รีแบรนด์ “ฮอท พอท” “อภิชัย” ปักหมุดปลายปีนี้พลิกกำไร
ธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง มีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจากผู้ประกอบการรายเดิม หรือแม้แต่ผู้เล่นหน้าใหม่ ๆ ที่เห็นโอกาสและเข้ามาจับธุรกิจนี้มากขึ้น การบริหารธุรกิจให้อยู่รอด จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ซึ่งร้านสุกี้ชาบูแบรนด์ดังอย่าง “HOT POT” (ฮอท พอท) ก็อยู่ภายใต้วัฏจักรนี้ และช่วงที่ผ่านมาต้องประสบภาวะขาดทุนสะสมมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดหลังมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “อภิชัย เตชะอุบล” ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เจซีเค ฮอสพิทอลลิตี้ หรือ JCKH (บมจ.ฮอท พอท เดิม) ผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ของบริษัท ถึงการพลิกฟื้นกิจการในระยะข้างหน้า
โดย “อภิชัย” เล่าว่า เข้าเพิ่มทุนในบริษัท เนื่องจากครอบครัวตนมองเห็นศักยภาพที่ธุรกิจจะเติบโตต่อไปได้ ซึ่งธุรกิจอาหารไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับครอบครัวตนเอง อย่างไรก็ดี การที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมเทขายหุ้นออกไปช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา จึงส่งผลให้ครอบครัวตนกลายเป็นผู้ถือหุ้นที่มีสัดส่วนมากที่สุด โดยตนจะร่วมมือกับกลุ่มผู้บริหารเดิมผลักดันธุรกิจให้เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
ทั้งนี้ การเพิ่มทุนล่าสุดเกือบ 200 ล้านบาทนั้นจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ทั้งในการเปิดสาขา รีแบรนดิ้ง ชำระหนี้ค้างบางส่วน และออกหุ้นเพิ่มทุนนำเงินไปล้างขาดทุนสะสม ซึ่งทุนน่าจะเพียงพอจนถึงปีหน้าส่วนหุ้นเพิ่มทุนบางส่วนที่ผู้ถือหุ้นบางรายไม่ใช้สิทธิ์อาจจะเก็บไว้ เมื่อต้องการใช้เงินจึงค่อยขายหุ้นเพิ่มทุนต่อไป โดยปัจจุบันเหลืออยู่ 100 ล้านหุ้น (ราคา 1.30 บาท/หุ้น)
“ในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งถัดไปช่วงเดือน เม.ย. 2562 จะมีการตกลงร่วมกันว่า หากไม่มีผู้ถือหุ้นซื้อส่วนนี้ เราก็จะเข้าไปซื้อเอง ซึ่งจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นอีก”
ปักธง Q3 ปีนี้มีกำไร
“อภิชัย” แจกแจงว่า ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารภายใต้บริษัท JCKH นั้น นอกจากร้าน “ฮอท พอท” ที่มีสาขากว่า 80 แห่ง ซึ่งสร้างรายได้มากที่สุด โดยมียอดขายอยู่ที่ 100 ล้านบาท/เดือน คาดว่าทั้งปี 2561 ยอดขายจะเพิ่มขึ้น 15-20% ยังมีร้าน “ไดโดมอน” ที่ทำกำไรได้ค่อนข้างสูง ปัจจุบันมี 7-8 สาขา ที่เหลือเป็นร้าน “ซิกเนเจอร์” 2 สาขา ร้าน “ทูมาโท้ อิตาเลี่ยน คิทเช่น” อีก 1 สาขา และร้าน “ซุปเปอร์พอท” 1 สาขา
รวมถึงยังมีร้านอาหารจีนสไตล์ฮ่องกง “เจิ้งโต่ว” อีก 1 สาขา รวมสาขาทุกแบรนด์แล้วมีราว 100 สาขา จากที่ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ได้ทยอยปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรไปกว่า 50 แห่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิตอาหารจากเดิมอยู่ที่ 48-50% ของรายได้ เหลือ 42-45% ในปัจจุบัน และคาดว่าจะลดลงได้อีกจนอยู่ที่ 38-40% ถือเป็นระดับที่พอใจ
