เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
Golden Week จีนเที่ยวไทยพุ่ง “แอร์ไลน์” รุกเปิดเส้นทางบินใหม่รับ
Business Golden Week จีนเที่ยวไทยพุ่ง “แอร์ไลน์” รุกเปิดเส้นทางบินใหม่รับ
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.49% อยู่ที่ 76,387 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.49% อยู่ที่ 76,387 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (18 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (18 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
“การบินไทย” ทุ่มพัฒนาโปรดักส์ยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ไล่เติมเส้นทางบิน CLMV-ยุโรป
Business “การบินไทย” ทุ่มพัฒนาโปรดักส์ยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ไล่เติมเส้นทางบิน CLMV-ยุโรป
‘เวียตเจ็ท’ โละฝูงบินแอร์บัส มุ่งสู่โบอิ้ง 737 หวังลดต้นทุน
Business ‘เวียตเจ็ท’ โละฝูงบินแอร์บัส มุ่งสู่โบอิ้ง 737 หวังลดต้นทุน
ลุยฟื้นฟู “เคหะชุมชนทุ่งสองห้อง”สร้างคอนโดติดรถไฟฟ้าสายสีแดง 3,800 ยูนิต
Real Estate ลุยฟื้นฟู “เคหะชุมชนทุ่งสองห้อง”สร้างคอนโดติดรถไฟฟ้าสายสีแดง 3,800 ยูนิต
วีระยุทธ ชี้ภาษีอย่างเดียวไม่พอ จี้รื้อ Local Content ฟื้นยานยนต์ไทย
Economic วีระยุทธ ชี้ภาษีอย่างเดียวไม่พอ จี้รื้อ Local Content ฟื้นยานยนต์ไทย
เจรจา 2 ฝ่าย เห็นร่วม ออกสูตร “ค่ารอบกลาง” ไรเดอร์
Tech เจรจา 2 ฝ่าย เห็นร่วม ออกสูตร “ค่ารอบกลาง” ไรเดอร์
หุ้นไทยเด้ง 20 จุด ปิด 1,583 รับผลเฟดตามคาด DELTA-บิ๊กแคปหนุน
Finance หุ้นไทยเด้ง 20 จุด ปิด 1,583 รับผลเฟดตามคาด DELTA-บิ๊กแคปหนุน
เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับอ่อนสุดในรอบ 1 เดือนครึ่งที่ 33.43 บาท/ดอลลาร์ รับสัญญาณ “เฟด”
Finance เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับอ่อนสุดในรอบ 1 เดือนครึ่งที่ 33.43 บาท/ดอลลาร์ รับสัญญาณ “เฟด”
ดูทั้งหมด

จับตาทิศทางยานยนต์ไทย ในวันที่สหรัฐปรับนโยบายการค้า

22 มิ.ย. 2568 | 12:52น.
FILE PHOTO: An employee of Nissan Motor works on its Leaf electric car on an assembly line at Oppama plant, in Yokosuka
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : วีระยา ทองเสือ Krungthai COMPASS

Krungthai COMPASS มีมุมมองต่อยอดการผลิตรถยนต์ไทยในปี 2568-2569 อาจอยู่ในระดับต่ำเพียงปีละ 1.4-1.45 ล้านคัน น้อยกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต (ปี 2565-2567) ที่ 1.73 ล้านคัน อยู่เกือบ 18% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสงครามการค้าที่ขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะการที่สหรัฐขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และรถบรรทุกขนาดเล็กจากทุกประเทศ 25% (Sectoral Tariff) เพื่อกระตุ้นให้ค่ายรถยนต์ย้ายฐานการผลิตกลับมายังสหรัฐ

โดยคาดว่ามาตรการดังกล่าวมีแนวโน้มทำให้ราคารถยนต์ในตลาดสหรัฐ ปรับเพิ่มขึ้นราว 10-15% หรือเฉลี่ยคันละ 2,000-4,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 6-12 เดือนข้างหน้า ซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวสหรัฐ รวมถึงทิศทางของห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ทั่วโลก

ภาวะดังกล่าวจะเป็นความท้าทายสำคัญที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกจากประเทศคู่ค้า รวมถึงไทยต้องเผชิญ และเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ในเบื้องต้นประเมินว่าการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยใน 3 มิติหลัก ได้แก่

