อสังหาฯ ชี้ กนง.ลดอัตราดอกเบี้ยจาก 1.25% เหลือ 1% สัญญาณบวกเศรษฐกิจฟื้น เร่งแบงก์พาณิชย์รับลูกใช้ Active Rate เดียวกันใน 7 วัน เสนอ ธปท.ยืดอายุ LTV ลุ้นขุนคลังคนใหม่ต่อเวลาลดค่าโอน-จดจำนอง ชงแก้หนี้รายย่อยหนุนผู้บริโภคมีความสามารถในการซื้อบ้าน
นายสุนทร สถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถาพร เอสเตท จำกัด ในฐานะนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรเปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 ลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 1.00% ต่อปี เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกสำหรับทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ต้องมีการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ย (Transmission Mechanism) ไปยังธนาคารพาณิชย์อย่างเต็มจำนวน ด้วยอัตราดอกเบี้ย Active Rate เพื่อให้ภาคธุรกิจได้รับผลประโยชน์ หากไม่มีการใช้อัตราดอกเบี้ยเดียวกันทั้งระบบ จะส่งผลให้มาตรการนี้กระตุ้นเศรษฐกิจไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากสภาวะกำลังซื้อของผู้บริโภคอยู่ในช่วงเปราะบาง โดยการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยควรเกิดขึ้นภายใน 7 วัน หลังจากมีมติของ กนง.
“เข้าใจว่าช่วงนี้ธนาคารพาณิชย์ต้องบริหารความเสี่ยง แต่เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว ถ้าลดต้นทุนทางการเงินให้กับผู้กู้โดยเร็วได้ มันก็จะช่วยลดความเสี่ยง NPL ระยะยาว เพราะลูกหนี้จะผ่อนคล่องขึ้น ส่วนการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยไปยังธนาคารพาณิชย์ เร็วสุดที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ภายใน 7-10 วัน ซึ่งระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์เป็นช่วงเวลาที่ไม่ช้าจนเกินไป”
นอกจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว สำหรับภาคอสังหาฯจำเป็นต้องมีมาตรการอื่นเพื่อให้เกิดการกระตุ้นอย่างครบวงจรด้วย นายสุนทรระบุว่า เมื่อเดือนที่ผ่านมา การหารือกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นไปในทิศทางบวกสำหรับโอกาสในการขยายเวลาผ่อนเกณฑ์ LTV
ขณะที่มาตรการลดค่าธรรมเนียมการจดจำนอง-โอน จำเป็นต้องรอทิศทางการบริหารงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่
อย่างไรก็ตาม นายสุนทรมีข้อเสนอเพิ่มเติมสำหรับภาคอสังหาฯว่า ควรสนับสนุนสินเชื่อบ้านหลังแรกเพื่อแก้ปัญหาผู้บริโภคที่ต้องการที่อยู่อาศัยหลังแรก โดยที่ผ่านมาในมาตรการที่ครอบคลุมราคาบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาทยังมีความจำเป็น แต่คิดว่าควรลดต่ำลงครอบคลุมตั้งแต่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนข้าราชการและ First Jobber ให้มีบ้านหลังแรกเป็นของตัวเอง
ทั้งนี้ สัญญาณการลดดอกเบี้ยทำให้เห็นถึงโอกาสเศรษฐกิจค่อย ๆ ฟื้น โดยครึ่งปีหลังนี้มีโอกาสที่จะฟื้นตัวลงได้ เนื่องจากปีที่ผ่านมาเป็นจุดต่ำสุด ภาพรวมไตรมาส 4 เป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี 2568 เนื่องจากจีดีพีสูงถึง 2.5% ช่วยดึงให้จีดีพีทั้งปีขึ้นมาเป็น 2% ทำให้คาดหวังได้ว่าจีดีพีในปี 2569 อาจมีโอกาสไปถึง 2.5% จากเดิมที่มีการประมาณการไว้เพียง 1.5-2%
“การที่จะทำให้จีดีพีเติบโตขึ้นได้ต้องอาศัยการฟื้นตัวหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะการแก้หนี้ครัวเรือนเป็นอันดับแรก สองคือนโยบายการเงินที่กำลังทำอยู่ ซึ่งคาดว่าการแก้หนี้จะออกดอกออกผลเนื่องจากมีมาตรการคุณสู้ เราช่วยมาจนถึงปิดหนี้ไวไปต่อ การลดภาระหนี้หรือปิดหนี้เก่าทำให้เกิดวงเงินใหม่ ผู้บริโภคมีความสามารถในการซื้อของชิ้นใหญ่มากขึ้น ซึ่งการแก้หนี้ควรโฟกัสที่รายย่อยก่อน แล้วค่อยขยับไปช่วยรายกลางเป็นประเภทถัดไป” นายสุนทรกล่าวทิ้งท้าย