกรดเอ นักแสดงคุณภาพ ดังนั้นจึงมีความคาดหวังทุกอย่าง ถ้าซีรีส์เรื่องนี้แย่ก็มาจากผม มันก็เป็นความรู้สึกกดดันแบบนั้นตลอด ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงทำเสร็จ พูดแบบไม่ถ่อมตัวเลยนะ มันก็เลยไม่มีความคาดหวังอะไรเลยว่าเรื่องนี้จะต้องปัง ทุกคนจะต้องแฮปปี้ คือขอให้เสร็จ ให้รอด ก็ดีใจแล้ว”

‘บท–นักแสดง–โลเคชั่น’ ความยากของซีรีส์
ความยากของซีรีส์เรื่องนี้เยอะมาก อันแรกคือ “บท” บางเหตุการณ์ของคนต้นเรื่องที่เราเลือกมา ทั้งการโดนหักหลังเลยมาเปิดขนส่งของตัวเองเพื่อเหยียบหน้านายทุน การไปเช่าโรงแรมเปิดบริษัท เอาเพื่อนไปลอยในทะเล พัสดุปลอม 3,000 ชิ้น ชีวิตของเขามันมีความสุนกมาก ตอนฟังครั้งแรกนี่แบบ “ชีวิตเขาเป็นแบบนี้จริงหรอเนี่ย”
แต่เวลาเขียนบท เรื่องราวเหล่านั้นอาจถูกเปลี่ยนบริบทและปรับรายละเอียดบ้าง แต่ยังคงภาพใหญ่ไว้ ดังนั้น จึงมีช่องว่างในการเติมความสนุก ซึ่งยากมาก ทำอย่างไรไม่ให้บทสันติบ้าเกินไป ต้องบ้าแบบที่ผู้ชมคิดว่าเป็นคน ๆ เดียวกันนั้น
ซีนที่เป็นจินตนาการล้วน ๆ คือโปรยเงินบนทางด่วน แม้จะคิดขึ้นมาเอง แต่เป็นความบ้าที่อยู่ในระดับของสันติและถูกต้องกับเรื่อง นี่คือปัญหาของทีมในตอนแรก “หาดีกรีความบ้าของสันติให้เจอ”
“ตัวละครของสันติห่างไกลจากชีวิตเรามาก ทั้งผ่านความยากจนแบบสุด ๆ และกลายเป็นคนรวยหมื่นล้าน การจะคิดให้ได้เบบเขาจึงยากมาก ทำให้ต้องใช้เวลาเขียนบทถึง 2 ปี และช่วง 6 เดือนแรกเหมือนเขียนทิ้ง”
การเลือกนักแสดงก็เป็นโจทย์ที่ยากมากเช่นกัน คนต้นเรื่องมีภาษาจีนเป็นอาวุธ และสิ่งรายล้อมเรื่องนี้เป็นภาษาจีน ดังนั้นภาษาจีนจึงต้องฝังอยู่ในดีเอ็นเอของซีรีส์นี้ นำไปสู่การหานักแสดงที่พูดจีนได้อย่างคล่องแคล่ว มีแพสชั่น และมีคาแรกเตอร์ตรงกับเรื่อง ซึ่งยากมาก
เมื่อปรึกษากับโปรดิวเซอร์แล้วคิดว่าคนที่น่าจะทำได้คือ ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์ แม้จะพูดจีนไม่ได้แต่มีความตั้งใจมาก จากเรื่องอื่น ๆ ที่เคยเห็น เราจึงมีความเชื่อว่าเขาจะพูดจีนในเรื่องได้
ส่วนบท เสี่ยวหยู ก็แคสนักแสดงหนักมากกว่าจะได้ “เจนเย่–รมิดา จีรนรภัทร” ซึ่งตอนแรกรู้สึกว่ายังเด็กไปสำหรับบที่วางไว้ด้วยซ้ำ แต่พอเห็นการแสดงผ่านแววตาและน้ำเสียงก็พบว่าเจนเย่โตเกินอายุ แต่ความที่ดูเด็ก ดูตัวเล็ก จึงต้องแต่งตัวด้วยการใช้เเบรนด์เนม เพื่อทำให้ดูสตรองและเข้าถึงบทบาทมากขึ้น
