เผ่าภูมิ โรจนสกุล
เผ่าภูมิเผยรัฐบาลเตรียมมาตรการทั้งด้านการเงินและการคลังรับมือภาษีสหรัฐ บรรเทาผลกระทบต่อภาคการส่งออก
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลเตรียมมาตรการทางการคลังและการเงินชุดใหญ่ เพื่อรับมือผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐ พร้อมกระตุ้นกำลังซื้อและพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างรอบด้าน ซึ่งมาตรการต่าง ๆ จะดูแลผู้ได้รับผลกระทบทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ส่งออก ซัพพลายเชน และแรงงานในภาคส่งออก
ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ผลิตในประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้าที่มีการแข่งขันสูง รัฐบาลก็เตรียมมาตรการดูแลเช่นกัน เพื่อรักษาสมดุลทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภคในประเทศ
ในส่วนของมาตรการทางการเงิน กระทรวงการคลังเตรียมวงเงิน Soft Loan วงเงิน 200,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารออมสิน เพื่อปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ นำไปสู่การปล่อยสินเชื่อใหม่ และปรับโครงสร้างหนี้ให้ผู้ประกอบการ
“สินเชื่อจะเชื่อมโยงกับการปรับโครงสร้างการส่งออกและการหาตลาดใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวได้ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง” นายเผ่าภูมิกล่าว
ขณะที่ด้านมาตรการทางการคลัง รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 157,000 ล้านบาท โดยผ่าน ครม.แล้วกว่า 115,000 ล้านบาท ใช้ลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กที่กระจายตัวในภูมิภาค เช่น การคมนาคมและระบบชลประทาน เพื่อสร้างการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง
พร้อมเตรียมไทยเป็นศูนย์กลางการเงินระดับภูมิภาค อีกหนึ่งกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่รัฐบาลเดินหน้า คือการจัดตั้ง “Financial Hub” หรือศูนย์กลางทางการเงิน โดยมีการร่างกฎหมายเฉพาะ สร้างองค์กรกำกับดูแล และระบบการอนุญาตแบบใหม่ เพื่อดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลก
“ทุนวิ่งเข้าหาผลตอบแทนสูง ทำธุรกิจง่าย และกฎหมายที่เอื้อ เรากำลังออกแบบระบบทั้งหมดให้รองรับการเป็น Financial Hub อย่างเป็นระบบ” นายเผ่าภูมิกล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนแก้ไขหนี้ครัวเรือนทั้งในระบบและนอกระบบ โดยร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยในการดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบที่สามารถควบคุมได้
พร้อมทั้งเตรียมมาตรการเปิดรับเม็ดเงินใหม่จากต่างประเทศ โดยเฉพาะคริปโตเคอร์เรนซีของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นช่องทางใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน
นายเผ่าภูมิกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับ Soft Power โดยเชื่อว่าคนไทยมีศักยภาพซ่อนอยู่จำนวนมาก และรัฐบาลต้องเข้าไปมีบทบาทเชิงรุกในการช่วยดึงศักยภาพเหล่านั้นออกมา เพื่อสร้างรายได้และเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ
สำหรับการเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของภาษีนำเข้าสหรัฐนั้น สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การได้เรตภาษีที่ต่ำที่สุด แต่คือ ประเทศต้องได้ดีลที่ดีที่สุด โดยพิจารณาจากผลได้ผลเสียในภาพรวมของทุกภาคส่วนในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งออก เกษตรกร ภาคปศุสัตว์ หรือผู้ผลิตในประเทศ
“เราต้องดูว่าประเทศได้อะไร และเสียอะไร ไม่ใช่ดูแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คนที่ได้เรตดีที่สุดอาจจะไม่ใช่ผู้ชนะ แต่ผู้ชนะคือคนที่ประเทศได้ดีลที่ดีที่สุด” นายเผ่าภูมิกล่าว
โดยในการเจรจาด้านภาษี ต้องมองทั้ง 2 ด้าน ฝั่งหนึ่งคือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้า อีกฝั่งคือผู้ผลิตในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาด ทั้งสองส่วนต้องหาจุดสมดุลให้ได้มากที่สุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยทีมเจรจาไทยแลนด์ที่นำโดยนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังดำเนินงานตามแนวทางนี้
นายเผ่าภูมิกล่าวถึงกรณีประเทศเวียดนาม ที่หลายฝ่ายยกเป็นตัวอย่างว่าได้รับเรตภาษีนำเข้าสหรัฐเพียง 20% ว่าข้อมูลที่เข้าใจกันโดยทั่วไปอาจไม่ครบถ้วน เพราะความจริงแล้วเวียดนามมี 2 เรต คือ 20% และ 40% ขึ้นอยู่กับ “RVC” หรือ Regional Value Content ซึ่งหมายถึงสัดส่วนของการผลิตที่เกิดขึ้นในภูมิภาค
“ถ้าสินค้ามีการผลิตในภูมิภาคมากพอก็จะได้เรต 20% แต่ถ้าไม่ถึงเกณฑ์ก็เสียภาษี 40% ซึ่งในความเป็นจริง สินค้าจากเวียดนามส่วนใหญ่เสีย 40% เพราะโครงสร้างอุตสาหกรรมของเขายังไม่ลึกเท่าประเทศไทย” นายเผ่าภูมิกล่าว
ซึ่งเศรษฐกิจไทยถือว่า “Mature” หรือพัฒนาแล้วมากกว่าเวียดนาม มีห่วงโซ่อุปทานที่ลึกกว่า และใช้ Local Content มากกว่า ซึ่งหากเจรจาได้เรตภาษีเดียวกัน ประเทศไทยจะได้เปรียบในเชิงโครงสร้างการผลิต
ทั้งนี้ เวลาพิจารณาว่าดีลไหนดีที่สุด ต้องมองให้ลึกว่าประเทศนั้นได้อะไรและเสียอะไร ไม่ใช่มองแค่ตัวเลขภายนอก และการเจรจาของไทยในอนาคต หากต้องมี 2 เรตเช่นเดียวกับเวียดนาม สิ่งสำคัญคือการต่อรอง เส้นแบ่งของ RVC ว่าจะอยู่ที่ระดับใด เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์มากที่สุดในเชิงโครงสร้าง