UncommonGoods กับความพยายามจะ Be Better ทุกวัน
คอลัมน์ สตาร์ตอัพ “ปัญหา” ทำ “เงิน
โดย มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ
ปี 1999 “เดฟ โบลอตสกี”นักวิเคราะห์การเงินจาก Goldman Sachs ทิ้งงานที่มั่นคงเพื่อทำความฝันที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจให้เป็นจริง
ไม่กี่ปีก่อนลาออก “เดฟ” ทำวิจัยเรื่องแนวโน้มการเติบโตของอินเทอร์เน็ต (ยุคนั้นถือเป็นเรื่องใหม่) ทำให้เห็นโอกาสธุรกิจออนไลน์ที่ต้นทุนต่ำและคู่แข่งน้อย
ระหว่างคิดว่าจะขายอะไรดี เขามีโอกาสได้ไปเดินงานแสดงสินค้าแฮนด์เมด ถูกใจในความเก๋ไก๋ ช่างคิด เลยถือโอกาสสัมภาษณ์บรรดาศิลปินเจ้าของผลงานแล้วพบว่าผู้ผลิตเหล่านี้มักประสบปัญหาช่องทางการขาย เพราะเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม ถ้าไม่ตระเวนไปตามงานแฟร์ต่าง ๆ ก็แทบขายไม่ได้เลย
“เดฟ” จึงคิดว่าหากเขาสามารถสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นช่องทางขายให้สินค้าแฮนด์เมด โดยเฉพาะก็น่าจะดี
เขาตั้งชื่อบริษัทว่า UncommonGoods ชูความแปลกใหม่ของสินค้าทำมือ เจาะลูกค้าที่ชอบงานไอเดียทั้งเครื่องประดับ ของแต่งบ้าน เครื่องครัว ที่ดีไซน์เริดและมีประโยชน์ใช้สอย (ที่สร้างเซอร์ไพรส์-เรียกรอยยิ้มได้) เช่น โคมไฟคู่รักเชื่อมต่อผ่านไวไฟ แค่สัมผัสก็ทำให้คู่เรืองแสงตาม ไม่ว่าอยู่ห่างแค่ไหน
ในช่วงแรก เดฟใช้เงินส่วนตัวเริ่มธุรกิจ จากนั้นก็ได้เงินจากนักลงทุนมาสมทบ กิจการเป็นไปด้วยดี จนมาเจอพิษฟองสบู่ดอตคอมแตกในปี 2001 เงินทุนหดหายจนทำให้ต้องเลย์ออฟ พนักงานจาก 35 คนเหลือแค่ 5 คน
การล้มคราวนั้นทำให้เดฟเลิกยืมจมูกคนอื่นหายใจ หันมายึดหลักธุรกิจ 3 ข้อเพื่อให้ยืนได้ด้วยตัวเองแบบ “ยั่งยืน”
ข้อแรก ถี่ถ้วนขึ้นอีกในการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด
ข้อสอง ทุกการตัดสินใจต้องมีข้อมูลรองรับ และ ข้อสาม ต้อง Be “better” ต้อง “ดี” กว่าเดิม ทั้งด้านการเงิน คุณภาพ และความรับผิดชอบต่อพนักงาน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ ชุมชนและสิ่งแวดล้อม
เดฟรู้ว่าแนวทางการทำธุรกิจแบบนี้ไม่ได้เห็นผลชั่วข้ามคืน แต่ก็เต็มใจจะใช้เวลาและอดทนสร้างกิจการขึ้นใหม่ ใช้เวลาถึง 4 ปี กว่าจะเริ่มมีกำไร และ 8 ปีกว่าจะกล้าให้เงินเดือนตัวเอง
วันนี้ UncommonGoods เป็นกิฟต์ช็อปออนไลน์ขนาดใหญ่มี พนักงานกว่า 200 คน เป็นสตาร์ตอัพที่มีฐานะการเงินแข็งแรง มีกำไรต่อเนื่องมา 13 ปี โดยรายได้ปีล่าสุดอยู่ที่ 60 ล้านเหรียญ
เมื่อวันที่ฟองสบู่แตก เดฟคิดว่าช่วงเวลานั้นคือ เวลาแห่งความ “ล้มเหลว” ที่ดีที่สุดในชีวิต เพราะมันบังคับให้เขาต้องลุกขึ้นสู้และพบวิธีทำธุรกิจอย่างอิสระโดยไม่ต้องง้อนักลงทุนอีกต่อไป
ปัจจุบัน เดฟยังคงยึดมั่นใน 3 แนวทางการธุรกิจ โดยเฉพาะ Be “better” ที่ผลักดันจน UncommonGoods ได้ใบรับรองจาก B lab ให้เป็น B corporation หรือองค์กรที่ผ่านมาตรฐานการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนในเรื่องธรรมาภิบาล สวัสดิการพนักงาน สิ่งแวดล้อม และการตอบแทนชุมชน
ที่ UncommonGoods พนักงานระดับล่างสุดได้เงินเดือนสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำถึง 2 เท่า สินค้าทุกชิ้นต้องไม่ทำจากหนังสัตว์ ขนนก ขนเฟอร์ หรือไข่มุก หีบห่อตลอดจนแค็ตตาล็อกสินค้า ต้องทำจากกระดาษรีไซเคิล และทุกครั้งที่มีการซื้อสินค้า บริษัทจะหักรายได้ 1 เหรียญเพื่อสมทบทุนโครงการเพื่อการกุศลต่าง ๆ ที่ลูกค้าเป็นคนเลือก
เมื่อถามว่าอะไรทำให้ยืนอยู่ได้ในโลกธุรกิจออนไลน์ที่การแข่งขันสูงมาก
เดฟมองว่าจุดแข็งของ UncommonGoods คือ การใส่ใจในรายละเอียดโดยเฉพาะการเลือกสินค้าเข้าร้านที่เดฟเน้นนักหนาว่าต้องพิเศษที่แตกต่าง หรือ “uncommon” จริง ๆ คือ ถ้าไม่สวยจนตะลึง ก็ต้องแหวกแนวจนทึ่ง และเดฟยังเซ็นสัญญาแบบ exclusive กับผู้ผลิต (ตอนนี้เซ็นไปแล้ว 35% ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50%) เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่า สินค้าที่ซื้อที่นี่จะไม่ซ้ำใครแน่นอน
อีกข้อหนึ่งคือ การไม่คิดว่าตัวเองเติบใหญ่แล้วจนขาดแรงผลักในการพัฒนาตัวเอง ทุกวันนี้เดฟยังมอง UncommonGoods เป็นสตาร์ตอัพที่ยังถ่อมตัวและพร้อมทดลองไอเดียใหม่ ๆ เพื่อปรับปรุงสินค้าและบริการให้ Be “better” ทุกวัน