วันประมงแห่งชาติปีนี้ (21 กันยายน 2568) นอกจากจะเป็นการตระหนักถึงคุณค่าทรัพยากรทางทะเล ยังสะท้อนถึงความท้าทายใหญ่ของเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าประมงและสัตว์น้ำมูลค่ามหาศาลต่อปี ท่ามกลางแรงกดดันด้านมาตรฐานการผลิตและความยั่งยืน
จุดกำเนิด “วันประมงแห่งชาติ”
วันที่ 21 กันยายน ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น วันประมงแห่งชาติ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ชาวประมง และรำลึกถึงความสำคัญของทรัพยากรทางน้ำ ตลอดจนบทบาทของอุตสาหกรรมประมงต่อเศรษฐกิจไทย
ต้นกำเนิดมาจากปี 2525 เมื่อสหกรณ์ประมงจังหวัดสมุทรสาครทำหนังสือถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เสนอให้รัฐบาลกำหนดวันประมงแห่งชาติขึ้นเพื่อเป็นกำลังใจแก่ชาวประมง และเป็นการเชิดชูอาชีพที่เสี่ยงภัยในทะเล พร้อมทำหน้าที่ปกป้องประเทศและแจ้งเตือนภัยทางน้ำแก่หน่วยงานรัฐ
ต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติเปลี่ยนจากวันที่ 13 เมษายน มาเป็นวันที่ 21 กันยายน เพื่อรำลึกถึงพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2469 ที่โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมรักษาสัตว์น้ำ ซึ่งพัฒนามาเป็นกรมประมงในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่เคยพระราชทานทุนการศึกษาแก่ข้าราชการด้านการเพาะพันธุ์ปลา
ในแต่ละปี หน่วยงานรัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะจัดกิจกรรม เช่น ปล่อยพันธุ์ปลาหายากลงสู่แหล่งน้ำ งดการจับปลา 1 วัน เพื่อฟื้นฟูทรัพยากร และรณรงค์ให้ประชาชนร่วมปล่อยปลาในแม่น้ำลำคลองและทะเล ถือเป็นทั้ง วันประมงแห่งชาติ และ วันขยายพันธุ์ปลาแห่งชาติ

มูลค่าทางเศรษฐกิจของประมงไทย
อุตสาหกรรมประมงไทยถือเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญของการส่งออกอาหาร โดยข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าประมงของไทยในปี 2567 อยู่ที่ 1,544.96 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 54,171 ล้านบาท ขยายตัว 1.29% จากปีก่อนหน้า
ตลาดส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่
- จีน คิดเป็น 23.5% ของการส่งออกทั้งหมด
- ญี่ปุ่น 18.9%
- สหรัฐอเมริกา 14.2%
- เกาหลีใต้ 5.6%
- อิตาลี 5.5%
สินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปจีน เช่น กุ้ง สัตว์น้ำเปลือกแข็ง ปลา หมึก และแมงกะพรุน โดยเฉพาะ กุ้ง ซึ่งครองสัดส่วนเกือบ 70% ของการส่งออกไปตลาดจีน
อย่างไรก็ตาม ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.–เม.ย.) ไทยส่งออกสินค้าประมงมูลค่า 464.06 ล้านเหรียญสหรัฐ (15,654 ล้านบาท) หดตัวลงกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลาดจีนหดตัวถึง 20.1% สะท้อนแรงกดดันด้านการแข่งขันและข้อจำกัดทางการค้า
แรงกดดันจากตลาดโลก
อุตสาหกรรมประมงไทยไม่ได้แข่งขันเพียงเรื่องราคา แต่ยังต้องเผชิญกติกาสากลที่เข้มงวดมากขึ้น ได้แก่
IUU Fishing
ไทยเคยถูกสหภาพยุโรป (EU) ให้ “ใบเหลือง” เนื่องจากปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing – IUU) จนต้องปรับกฎหมายและระบบควบคุมทั้งเรือพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน แม้ปัจจุบันปลดใบเหลืองแล้ว แต่ EU และตลาดโลกยังจับตาอย่างเข้มข้น
EU Green Deal และ CBAM
สหภาพยุโรปเดินหน้ามาตรการสิ่งแวดล้อม เช่น Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ครอบคลุมสินค้าเกษตรและอาหารทะเล ทำให้โรงงานแปรรูปไทยต้องลงทุนในพลังงานสะอาด ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และลดคาร์บอนฟุตพรินต์ แม้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่หากปรับตัวได้ก็สร้างโอกาสเจาะตลาดพรีเมียม
การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล
ปัญหา Overfishing หรือการจับสัตว์น้ำเกินศักยภาพยังเป็นโจทย์เรื้อรัง แม้มาตรการ “ปิดอ่าว” เป็นระยะช่วยให้ทรัพยากรฟื้นตัวบ้าง แต่ยังไม่เพียงพอ การจัดการเชิงระบบแบบ Ecosystem-based Management จึงเป็นแนวทางที่ไทยต้องเร่งเดินหน้า
ปริมาณสัตว์น้ำลดลง
สถิติระบุว่า ปริมาณสัตว์น้ำในน่านน้ำไทยลดลงกว่าครึ่งในรอบ 30 ปี กระทบต่อรายได้ของประมงพื้นบ้านและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ นี่คือสัญญาณที่ไทยต้องเร่งลงทุนใน โมเดลเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture) เพื่อลดการพึ่งพาการจับจากธรรมชาติ

โอกาสใหม่: ธุรกิจประมงยั่งยืน
แม้เผชิญความท้าทาย แต่ทิศทางอุตสาหกรรมประมงไทยยังมีโอกาสเติบโต หากปรับตัวได้ทันต่อกติกาโลก โดยเฉพาะใน 4 ด้านสำคัญ
1. เทคโนโลยีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture Innovation)
- ฟาร์มกุ้ง ปลา หอย ปรับสู่ระบบปิด (Closed System) ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- ใช้ Biofloc Technology และ Recirculating Aquaculture System (RAS) เพื่อเพิ่มอัตรารอด ลดความเสี่ยงโรค
- นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเพิ่มความสนใจ “อควาเทค (AquaTech)” เทียบได้กับ “AgriTech” ในภาคการเกษตร
2. ฟาร์มยั่งยืน (Sustainable Farming)
- ตลาดโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และ EU ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
- การได้รับตรารับรอง เช่น ASC, BAP, Organic Aquaculture สร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสเจาะตลาดพรีเมียม
- ฟาร์มขนาดใหญ่ในภาคตะวันออก–ใต้ เริ่มใช้แนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น การนำกากอาหารปลาไปผลิตปุ๋ยชีวภาพ
3. ดิจิทัลและ AI ในห่วงโซ่ประมง
- Smart Farming เช่น IoT ตรวจสอบอุณหภูมิ ค่า pH ปริมาณออกซิเจนในบ่อ
- AI & Machine Learning เช่น วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพสัตว์น้ำ ทำนายการเจริญเติบโต ลดความเสี่ยงการสูญเสีย
- Blockchain & Traceability เช่น ติดตามย้อนกลับแหล่งที่มา เพิ่มความโปร่งใส สอดคล้องกับมาตรฐาน IUU
- ตัวอย่างของ Startup ไทยบางรายพัฒนา “แพลตฟอร์มตลาดกลางออนไลน์” เชื่อมชาวประมงกับผู้ซื้อโดยตรง ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง
4. ศักยภาพการลงทุน Blue Ocean
ไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลรายสำคัญของโลก การผนวกเทคโนโลยีสีเขียวและดิจิทัลเข้ากับระบบประมงจะเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดพรีเมียม ขณะเดียวกัน ภาครัฐและเอกชนเริ่มร่วมตั้ง “กองทุนวิจัยอควาเทค” เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพและเกษตรกรรุ่นใหม่
โจทย์ประมงไทยสู่อนาคตยั่งยืน
วันประมงแห่งชาติ 21 กันยายน จึงอาจไม่ใช่เพียงวันรำลึกหรือการปล่อยปลาเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ แต่ยังสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่ต้องเผชิญทั้งกติกาสากล ปัญหาทรัพยากร และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
โจทย์ใหญ่คือการรักษาสมดุลระหว่าง การสร้างรายได้จากการส่งออก กับ การอนุรักษ์ทะเลไทยให้ยั่งยืน หากไทยสามารถยกระดับไปสู่ Green & Digital Fishing Industry ได้สำเร็จ อุตสาหกรรมประมงไทยจะไม่เพียงรักษาตลาดส่งออก แต่ยังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของ เศรษฐกิจสีเขียว ในอนาคต