ตัวละครที่ปวดหัวมาก ๆ คือ รุ่ยเจี๋ย เมื่อเขียนบทแล้วก็คิดว่าจะเอาใครมาเล่น “ที่พูดจีนและด่าได้” จนมาเจอ “ดร.พลัง โลกศิลป์” จากรายการหนึ่งที่เขาไปออก แม้จะพยายามเเคสนักแสดงคนอื่น แต่ก็ไม่ได้เท่า ดร.พลัง
ตัวละครรุ่ยเจี๋ยมีความก้าวร้าวและตลก ซึ่งยากมากที่จะด่าใครแล้วเค้าไม่โกรธ ต้องดราม่าและให้คนรักตอนท้ายเรื่องซึ่ง ดร.พลังทำได้ดีมาก แม้จะไม่เคยเล่นซีรีส์แบบเต็มระบบมาก่อน จากที่เคยเป็นนักร้องโอเปร่า และนักแสดงวาไรตี้ในจีน แต่เรามีความเชื่อมั่น และดร.พลังทำได้เกินกว่าที่คาดไว้มาก
อีกเรื่องคือโลเคชั่นการถ่ายทำที่เยอะมาก เป็นผลมาจากเนื้อเรื่องเกี่ยวกับขนส่ง และการเดินทางอันยาวนานของสันติจากดอย เหมืองทราย เข้าเมือง และประเทศจีน ไก่ ณฐพลกล่าว

จุดร่วมคือ ‘แม่’
ไก่ ณฐพล เล่าว่า เวลาเจอเหตุการณ์ในชีวิต หรือคนที่น่าสนใจ จะเก็บไปเป็นวัตถุดิบของการทำงาน มีตัวละครที่ถูกหลอมรวมอยู่ในหัว เป็นความเข้าใจคนที่เกิดขึ้นจากการเจอคนมาก ๆ เหมือนต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไมตัวละครถึงพูดแบบนี้ ตัวละครรู้สึกอะไรอยู่ การได้เจอคนมาก ๆ จึงถือเป็นต้นทุนในการทำงาน
เรื่องลายเซ็นหรือการเป็นตัวเราต้องให้คนอื่นมอง เพราะเวลาทำงานเราไม่ได้คิดถึงสิ่งนี้ เหมือนเวลาเขียนหนังสือ ก็ไม่ได้คิดว่าลายมือเราเป็นยังไง เช่นกันเวลาทำหนังก็เป็นไปโดยอัตโนมัติ เป็นเนเจอร์ของเราที่หลอมรวมออกมา เพราะว่าเรามีรสนิยมแบบนี้ ชอบคนแบบนี้ ชอบมุกตลกแบบนี้ มันก็ออกมาโดยอัตโนมัติ เราไม่ได้ไปกำหนดหรือกะเกณฑ์อะไร
แต่เราเคยสังเกตตัวเองเหมือนกัน สิ่งที่เป็นจุดร่วมในผลงานของตัวเองคือ “แม่” เพราะเราเป็นคนที่ผูกพันกับแม่มากและแม่เราพึ่งเสียเมื่อตอนทำซีรีส์เรื่องนี้ แม่เราเป็นคนน่ารัก ตลก อบอุ่น เราจะ Emotional มากกับความรักของแม่ ทั้งงานสั้น งานยาว หรือมิวสิควิดีโอ
“บังเอิญกับสงคราม ส่งด่วน ก็มีเรื่องราวของแม่ คนต้นเรื่องก็มีเรื่องแม่เป็นบทสำคัญในชีวิต แล้วเราก็ชอบมากที่คอนเนคกัน ถ้าให้สังเกตตัวเองว่าอะไรที่เป็นจุดร่วมของทุกงาน ก็คือแม่”