‘สุริยะ’ ปิดดีลจีน เปิดทางส่งออกสัตว์น้ำไทยเพิ่ม 500 ล้าน ควบลงนาม MOU บริหารจัดการน้ำ
ไทย-จีนลงนาม 2 ความร่วมมือด้านการเกษตร ปูทางส่งออกสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการบริโภคเข้าสู่ตลาดจีนภายใต้มาตรฐานกักกันและสุขลักษณะฉบับแรก ครอบคลุมสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงและจับจากธรรมชาติทุกชนิด คาดช่วยเพิ่มมูลค่าส่งออกกว่า 500 ล้านบาท พร้อมขยายความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำ ชลประทาน อุทกภัย และภัยแล้ง รวมถึงการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญระหว่างสองประเทศ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ลงนามความร่วมมือด้านการเกษตร 2 ฉบับ ประกอบด้วย พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการกักกันและสุขลักษณะสำหรับสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการบริโภคที่จะส่งออกจากประเทศไทยไปยังจีน และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทาน

การลงนามดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงปักกิ่ง โดยพิธีสารด้านสัตว์น้ำลงนามร่วมกับนางซุน เหมยจวิน รัฐมนตรีว่าการสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ GACC มีนายอนุทิน นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยาน
พิธีสารดังกล่าวเป็นผลจากการหารือระหว่างกรมประมงและ GACC เพื่อวางกรอบการตรวจสอบ การกักกัน และการรับรองสุขลักษณะสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของทั้งสองประเทศ รวมถึงสนับสนุนการกำกับดูแลการค้าสัตว์น้ำไทย-จีนให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้
ปัจจุบัน ไทยมีมูลค่าส่งออกสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการบริโภคประมาณ 1,850 ล้านบาท และภายหลังการลงนามพิธีสารคาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกได้มากกว่า 500 ล้านบาท รวมถึงช่วยลดอุปสรรคทางการค้าและเปิดโอกาสผลักดันสัตว์น้ำชนิดใหม่ของไทยเข้าสู่ตลาดจีนในอนาคต
ขณะเดียวกัน นายสุริยะได้ลงนามบันทึกความเข้าใจด้านการจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท พลังงานน้ำ และการชลประทานร่วมกับนายหลี่ กั๋วอิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีน โดยมีนายวิณะโรจน์ร่วมเป็นสักขีพยาน
บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ครอบคลุมการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท การชลประทาน การจัดการอุทกภัยและภัยแล้ง ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การวิจัยร่วม การพัฒนาบุคลากร และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของทั้งสองประเทศ
“ความร่วมมือระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรของทั้งสองประเทศ โดยจะช่วยต่อยอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการค้าสัตว์น้ำ เสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรไทย เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายสุริยะกล่าว

ด้านนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า พิธีสารฉบับนี้เป็นกรอบความร่วมมือด้านมาตรฐานการส่งออกสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการบริโภคฉบับแรกระหว่างไทยและจีน หลังรัฐบาลจีนปรับปรุงกฎหมายและมาตรการความปลอดภัยอาหารสำหรับสินค้านำเข้า โดยกำหนดให้ประเทศผู้ส่งออกต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงและจัดทำกรอบความตกลงด้านการกักกันและสุขลักษณะก่อนนำเข้าสินค้า
กรมประมงจึงเริ่มเจรจากับ GACC อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 เพื่อกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบ การกักกัน และการรับรองสุขอนามัยสำหรับสัตว์น้ำมีชีวิตของไทยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ของจีน ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะเห็นชอบร่างพิธีสารร่วมกันเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 และนำไปสู่การลงนามอย่างเป็นทางการ
พิธีสารครอบคลุมสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการบริโภคทุกชนิด ทั้งจากการเพาะเลี้ยงและการจับจากธรรมชาติ พร้อมกำหนดกรอบการขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ การตรวจสอบและกักกัน การออกใบรับรองสุขอนามัย การตรวจสอบย้อนกลับ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการบริหารความเสี่ยงด้านโรคสัตว์น้ำและความปลอดภัยอาหาร
“การมีพิธีสารฉบับนี้จะช่วยสร้างความชัดเจนด้านข้อกำหนดสุขอนามัย ลดอุปสรรคทางการค้า และเพิ่มโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้เพาะเลี้ยง ผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกสัตว์น้ำมีชีวิตของไทยสามารถขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นางฐิติพรกล่าว
กรมประมงเตรียมดำเนินการตามข้อกำหนดของพิธีสาร ทั้งการขึ้นทะเบียนสถานประกอบการ การรับรองระบบสุขอนามัย การเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำ และการออกใบรับรองสุขอนามัย พร้อมแนะนำให้ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการบริโภคไปจีน เตรียมความพร้อมและศึกษาข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้าได้เต็มศักยภาพนการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านอาหารและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว

