กฎหมายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2568 ต่างจากเดิมอย่างไร ? เปรียบเทียบ เวลา พื้นที่ และโทษ
พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎหมายเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2551 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและพฤติกรรมการบริโภคในปัจจุบัน โดยมีการแก้ไขนิยาม เพิ่มข้อห้ามด้านโฆษณา การสื่อสารการตลาด รวมถึงบทลงโทษใหม่ที่เข้มงวดขึ้น
กรมการปกครองเตือนประชาชนระวังการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านนอกเวลาขาย หลัง พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป
กฎหมายฉบับใหม่เป็นการปรับปรุงจาก พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ให้ทันสมัยและเข้มงวดมากขึ้น ทั้งในเรื่องคำนิยาม การจำกัดเวลา สถานที่ โทษปรับ และการควบคุมการโฆษณา
1.คำนิยามเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
พ.ศ. 2551:
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หมายถึง สุราที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ
- เน้นเฉพาะสุราประเภทหลัก ไม่ครอบคลุมเครื่องดื่มผสมใหม่
พ.ศ. 2568:
- ขยายคำนิยามให้ครอบคลุมของเหลว วัตถุ หรือของผสมใด ๆ ที่มีแอลกอฮอล์
- รวมถึงสุราที่ผสมแล้วสามารถดื่มได้ แต่ไม่รวมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำกว่า 0.5 ดีกรี หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร/วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท
- ทำให้การบังคับใช้ครอบคลุมพฤติกรรมการดื่มยุคใหม่
2.เวลาและพื้นที่ห้ามจำหน่าย/บริโภค
พ.ศ. 2551:
- ห้ามจำหน่ายสุราในช่วงเวลา: 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น.
- เน้นจำกัดการขายเพื่อป้องกันการดื่มช่วงพักกลางวันและช่วงเย็น
พ.ศ. 2568:
- เวลาห้ามขายยังคงคล้ายเดิม แต่เน้นการ ห้ามบริโภคในร้านหรือสถานที่ที่ให้บริการเพื่อการค้า นอกเวลาขาย
- ช่วงเวลาห้ามขาย/บริโภค: เที่ยงคืน – 11.00 น. และ 14.00 – 17.00 น.
- ขยายการบังคับใช้ให้ครอบคลุมสถานที่บริโภค ไม่ใช่แค่ร้านขายเท่านั้น
3.การควบคุมการโฆษณา
พ.ศ. 2551:
- ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบางลักษณะ
- แต่การโฆษณาผ่านสินค้า บริการ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ยังมีช่องว่าง
พ.ศ. 2568:
- เพิ่มความเข้มงวด ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกช่องทางที่ชักจูงให้บริโภค
- ห้ามใช้ชื่อ โลโก้ หรือเครื่องหมายทางการค้าของแอลกอฮอล์แฝงในสินค้า/บริการ/กิจกรรมอื่น ๆ
- ป้องกันการเข้าใจผิดว่าการบริโภคถูกส่งเสริมหรือเหมาะสม
4.อำนาจผู้บังคับใช้
พ.ศ. 2551:
- นายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจออกประกาศกำหนดเวลาและสถานที่จำหน่าย
พ.ศ. 2568:
- “คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์” มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน
- มีอำนาจตรวจสอบการผลิต นำเข้า และจำหน่าย รวมถึงสถานที่บริโภคเพื่อการค้า
- สามารถเรียกเอกสารหรือหลักฐาน และสั่งระงับการจำหน่ายหรือโฆษณาที่ฝ่าฝืน
5.บทลงโทษ
พ.ศ. 2551:
- ผู้ฝ่าฝืนโฆษณาหรือจำหน่ายผิดกฎหมาย มีโทษปรับหรือจำคุกตามประเภทของความผิด
พ.ศ. 2568:
- หากดื่มในสถานที่ให้บริการเพื่อการค้านอกเวลาห้ามขาย: ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
- หากโฆษณาผิดประเภทหรือใช้ตราสินค้าแฝง: มีโทษปรับและจำคุก
- เน้นการบังคับใช้ให้ครอบคลุมพฤติกรรมและพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
6.เป้าหมายและความแตกต่างหลัก
- พ.ศ. 2551: เน้นจำกัดเวลาและพื้นที่เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการบริโภคช่วงพักกลางวัน/เย็น
- พ.ศ. 2568: เน้น ความครอบคลุมทุกด้าน ตั้งแต่คำนิยามเครื่องดื่ม แหล่งจำหน่าย สถานที่บริโภค การโฆษณา และการบังคับใช้
- ทำให้การควบคุมมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และลดปัญหาการดื่มต่อเนื่องหรือพฤติกรรมเสี่ยง
เตือนประชาชน “จุดจบสายลาก”
นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.พรรคประชาชน เตือนว่า หากนั่งดื่มในร้านนอกเวลาขาย มีสิทธิ์ถูกปรับสูงสุด 10,000 บาท ประชาชนควรตรวจสอบเวลาและสถานที่จำหน่ายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความผิดทางกฎหมาย
หนุ่มเมืองจันท์ เผยที่มาห้ามขายเหล้าบ่าย 2 ตะลึงใช้ต่อเนื่องกว่า 5 ทศวรรษ
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน นายสรกล อดุลยานนท์ หรือ หนุ่มเมืองจันท์ โพสต์ภาพและข้อความผ่านเพจ ระบุว่า
มีเรื่องหนึ่งที่ผมตั้งคำถามมานานแล้วเวลาเข้าร้าน 7-11 หรือร้านอาหาร คือ การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เวลา 14.00-17.00 น.
งงและสงสัยมาตลอดว่าทำไมต้องห้ามขายเวลานี้
ขายช่วงอื่นได้แต่ห้ามขายเหล้า-เบียร์ช่วงบ่าย
คำถามก็คือ ทำไมต้องห้ามช่วงนี้
และช่วงเวลา 14.00-17.00 น. มีนัยสำคัญอย่างไรในการช่วยให้คนดื่มน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่น
จนมารู้คำตอบว่าข้อห้ามนี้เกิดจากประกาศคณะปฏิวัติเมื่อปี 2515
ตอนนั้น มีข้าราชการไม่ทำงาน มานั่งแช่กินเหล้าตั้งแต่เที่ยงจนถึงเย็น
ไม่ยอมไปทำงานช่วงบ่าย
วิธีการแก้ปัญหาแบบคณะปฏิวัติ ก็คือ ออกประกาศห้ามขายเหล้า-เบียร์ช่วงนี้
ไม่มีเหล้า-เบียร์ขาย ข้าราชการก็ต้องกลับไปทำงานตอนบ่าย
…ฉลาดมาก
ที่ฉลาดกว่า ก็คือ รัฐบาลไทยยึดระเบียบนี้เรื่อยมาจนถึงวันนี้..พ.ศ.2568
หรืออีก 53 ปีต่อมา
โดยไม่มีใครตั้งคำถามเลยว่าทำไมต้องห้ามขายช่วงเวลานี้
แต่เมื่อมีคำสั่งห้ามกันอย่างไรก็ห้ามกันแบบนั้นต่อไป
โลกวันนี้เปลี่ยนไปมาก
วิธีคิดหรือมุมมองต่อโลกของคนแค่ละยุคไม่เหมือนเดิม
ตลกยุคก่อน มุขเด็ดสุด คือ การล้อเลียนเพื่อน
ดำ-เตี้ย-อ้วน-แก่ ฯลฯ