1) ไทยอาจได้รับผลกระทบทางตรง (ส่งออกไปสหรัฐลดลง) จากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ครั้งนี้บ้าง แต่คาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการส่งออกรถยนต์ของไทยไปยังสหรัฐไม่สูงมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรถยนต์ที่ผลิตในไทยส่วนใหญ่เป็นรุ่นหรือโมเดลที่แตกต่างจากรถยนต์ที่ใช้งานในสหรัฐ

โดยในปี 2567 ไทยส่งออกรถยนต์ไปสหรัฐ ราว 32,000 คัน คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2% ของยอดผลิตรวมที่ 1.47 ล้านคัน อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่ากลุ่มรถยนต์นั่งซึ่งมีสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐ มากกว่ารถเพื่อการพาณิชย์ จะมีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูงกว่า

2) อย่างไรก็ดี ไทยมีแนวโน้มได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดส่งออกอื่น โดยเฉพาะออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตลาดส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของไทย เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์จากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อาจเลือกขยายการส่งออกไปยังตลาดนี้มากขึ้นเพื่อทดแทนยอดขายที่ลดลงในสหรัฐ โดยออสเตรเลียถือเป็นตลาดสำคัญที่ติดอันดับต้น ๆ ของทั้งสองประเทศ อีกทั้งยังมีรถยนต์ SUV หลายรุ่นได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากผู้บริโภคชาวออสเตรเลีย ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตจากสองประเทศคู่แข่งนี้

นอกจากนี้ ตลาดส่งออกที่มีแนวโน้มเติบโตอย่าง ซาอุดีอาระเบีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ก็เป็นอีกประเด็นที่ควรจับตา เพราะแม้ปัจจุบันญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีสัดส่วนการส่งออกรถยนต์ไปยังประเทศเหล่านี้ไม่สูงนัก แต่มองไปข้างหน้าตลาดเหล่านี้อาจกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของผู้ผลิตจากทั้งสองประเทศ ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อความสามารถของไทยในการรักษาส่วนแบ่งในตลาดส่งออกหลัก

3) แรงกดดันจากสงครามราคาที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากจีนที่คาดว่าจะมีการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) สูงถึง 23.4 ล้านคันในปี 2568 แต่กลับมีการประเมินว่ากำลังซื้อภายในประเทศอาจช่วยดูดซับได้เพียง 17 ล้านคัน ส่งผลให้มีกำลังผลิตส่วนเกินกว่า 6 ล้านคัน ซึ่งต้องเร่งระบายสู่ตลาดโลก

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว อาจทำให้จีนต้องกระจายการส่งออกรถยนต์ไปยังคู่ค้าต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งไม่เพียงกระทบการส่งออกรถยนต์ของไทยในตลาดสำคัญเท่านั้น แต่หากไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายที่จีนหันมาดัมพ์ราคาเพื่อระบายสินค้า อาจนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาที่กดดันทั้งยอดขายและอัตรากำไรของผู้ผลิตรถยนต์ไทย

การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐครั้งนี้ ยังครอบคลุมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งถูกเก็บภาษีในอัตราเดียวกันที่ 25% ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อคำสั่งซื้อจากสหรัฐ ในกลุ่มผู้ส่งออกชิ้นส่วนไทย หากแบ่งระดับความเสี่ยง จากสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐ และความสามารถในการทำกำไรพบว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ กลุ่มผู้ส่งออกยางรถยนต์ และเครื่องยนต์ ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐในสัดส่วนสูง และมีอัตรากำไรสุทธิค่อนข้างต่ำ คำสั่งซื้อที่ลดลงหรือแรงกดดันให้ลดราคาขายแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้กลุ่มนี้เผชิญความเสี่ยงต่อการขาดทุนมากกว่ากลุ่มอื่น

กลุ่มที่มีความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่ กลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีสัดส่วนส่งออกไปสหรัฐในระดับสูง แต่ยังพอมีอัตรากำไรที่ช่วยรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้บ้าง เช่นเดียวกับกลุ่มตัวถังและตกแต่งภายใน ระบบกันสะเทือนและระบบเบรก ที่แม้จะส่งออกไปสหรัฐไม่สูงนัก แต่มีอัตรากำไรที่ค่อนข้างต่ำ ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากอัตราภาษีจึงอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ผลกระทบจากมาตรการภาษียังอาจลุกลามไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศคู่ค้าอื่น อาทิ ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ไปยังสหรัฐ หากผู้ผลิตญี่ปุ่นต้องลดกำลังการผลิตลงตามคำสั่งซื้อที่หดตัว ย่อมส่งผลกระทบต่อความต้องการชิ้นส่วนจากไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้