นายกสมาคมการพิมพ์ไทย มองภูมิรัฐศาสตร์กดดันอุตสาหกรรม เสนอ 4 คุณสมบัติผู้นำประเทศ เร่งฟื้นความเชื่อมั่น–ปฏิรูปกฎระเบียบ–อัปสกิลแรงงาน รับคลื่นลงทุนใหม่ พร้อมชง 5 ภารกิจเร่งด่วน รัฐบาลใหม่ต้องทำทันที
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั้งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม การค้า และนโยบายมหาอำนาจ ประเทศไทยในฐานะประเทศเปิดและพึ่งพาการส่งออก กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “ประชาชาติธุรกิจ” สนทนาพิเศษกับ นายพงศ์ธีระ พัฒนพีระเดช นายกสมาคมการพิมพ์ไทย และกรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในวาระสะท้อนมุมมองผู้นำภาคอุตสาหกรรม ต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย บทบาทรัฐบาลใหม่ และโจทย์เร่งด่วนที่ประเทศต้องตัดสินใจ
โลกเปลี่ยนเร็ว เศรษฐกิจไทยหนีไม่พ้นแรงสั่นสะเทือน
นายพงศ์ธีระ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า ภาพเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงวัฏจักรขาขึ้นหรือขาลงตามปกติ แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายมิติ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) นโยบายการค้า และความขัดแย้งทางทหาร ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก
“วันนี้โลกไม่ได้แยกเป็นแค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่การเมืองระหว่างประเทศกำหนดทิศทางการค้าอย่างชัดเจน ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจส่งผลโดยตรงต่อประเทศเล็กอย่างไทย ที่ต้องค้าขายกับทุกฝ่าย”
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน คือ นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งใช้นโยบายกีดกันทางการค้าเป็นเครื่องมือทางการเมือง ส่งผลให้การส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐมีต้นทุนสูงขึ้น และกระทบต่อผู้ผลิตในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของภาคการผลิต
ขณะเดียวกัน สงครามในภูมิภาคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย–ยูเครน หรือความตึงเครียดในประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ก็สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจไทย
“กัมพูชาเป็นตลาดส่งออกสำคัญของอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ไทย เมื่อเกิดปัญหาความไม่แน่นอน สิ่งที่กระทบไม่ใช่แค่การค้าชายแดน แต่กระทบถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการทั้งระบบ” นายพงศ์ธีระกล่าว
อุตสาหกรรมการพิมพ์–บรรจุภัณฑ์ ฟันเฟืองเงียบของเศรษฐกิจ
แม้อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์อาจไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ถูกพูดถึงในฐานะ “พระเอก” ของเศรษฐกิจไทย แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานแทบทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหาร เกษตร อุตสาหกรรมแปรรูป ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค
“ถ้าไม่มีบรรจุภัณฑ์ ไม่มีการพิมพ์ สินค้าก็ออกสู่ตลาดไม่ได้ อุตสาหกรรมนี้จึงสะท้อนสุขภาพของเศรษฐกิจโดยรวมได้ค่อนข้างชัด”
จากแรงกดดันภายนอกที่ถาโถมเข้ามา นายพงศ์ธีระมองว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องการอย่างเร่งด่วน คือ “ผู้นำและรัฐบาล” ที่มีความเข้าใจเชิงโครงสร้าง และสามารถกำหนดทิศทางประเทศได้อย่างชัดเจน
4 คุณสมบัติผู้นำประเทศ ที่ภาคอุตสาหกรรมคาดหวัง
นายพงศ์ธีระเสนอว่า รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ ควรมีคุณลักษณะสำคัญ 4 ประการ หากต้องการพาเศรษฐกิจไทยฝ่าความผันผวนของโลก
หนึ่ง วิสัยทัศน์เชิงโครงสร้างต้องชัด
รัฐบาลต้องบอกให้ชัดว่า ประเทศไทยจะใช้อุตสาหกรรมอะไรเป็นตัวนำด้านเศรษฐกิจ เพราะความไม่ชัดเจนของนโยบายทำให้ภาคเอกชนวางแผนการลงทุนได้ยาก
หากประเทศเลือกเดินหน้าเกษตรกรรมนำ หรือครัวของโลก อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องก็จะปรับตัวไปสู่การพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหาร ความปลอดภัย และมาตรฐานสากล แต่หากเน้นเทคโนโลยีขั้นสูง ความคิดสร้างสรรค์ หรือซอฟต์พาวเวอร์ ภาคเอกชนก็ต้องลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีอีกแบบหนึ่ง