แต่ยุคนี้ทำแบบนี้ไม่ได้เลย ถือว่าเป็นการบูลลี่
ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และควรตั้งคำถามมานานแล้ว
เช่นเดียวกับเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ในอดีต “เหล้า-เบียร์” จะถูกมองในมุมของสาธารณสุขเป็นหลัก
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำลายสุขภาพ
จนวันนี้ก็ยังเป็นเรื่องจริง
แต่มิติของการมอง “เหล้า-เบียร์” ของคนยุคนี้มีมิติอื่นเข้ามาด้วย
เขามองว่าธุรกิจนี้เป็นหนึ่งในความคิดสร้างสรรค์และผลิตภัณฑ์ชุมชน
“คราฟท์เบียร์” และ “สุราชุมชน” กลายเป็นความคิดสร้างสรรค์
และมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรแบบ “ไวน์” ของฝรั่งเศส
หรือคิดในมุมการท่องเที่ยวมากขึ้น
มิติในการมองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว
แต่กฏกติกาต่างๆของประเทศไทยยังเหมือนเดิม
ยังมองในมิติเดิม
ที่เขียนเรื่องนี้เพราะเห็นข่าวเรื่อง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯฉบับใหม่ ที่ พรรคเพื่อไทยออกมากระตุ้นรัฐบาล “อนุทิน” ให้ออกกฏหมายระดับรองเพื่อมารองรับและผ่อนคลายมาตรการต่างๆ
ผมไม่ค่อยเข้าใจรายละเอียดเรื่องนี้เท่าไรนัก
รู้แต่ว่าถ้าไม่มีประกาศต่างๆที่ตั้งใจจะผ่อนคลายมาตรการต่างๆ และบังคับใช้ตามพ.ร.บ.ฉบับนี้ รับรองปั่นป่วนน่าดู
เพราะตั้งแต่วันนี้เขาห้ามขาย “เหล้า-เบียร์” ตั้งแต่เที่ยงคืน
ลูกค้าที่นั่งดื่มอยู่ในผับหรือร้านข้าวต้ม
ถ้าเกินเที่ยงคืนแล้วยังซดเบียร์บนโต๊ะที่ยังดื่มไม่หมด โดนปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท
555
กติกานี้ครอบคลุมทั้งหมดทั่วประเทศ ทั้งที่ตามแนวคิดคือจะมีการกระจายอำนาจไปท้องถิ่นเพื่อให้ปรับใช้ตามความเหมาะสม
เช่น จังหวัดท่องเที่ยวอาจผ่อนปรนมากกว่า
เรื่องแบบนี้หยุมหยิมมาก และเป็นช่องว่างให้เจ้าหน้าที่รัฐหาผลประโยชน์จากความคลุมเครือ
และบางทีก็ลืมตั้งคำถามว่าทำไมต้องเที่ยงคืน
กลัวว่านานกว่านี้ จะดื่มมากไปแล้วไปขับรถจะเกิดอุบัติเหตุหรือเปล่า
ถ้าปัญหาใหญ่ของเรื่องนี้ คือ เมาแล้วขับ
ก็แก้ที่การลงโทษหนักๆเหมือนประเทศต่างๆ ไม่ดีกว่าหรือ
หรือเรื่องร้านอาหารที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องอยู่ห่างจากสถานศึกษาก็เช่นกัน
ไม่แน่ใจว่า 300 เมตรหรือ 1. กม.
300 เมตร เดินนิดเดียวครับ
หรือต่างจังหวัดก็ซ้อนมอเตอร์ไซด์แป๊บเดียว
คนจะดื่ม เขาก็ดื่ม
ถ้าเด็กที่ไม่ดื่ม ก็ไม่ดื่ม
เรื่องแบบนี้ห้ามกันไม่ได้หรอกครับ
ที่เขียนมาเป็นการตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่จากคนที่ไม่ใช่ “นักดื่ม”
เพราะผมดื่ม “เหล้า-เบียร์”น้อยมาก
วีรกรรมสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของผม คือ เวลาไปค้างคืนบ้านเพื่อน
ตอนค่ำเราจะชวนกันไปกินข้าวและดื่มกัน
ผมจะได้รับเกียรติเป็นคนถือกุญแจบ้าน
เพราะเขารู้ว่าผมดื่มแค่ไหนก็ไม่เมา
ไม่ใช่ “คอแข็ง”
แต่เน้นกินกับ และ น้ำเปล่า 55