นอกจากนี้ยังลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยยุบฝ่ายก่อสร้าง ทำให้ลดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าพนักงาน, ค่าก่อสร้าง ลงไปได้ 10-15% ประกอบกับการควบคุมการจัดซื้อให้ลดลงอีก 10-15% ซึ่งจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น จนมีความเป็นไปได้ที่ EBITDA (กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีนิติบุคคล ค่าเสื่อม และค่าจัดจำหน่าย) จะเป็นบวกได้ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีนี้ และน่าจะพลิกกลับมาทำกำไรได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้
“เรายอมขาดทุนตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยตัดค่าเสื่อมบางสาขาที่สูงหลักล้านบาท ไม่ว่าจะขาดทุนอย่างไร ก็ต้องยอมทิ้ง เนื่องจากโลเกชั่นไม่เอื้ออำนวย เปิดไปก็มีแต่เจ๊ง”
รีแบรนดิ้งสาขา
สำหรับแผนงานในช่วงครึ่งปีหลัง “อภิชัย” ประกาศว่า จะรุกหนักขึ้น โดยได้ทุ่มงบประมาณกว่า 30 ล้านบาท ลงทุนรีแบรนดิ้งร้านอาหารใหม่ทั้งหมด เริ่มในเดือน ส.ค.นี้ โดยจะค่อย ๆ ปรับตั้งแต่รูปแบบโลโก้ให้ดูทันสมัย รีโนเวตร้าน ซึ่งคาดว่าจะใช้เม็ดเงิน 2-3 แสนบาท/สาขา และเล็งยกระดับให้ร้านฮอท พอทบางสาขา เป็นอาหารระดับพรีเมี่ยม (ซูเปอร์พอท) รวมถึงปรับปรุงคุณภาพรสชาติ และเพิ่มไลน์อาหารประเภทซีฟู้ด (อาหารทะเล)เพื่อกระตุ้นยอดขาย พร้อมจัดทำแคมเปญโปรโมชั่นต่าง ๆ เช่น เมื่อทานบุฟเฟต์ในราคา 399 บาท จะได้รับอาหารทะเล (กุ้ง, ปู) ซึ่งได้เริ่มทดลองแล้วในบางสาขา
นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดสาขาร้านเจิ้งโต่ว เพิ่มอีก 3 แห่งภายในปีนี้ หลังเริ่มติดตลาด คาดว่าปลายเดือน ก.ค.นี้ จะเปิดตัวที่โฮมโปร พระราม 2 และเดือน ต.ค. จะเปิดตัวที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน และไอคอนสยามซึ่งจะใช้เงินลงทุนเปิดสาขาไม่เกิน 10 ล้านบาท/แห่ง รวมถึงจะทยอยเปิดสาขา ไดโดมอน ปีละ 5 แห่ง เนื่องจากมองว่าน่าจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยตั้งเป้าภายใน 4-5 ปี จะขยายให้กลับมามีสาขา 60-70 แห่ง เหมือนในอดีต
“ผมเชื่อว่าลูกค้าเดิมอายุ 30 ปีขึ้นไป รู้จักแบรนด์นี้ เราจึงพยายามขยายสาขาเพื่อเข้ามาชิงพื้นที่ในตลาดอีกครั้ง และหนุนรายได้ JCKH ทำ break even (จุดคุ้มทุน) ได้แน่นอน”
ผู้ถือหุ้นใหญ่และประธานกรรมการบริหาร JCKH ย้ำว่า จะพยายามรักษาร้านอาหารทุกแบรนด์ให้อยู่รอดปลอดภัยทั้ง 100 แห่ง โดยสร้างกำไรต่อเนื่องในทุก ๆ ปี ซึ่งไม่จำเป็นต้องเปิดสาขามากเกินไป เพราะธุรกิจร้านอาหารเมื่อถึงจุดหนึ่ง ถ้าไม่ปรับเปลี่ยน คนจะเบื่อ เนื่องจากคนไทยชอบลองของใหม่ ๆ
“สิ้นปีนี้บริษัทน่าจะเริ่มกลับมาสร้างกำไร โดยหากทำตัวเลขได้ดีขึ้น ช่วงปลายปีอาจจะทำแผนล้างขาดทุนสะสม เพราะว่าเรามีส่วนเกินมูลค่าหุ้นมากกว่า 300% เพื่อที่จะจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้” นายอภิชัยกล่าวทิ้งท้าย
คงต้องติดตามแผนการพลิกฟื้นกิจการนำโดยผู้ถือหุ้นใหม่ต่อไป ซึ่งอาจจะเห็น “ฮอท พอท” กลับมาติดลมบนได้อีกครั้ง