“การลงทุนเครื่องจักรไม่ได้เปลี่ยนกันได้ในหนึ่งวัน ถ้ารัฐไม่ชัด เอกชนก็เสี่ยงลงทุนผิดทาง” นายพงศ์ธีระกล่าว
สอง SMEs ต้องได้รับการดูแลอย่างแท้จริง
โครงสร้างเศรษฐกิจไทยประกอบด้วย SMEs เป็นสัดส่วนใหญ่ ตั้งแต่ระดับไมโครไปจนถึงขนาดกลาง ซึ่งมีข้อจำกัดแตกต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่ เขามองว่าหน่วยงานรัฐอย่าง สสว. หรือสถาบันการเงินเฉพาะกิจอย่าง SME Bank ต้องทำงานเชิงรุกมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่เพียงปล่อยสินเชื่อ แต่ต้องช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
“รายใหญ่เขามีทีม มีองค์ความรู้ เขาหาทางรอดได้เอง แต่ SMEs ต้องการการเติมทักษะ เติมความรู้ และการเข้าถึงเงินทุนในเงื่อนไขที่เหมาะสม”
สาม บริหารด้วยข้อมูลและมีธรรมาภิบาล
นายพงศ์ธีระย้ำว่า ภาพลักษณ์ประเทศเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของต่างชาติ โดยยกตัวอย่างกรณีประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกมองว่ามีปัญหาฐานสแกมเมอร์และบ่อนพนัน ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นในระดับสากล
ขณะเดียวกัน เขายังอ้างถึงกรณีที่ผู้บริหาร Tesla เคยกล่าวถึงปัญหาการรับสินบนในประเทศไทย
“คำพูดแบบนี้หลุดออกไปครั้งเดียว แต่ผลกระทบอยู่ยาว นักลงทุนไม่ได้ดูแค่สิทธิประโยชน์ แต่ดูความโปร่งใสในการทำธุรกิจ”
รัฐบาลใหม่จึงต้องแก้ปัญหาเงินใต้โต๊ะอย่างจริงจัง และยกระดับธรรมาภิบาลให้เป็นมาตรฐานสากล
สี่ กล้าตัดสินใจ มองระยะยาวมากกว่าฐานเสียง
ผู้นำประเทศต้องกล้าตัดสินใจในเรื่องยาก และไม่ยึดติดกับนโยบายประชานิยมที่อาจสร้างผลเสียในระยะยาว
“นโยบายค่าแรงหรือสวัสดิการ ต้องดูทั้งระบบ ไม่ใช่ดูแค่คะแนนเสียง ถ้าทำแล้วกระทบความสามารถในการแข่งขัน สุดท้ายคนทั้งประเทศจะเดือดร้อน”

5 ภารกิจเร่งด่วน รัฐบาลใหม่ต้องทำทันที
นอกจากภาพใหญ่เชิงโครงสร้าง นายกสมาคมฯ ยังเสนอสิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการทันทีหลังจัดตั้ง
หนึ่ง ฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุน: หากความเชื่อมั่นหาย ใช้เวลาสร้างนานมาก รัฐต้องส่งสัญญาณให้ชัดว่า ไทยพร้อม โปร่งใส และคาดการณ์ได้
สอง สร้างความต่อเนื่องของนโยบาย: เขามองว่า นโยบายหลายอย่างในอดีต เช่น Soft Power ถูกยกเลิกหรือเลือนหายเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ทำให้เอกชนที่ลงทุนไปแล้วสับสนและเสียหาย
“นโยบายที่ดีไม่ควรเป็นของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ควรเป็นวาระแห่งชาติ”
สาม ปฏิรูปกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค: คุณพงศ์ธีระยกตัวอย่างเวียดนามที่ปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน และเร่งการอนุมัติใบอนุญาต เพื่อดึงดูดเงินลงทุน
“ถ้าเรายังช้า นักลงทุนก็เลือกประเทศอื่น”
สี่ ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีและ AI: เขาเสนอให้รัฐออกมาตรการจูงใจทางภาษีที่ใช้ได้จริง เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการลงทุนใน AI และ Automation ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ
ห้า พัฒนาทักษะแรงงานไทย: การดึงการลงทุนใหม่ เช่น EV ใน EEC จะไม่เกิดประโยชน์ หากแรงงานไทยขาดทักษะภาษาและเทคโนโลยี
“ถ้าคนไทยทำงานไม่ได้ นักลงทุนก็ต้องเอาคนของเขามา สุดท้ายเราจะเสียโอกาส”
มองไกลกว่าแจกเงิน กระตุ้นเศรษฐกิจต้องยั่งยืน: ในระยะยาว คุณพงศ์ธีระมองว่า ประเทศไทยต้องหลุดจากกับดักนโยบายกระตุ้นระยะสั้น และหันมาเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ความยั่งยืน และการสร้างมูลค่าเพิ่ม
เขาย้ำถึงความสำคัญของ Circular Economy, ESG, เกษตรสมัยใหม่ และการแปรรูปสินค้า โดยยกกรณีศึกษาญี่ปุ่นที่ใช้ดีไซน์และบรรจุภัณฑ์เพิ่มมูลค่าสินค้าท้องถิ่น
“บรรจุภัณฑ์ไม่ใช่แค่ห่อของ แต่คือมูลค่าเพิ่ม”
ฝากถึงรัฐบาล: ชัดเจน ต่อเนื่อง ทำงานกับเอกชนแบบ Seamless
ท้ายที่สุด นายพงศ์ธีระสรุปว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพ แต่ขาดความชัดเจนและความต่อเนื่องของนโยบาย พร้อมเสนอให้รัฐบาลทำงานร่วมกับภาคเอกชนผ่านกลไก กกร. อย่างเป็นเนื้อเดียวกัน
“ถ้าเรารู้ว่าเครื่องยนต์ตัวไหนจะขับเคลื่อนประเทศ และทุกฝ่ายเดินไปทางเดียวกัน ไทยยังไปได้ไกลกว่านี้มาก” นายพงศ์ธีระกล่าว