โพลมติชน-เดลินิวส์ ‘ยศชนัน’ เฉือน ‘ณัฐพงษ์’ นั่งนายกฯ – ‘ประชาชน’ เหนือ ‘เพื่อไทย’
เปิดโพลมติชน-เดลินิวส์ 39% ให้ ‘ยศชนัน’ นั่งนายกฯ เฉือน เท้ง-ณัฐพงษ์ เปอร์เซ็นต์เดียว ด้านความนิยมพรรค ประชาชนเบอร์หนึ่ง 45.1% เหนือเพื่อไทยที่ 39.5% ขณะที่อนุทิน มาที่ 4 ร่วม ‘สุดารัตน์’
เมื่อวันที่ 8 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการสำรวจความคิดเห็นประชาชนผ่านโพลมติชน-เดลินิวส์ ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2568 โดยสอบถาม 2 คำถาม คือ
1. บุคคลที่อยากให้เป็นนายกฯ
2. พรรคการเองที่ต้องการสนับสนุนในการเลือกตั้งครั้งนี้
หลังจากนั้นได้ส่งให้นักวิชาการตรวจสอบและวิเคราะห์ผล พบว่า จากจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 93,391 ตัวอย่าง บุคคลที่กลุ่มตัวอย่างอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี
อันดับ 1 ได้แก่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 39.2 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 2 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคประชาชน 38.8 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 3.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคประชาชน และ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคโอกาสใหม่ 3.2 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 4.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุรา และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯจากพรรคภูมิใจไทย 2.7 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 5 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกฯจากพรรคประชาธิปัตย์ 2.4 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 6 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกฯจากพรรคประชาชน 2 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 7 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ 1.2 เปอร์เซ็นต์
และตอบว่า อื่น ๆ 4.6 เปอร์เซ็นต์

สำหรับพรรคที่กลุ่มตัวอย่างจะสนับสนุนในการเลือกตั้ง 2569
อันดับ 1 พรรคประชาชน 45.1 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย 39.5 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 3 พรรคโอกาสใหม่ 3.2 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 4 พรรคภูมิใจไทย 3.1 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 5 พรรคไทยสร้างไทย 2.6 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 6 พรรคประชาธิปัตย์ 2.4 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 7 พรรคเศรษฐกิจ 1 เปอร์เซ็นต์
อันดับ 8 ยังไม่ได้ตัดสินใจ 0.9 เปอร์เซ็นต์
กลุ่มตัวอย่างที่ตอบว่า ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้ 0.8 เปอร์เซ็นต์ และที่ตอบอื่น ๆ 1.4 เปอร์เซ็นต์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกลุ่มตัวอย่างที่ตอบคำถามผ่านโพลมติชน-เดลินิวส์ออนไลน์ครั้งนี้
จำแนกได้ว่า เป็นชายมากที่สุด จำนวน 55,060 คน รองลงมาเป็นหญิง 31,226 คน เพศทางเลือก 3,806 คน และไม่ระบุเพศ 3,299 คน อายุของกลุ่มตัวอย่าง อายุระหว่าง 29-44 ปี มากที่สุด จำนวน 35,992 คน รองลงมา 45-60 ปี 24,729 คน อายุระหว่าง 18-28 ปี 19,178 คน อายุ 61-78 ปี 12,195 คน อายุ 78 ปีขึ้นไป 1,277 คน
