นายกสมาคมภัตตาคารไทย มองการใช้ช่วงเทศกาลเริ่มทดลองปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ 180 วัน ช่วงบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น เป็นช่วงเวลาที่เหมาะในการศึกษาผลกระทบ ขณะที่เศรษฐกิจกลางคืนได้อานิสงส์ นักท่องเที่ยว-เงินสะพัดเพิ่ม
ตามที่ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรื่องกำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2568 ขยายเวลาดื่มในร้านช่วง 14.00-17.00 น. ทดลอง 180 วัน มีผลบังคับใช้เริ่มวันนี้เป็นต้นไป ทำให้สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ยาวตั้งแต่เวลา 11.00-24.00 น.นั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า จากประกาศที่ออกมาทดลองใช้ในช่วงนี้ที่เป็นช่วงเทศกาล และฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ทำให้มีการดื่มกิน เดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาสูงมากกว่าทุกช่วงของปี
จึงถือเป็นช่วงเวลาที่ชาญฉลาดในการทดลองใช้ประกาศใหม่ ว่าจะมีผลกระทบอย่างไร ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ โดยเฉพาะกรณีวิวาท การก่อเหตุอาชญากรรม รวมถึงการเมาแล้วขับ ซึ่งหากประเมินผลหลังทดลองครบ 180 วันแล้วพบว่าไม่ได้เพิ่มขึ้นเทียบกับช่วงเดียวกันของทุกปี การปลดล็อกแบบบถาวรก็ถือเป็นเรื่องที่สามารถทำได้
นางสาวฐนิวรรณกล่าวว่า ในความเป็นจริงตามพฤติกรรมของคนไทย ไม่ได้มีการนั่งดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. กันมากมายนักอยู่แล้ว เพราะเป็นช่วงเวลาทำงาน และประเทศไทยก็เป็นเมืองร้อน คนไทยนิยมดื่มช่วงเย็นเป็นต้นไป ในการคลายร้อนและสังสรรค์หลังเลิกงานมากกว่า ทำให้กลุ่มที่ดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก เพราะมีเวลาและต้องการความผ่อนคลายในการท่องเที่ยว
ซึ่งการดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นเรื่องปกติในการรับประทานอาหารและมีแอลกอฮอล์ในมื้ออาหารอยู่แล้ว ผลเชิงบวกจึงเชื่อว่าจะช่วยในธุรกิจร้านอาหาร ภัตตาคารต่าง ๆ มีการใช้จ่ายดื่มกินมากขึ้นได้แน่นอน เนื่องจากมีรายได้จากเครื่องดื่มหมวดแอลกอฮอล์มากขึ้น เฉลี่ยสัดส่วนการดื่มอยู่เพียง 20% ของมื้ออาหารรวม อาจเพิ่มสัดส่วนการใช้จ่ายได้มากกว่าเดิม
กลุ่มที่ได้ประโยชน์จริง ๆ โดยตรงมองว่าเป็นสถานบันเทิง หรือธุรกิจที่เปิดให้บริการในเวลากลางคืน เพราะสัดส่วนค่าใช้จ่ายของเครื่องดื่มมีกว่า 80% อาหารเพียง 20% เท่านั้น ถือเป็นเพียงตัวประกอบ แต่แอลกอฮอล์เป็นหลักในการดื่ม เมื่อปลดล็อกให้สามารถดื่มได้นานขึ้น ก็ต้องมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแน่นอน ส่งผลต่อเศรษฐกิจกลางคืนให้สะพัดได้เพิ่มขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ดีมากนักในปัจจุบัน
โดยที่ผ่านมา แม้ไม่ได้มีการปลดล็อกตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในทางปฏิบัติจะไม่มีการขายหรือดื่มในช่วงเวลาห้ามแบบ 100% ทำให้การปลดล็อกให้จบ และมาประเมินผลหลังจากนั้น ตามบริบทสังคม ถือเป็นความท้าทายต่อจริยธรรมของคน ว่าจะสามารถดูแลตัวเองและสังคมได้ดีมากน้อยเท่าใด เทียบเคียงกับช่วงที่ยังไม่ปลดล็อกก่อนหน้านี้
“คนไทยอยู่กับกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลาบ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็นมากว่า 20 ปีแล้ว รับรู้ด้วยตัวเองอยู่แล้วว่าหากขายในช่วงนี้จะโดนจับแน่นอน คนไทยก็รับรู้ด้วยตัวเองว่าในช่วงนี้นั่งดื่มไม่ได้ แม้มีประกาศออกมาก่อนหน้านี้แล้วแต่ก็ยังมีความกังวลอยู่ จึงแก้ปัญหาด้วยการไม่ดื่มไปเลย เท่ากับเป็นการเสียโอกาสที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้เมื่อมีการประกาศออกมาอย่างชัดเจนก็จะช่วยสร้างการรับรู้ได้ดีขึ้น บวกกับช่วงนี้มีวันหยุดยาวสุดสัปดาห์ และหยุดปีใหม่ ทำให้คนเดินทางท่องเที่ยว จับจ่ายใช้สอยซื้ออาหารและเครื่องดื่มเพิ่มมากขึ้น เมื่อกฎหมายชัดเจนก็เพิ่มโอกาสในการทำมาหากินของร้านอาหาร หรือสถานบันเทิงต่าง ๆ ได้” นางสาวฐนิวรรณกล่าว