กลุ่มตัวอย่างมีระดับการศึกษา ระดับปริญญาตรีมากที่สุด 47,926 คน รองลงมา ระดับต่ำกว่าปริญญาตรี 27,830 คน ระดับปริญญาโท 14,337 คน ปริญญาเอก 3,298 คน อาชีพเป็นพนักงานเอกชนมากที่สุด 22,666 คน รองลงมาอาชีพอิสระ 17,387 คน เจ้าของธุรกิจ 12,959 คน ข้าราชการ 10,774 คน เกษียณอายุ 7,266 คน เกษตรกร 4,592 คน
ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างมีรายได้ 10,001-20,000 บาท มากที่สุด จำนวน 20,210 คน รายได้ 20,001-30,000 บาท 18,898 คน รายได้ 30,001-50,000 บาท 17,404 คน รายได้ 60001 บาทขึ้นไป มากที่สุด 14,937 คน ไม่เกิน 10,000 บาท 14,837 บาท 50,001-60,000 บาท 7,107 คน
หากจำแนกตามภูมิภาค พบว่า กลุ่มตัวอย่างอยู่ในภาคกลาง-กทม. มากที่สุด 48,738 คน รองลงมาเป็นตะวันออกเฉียงเหนือ 19,820 คน เหนือ 14,298 คน และใต้ 10,535 คน ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามอยู่ในกรุงเทพฯมากที่สุด รองลงมา คือ นนทบุรี เชียงใหม่ ชลบุรี นครราชสีมา ปทุมธานี ขอนแก่น สมุทรปราการ อุบลราชธานี และอื่น ๆ

นายปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จากผลการโหวตที่ปรากฎสรุปได้ว่า
1. พรรคประชาชน-เพื่อไทย เป็นพรรคใหญ่ 2 พรรคในโพลออนไลน์ที่ได้รับคะแนนโหวตทิ้งพรรคอันดับอื่น ๆ อนุมานได้ว่าฐานเสียง 2 พรรคนี้เป็นกลุ่มที่เข้าถึงและใช้อินเทอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี ช่องว่างเห็นชัดจากคะแนน 2 พรรคเป็นหลัก 3-4 หมื่น แล้วพรรคอื่นอยู่ในระดับพัน
2. วิเคราะห์ทั้งในภาพรวมระดับประเทศ และรายภูมิภาค คะแนนความนิยมของพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ คะแนนจะเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ไปทางเดียวกัน มีส่วนต่างระหว่างคะแนนพรรคกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่มาก ประมาณ 1%
3. พรรคประชาชน เมื่อวิเคราะห์ทั้งในภาพรวมทั้งประเทศและรายภูมิภาค ได้เห็นแบบแผนคล้ายกัน คือ มีส่วนต่างของคะแนนประมาณ 4-5% ซึ่งจะเห็นอย่างชัดเจนว่า คะแนนพรรคมากกว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แต่ถ้าดูละเอียดไปอีก ช่องว่างคะแนนตรงนั้นจะเทไปที่แคนดิเดตนายกฯอีก 2 คน คือ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล กับ นายวีรยุทธ์ กาญจน์ชูฉัตร ซึ่งถ้ารวมกันแล้วก็ยังพออนุมานได้ว่า คะแนนไปในทางเดียวกัน เพียงแต่แคนดิเดตนายกฯ คนเดียวจะดึงคะแนนได้ไม่เท่านายยศชนันของพรรคเพื่อไทย เลยต้องช่วยกันดึงหลายคน
4. ตรงนี้เลยอ่านได้ในเชิงยุทธศาสตร์การหาเสียงเช่นกันว่า ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงปั้นและชูนายยศชนันเดี่ยว ๆ เพราะดึงคะแนนให้พรรคได้ ในขณะที่พรรคประชาชนต้องใช้แคนดิเดตนายกฯ 3 คนช่วยกันดึงคะแนน แล้วตามด้วยเปิดแคมเปญว่าที่รัฐมนตรีที่มาจากคนนอก เพื่อมาช่วยกันดึงคะแนน ตรงนี้ชัดว่า พรรคประชาชนไม่เหมือนพรรคก้าวไกล พรรคอนาคตใหม่ ที่ผู้นำพรรคอย่างนายธนาธรและนายพิธาเป็นแม่เหล็กที่ดึงคะแนนพรรคขึ้นมาได้เลย แต่ยุทธศาสตร์ตอนนี้ต้องใช้หลายคนช่วยกันดึง
5. เมื่อเจาะรายภูมิภาค คะแนนพรรคประชาชนมีความนิยมสูงในภาคกลาง กับภาคใต้ แต่ช่องว่างจากเพื่อไทยไม่ได้มาก ส่วนตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อไทยมากกว่าแต่ช่องว่างก็คล้ายกันคือ 7-8% จะมีภาคเหนือจะเห็นช่องว่างคะแนนที่ไม่มากอยู่ที่ 3-4% สะท้อนว่าน่าจะยังสูสีสำหรับคะแนนพรรค
6. ช่วงอายุ อนุมานได้ว่า ฐานเสียงหลักของพรรคประชาชนอยู่ช่วงอายุ 18-28 ปี กับ 29-44 ปี ซึ่งมีช่องว่างทิ้งเพื่อไทยอยู่ประมาณ 10% ส่วนเพื่อไทย ช่วงอายุ 45-60 ปี, 61-78 ปี และ 79 ปีขึ้นไปจะมีความนิยมมากกว่า ข้อสังเกตคือ ช่วงอายุ 45-60 ปี คะแนนพรรคเพื่อไทยมีช่องว่างประมาณ 6 % จากพรรคประชาชน แต่ถ้าเป็น 61-78 ปี และ 79 ปีขึ้นไป ช่องว่างคะแนนพรรคเพื่อไทยมากกว่าพรรคประชาชนอยู่ถึงกว่า 18-19% อนุมานได้เบื้องต้นว่าเพื่อไทยน่าจะยังมีฐานเดิมที่เป็นผู้สูงอายุพอสมควร
7. ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่ต้องการเป็นพรรคใหญ่ ในโพลนี้เป็นโพลออนไลน์ที่น่าจะสร้างกระแสได้เป็นอย่างดี คะแนนยังอยู่ที่ 2-3% ทั้งพรรคและแคนดิเดตนายกฯ เลยเป็นโจทย์ท้าทายว่าจะสร้างกระแสยังไงถ้าต้องการ สส. บัญชีรายชื่อมากกว่า 10 คน นายอนุทินคนเดียวดึงคะแนนไม่พอ
8. ส่วนพรรคอื่น ๆ เนื่องจากช่วงที่เริ่มสำรวจเพิ่งขยับกัน จะมีที่ทยอยเข้ามา เช่น พรรคไทยสร้างไทย พรรคโอกาสใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ ณ ตอนนี้ยังอธิบายได้ไม่มาก
โพลรอบแรกแค่สารตั้งต้น
‘อนุทิน’ เบียดออนไลน์ยาก
ทางด้าน นายสติธร ธนานิธิโชติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ผลโพล “มติชน x เดลินิวส์” รอบนี้สะท้อนภาพการเมืองออนไลน์ค่อนข้างชัดว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ยังเป็นสองขั้วหลักที่ครองใจชาวเน็ตและคอการเมืองอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ความนิยมต่อพรรคและการจับตามองตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยคะแนนของยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยที่ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งเหนือณัฐพงษ์จากพรรคประชาชน แบบฉิวเฉียด สะท้อนการแข่งขันที่ยัง “สูสี” และยังไม่ขาดจากกันอย่างมีนัยสำคัญ
นายสติธร กล่าวว่า ในเชิงโครงสร้างคะแนน ความก้ำกึ่งระหว่างแคนดิเดตทั้งสองคนมีคำอธิบายที่น่าสนใจ กล่าวคือ ฝั่งพรรคประชาชนมีการเสนอแคนดิเดตมากกว่า 1 คน ทำให้คะแนนความนิยมกระจายไปยัง น.ส.ศิริกัญญาและนายวีระยุทธ ขณะที่พรรคเพื่อไทยชูนายยศชนันเป็นตัวเลือกหลักเพียงคนเดียว ส่งผลให้คะแนนรวมของแคนดิเดตเพื่อไทยดู “เข้มข้น” มากกว่า แม้เมื่อพิจารณาความนิยมต่อพรรคโดยรวม พรรคประชาชนยังคงนำอยู่ก็ตาม
ภาพนี้จึงบอกเราว่า การแข่งขันตำแหน่งนายกฯ ในสายตาสาธารณะยังคงจำกัดอยู่ในสองชื่อหลัก และยังเปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลงตามจังหวะการสื่อสารทางการเมืองในระยะถัดไป
นายสติธรกล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบันอย่างพรรคภูมิใจไทยยังเบียดแทรกในแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ค่อนข้างยากเมื่อเทียบกับ 2 พรรคใหญ่ข้างต้น
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าช่วงเวลาที่ทำการสำรวจความเห็นในรอบนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการเลือกตั้งมาก ๆ ทำให้การเปิดตัว “3 รัฐมนตรีโดนใจ” ของพรรคภูมิใจไทยอาจจะยังไม่ทันออกดอกออกผลเป็นความนิยมให้กับพรรค รวมถึงบทบาทช่วงหลัง ๆ ของนายกฯ อนุทินที่เริ่มได้รับกระแสตอบรับเชิงบวก โดยเฉพาะประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลต่อคะแนนนิยมในรอบถัดไปได้ไม่น้อย
ในทำนองเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้คะแนนในโพลรอบนี้ยังไม่โดดเด่น แต่สัญญาณทางการเมืองระยะหลัง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และภาคใต้ ดูเหมือนจะค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมทั้งหมดจึงชี้ว่า โพลรอบแรกนี้เป็นเพียง “ภาพตั้งต้น” มากกว่าบทสรุปสุดท้าย คงต้องติดตามกันต่อในโพลรอบสองว่า เมื่อแต่ละพรรคและแคนดิเดตเริ่มขยับเกมอย่างจริงจัง คะแนนนิยมจะเปลี่ยนแปลงและเรียงลำดับใหม่อย่างไร
